ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

นโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนคงอยากรู้กันใช่ไหมครับว่า นโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เพื่อที่จะมาช่วยพลิกโฉมเมืองหลวงของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากผลสำรวจไทยรัฐโพลที่รวบรวมเสียงจากพี่น้องชาวเมืองมาฝากกันครับ

นโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน?

จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 2,000 คน เมื่อพูดถึง 100 วันแรกสิ่งที่คนกรุงต้องการเห็นมากที่สุดคือเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากครับ ซึ่งคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่งถึง 31.10% ตามมาด้วยการตรวจสอบงบประมาณ กทม. และการรับมือฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาสุขภาพของพวกเราทุกคน นอกจากนี้เรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของทางเท้าและการจราจรก็ยังเป็นสิ่งที่คนกรุงให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มุมมองระยะยาวกับสิ่งที่คนเมืองฝันถึง

นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องจัดการแล้ว นโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ในระยะ 4 ปีข้างหน้าล่ะ? คำตอบที่ชัดเจนมากคือการสร้างเมืองที่ปลอดภัยและไร้คอร์รัปชัน รวมถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น

  • ระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อไร้รอยต่อ ลดเวลาการเดินทาง
  • ทางเท้าที่ปลอดภัย เดินได้จริง และคนข้ามถนนได้อย่างมั่นใจ
  • การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น
  • สวัสดิการเมืองที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

สิ่งที่น่าสนใจมากจากผลสำรวจครั้งนี้คือ ความต้องการให้ผู้บริหารเมืองดูแลประชากรทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เน้นเฉพาะกลุ่มใดเป็นพิเศษ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 62.74% สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการทำงานคือความยุติธรรมและการจัดสรรทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ครับ

ในฐานะที่เราเป็นคนอาศัยในเมืองหลวง การตั้งคำถามว่านโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารครับ แม้ผลโพลนี้จะเป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้ผู้ว่าฯ กทม. ได้ทราบถึงความคาดหวังที่แท้จริงจากประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่า นโยบายที่มุ่งมั่นจะทำนั้นจะถูกแปลเปลี่ยนเป็นการกระทำที่วัดผลได้จริงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – นโยบายแบบไหน ที่คนกรุงอยากได้จากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

“ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก

“ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก

เมื่อพูดถึงการพัฒนาเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลายคนคงจับตามองนโยบายจากทีมของ “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก ที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้มีพื้นที่ทำกินอย่างยั่งยืน โดยมองว่ากรุงเทพฯ ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ของบริษัทใหญ่ แต่ต้องครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย MSME ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจเมือง

โอกาสใหม่สำหรับคนตัวเล็กผ่าน Street Economy

แนวคิดการขับเคลื่อน “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก นั้นหัวใจสำคัญคือการทำให้คนค้าขายเข้าถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เงิน พื้นที่ และทักษะ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยไม่ใช่การผลักไสออกจากเมือง แต่คือการนำจุดนอกระบบเข้ามาอยู่ในจุดผ่อนผันที่ถูกต้อง เพื่อลดปัญหาการเรียกรับส่วย ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามีที่ทำกินอย่างมั่นคงและปลอดภัย ในขณะที่ทางเท้าของคนเดินถนนต้องยังคงความเป็นระเบียบและน่าใช้งานควบคู่กันไป

แผนการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้:

  • เพิ่มจุดผ่อนผันและจุดอัตลักษณ์ให้รองรับผู้ค้าได้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ
  • ผลักดันศูนย์อิ่มท้องให้ครบทั้ง 50 เขตทั่วเขตบริหาร
  • สร้างมาตรฐานการค้าขายที่เคารพสิทธิซึ่งกันและกันระหว่างผู้ค้าและประชาชน

ยกระดับเมืองสู่ World Festival City

นอกจากเศรษฐกิจริมถนนแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทีมผู้ว่าฯ กทม. ให้ความสำคัญคือการผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองแห่งเทศกาลระดับโลก การที่ “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก ควบคู่กันไป จะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อทั้งจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ โดยเน้นไปที่ 4 เทศกาลหลัก ได้แก่ สงกรานต์ ลอยกระทง Bangkok Pride และเคานต์ดาวน์ปีใหม่

การจะทำให้นโยบายนี้สำเร็จ ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับคนมหาศาล ทั้งระบบจัดการขยะ ห้องน้ำสาธารณะ และโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงถึงกัน เพื่อให้แต่ละเทศกาลกลายเป็น Festival Circuit ที่สร้างรายได้สะพัดเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ร้านค้าขนาดใหญ่ไปจนถึงรถเข็นสตรีทฟู้ดริมถนน นี่คือเสน่ห์ที่ไม่มีใครเหมือนของกรุงเทพมหานคร

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองกับปากท้องของประชาชน หากทำได้จริง กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่คนตัวเล็กมีพื้นที่ยืน และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจสำหรับผู้คนทั่วโลกอย่างแน่นอน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการจัดระเบียบสตรีทฟู้ดจะเปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพฯ ไปในทิศทางไหนบ้าง?

ที่มา – “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก

“ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ

“ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการทำงานของท่านผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับนโยบายสุดเข้มข้นอย่าง “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง เพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้กับคนกรุงเทพฯ โดยท่านยืนยันว่าถึงแม้มาตรการนี้อาจกระทบต่อกลุ่มผู้ค้าบางส่วน แต่เมืองต้องมีระเบียบเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว

มุมมองการจัดระเบียบและสิทธิ์ของประชาชน

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยจำนวนมาก ซึ่งการจัดระเบียบถือเป็นวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจอย่างสีลม โดยนายชัชชาติเน้นย้ำเรื่องความถูกต้องเป็นสำคัญ ท่านมองว่านโยบาย “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่การรังแกผู้ประกอบอาชีพ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการหาเลี้ยงชีพและการใช้ทางเท้าที่ปลอดภัย

  • เร่งเพิ่มจุดผ่อนผันที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย
  • ลดปัญหาการเรียกรับส่วยและค่าปรับที่ไม่เป็นธรรม
  • จัดหาพื้นที่ค้าขายใหม่ให้กับผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบ
  • สร้างทางเท้าที่ทุกคนสามารถเดินได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

นายชัชชาติยังกล่าวชัดเจนว่า ตนไม่ได้ใจไม้ไส้ระกา แต่จำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์เพื่อให้เมืองน่าอยู่ขึ้น การให้เวลาพ่อค้าแม่ค้าในการเตรียมตัวย้ายออกภายใน 6 เดือน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและให้โอกาสในการปรับตัว ถือเป็นความตั้งใจที่ชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาคือเมืองที่มีระเบียบและเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันมากขึ้น

ในอนาคต กทม. จะทุ่มเทให้กับการจัดหาพื้นที่รวบรวมเหล่าผู้ค้าไปอยู่ในจุดที่มั่นคงกว่า การค้าขายบนทางเท้าควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรืออาชีพชั่วคราว การมีพื้นที่ที่จัดสรรอย่างจริงจังจะช่วยเสริมสร้างอาชีพให้มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม

มุมมองของเราคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นระเบียบเป็นเรื่องที่เจ็บปวดแต่จำเป็น การมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่หวั่นไหวต่อคะแนนเสียง จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับนโยบายคืนทางเท้าครั้งนี้ ลองมาแบ่งปันความคิดเห็นกันดูครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตในโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ล่าสุด “แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส. กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการตั้งคำถาม 12 ข้อ เพื่อให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทสรุปของเรื่องนี้อาจจบลงเพียงแค่ค่าปรับ 600 บาทเท่านั้น

เปิดปม “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงรุกถึงกระบวนการสอบสวนที่ผ่านมา โดยศุภณัฐระบุว่า ตนเองไม่สามารถนิ่งเฉยได้เมื่อเห็นผลสรุปการสอบสวนที่ดูเหมือนจะเบาหวิว ทั้งที่มีการกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น โดยประเด็นหลักที่ศุภณัฐต้องการคำตอบคือ:

  • คณะกรรมการสอบสวนที่ชุดที่ผู้ว่าฯ แต่งตั้งขึ้น เป็นคนมีมติให้ปรับเพียง 600 บาท จริงหรือไม่?
  • เหตุใดผลสรุปดังกล่าวจึงผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าฯ มาได้?
  • ความคืบหน้าของอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการยื่นตรวจสอบไปนานกว่า 2 ปี เหตุใดจึงยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติม?

ศุภณัฐยังได้ย้ำชัดเจนว่า “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะผู้แทนประชาชน เพื่อให้ความจริงปรากฏว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต และเหตุใดมาตรการลงโทษจึงดูเบาจนน่าตกใจเช่นนี้

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่จับตามองว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะสามารถตอบคำถามทั้ง 12 ข้อนี้ให้สังคมกระจ่างได้มากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารงาน แต่ยังสะท้อนถึงการใช้งบประมาณภาษีของคนกรุงเทพฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างโปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนต่างรอคอยคำตอบที่จริงใจและตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น 45%

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ถือเป็นศัตรูตัวร้ายของคนกรุงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ล่าสุดในเวทีดีเบตรายการ “เกมคุมเมือง” ทางไทยรัฐทีวี คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาตอกย้ำถึงความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยยืนยันว่า ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ว่าปีนี้สถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพฯ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 กับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

คุณชัชชาติเผยว่า แนวทางการทำงานไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเฝ้าระวัง แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างจริงจัง โดยตัวเลขความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานหลายมาตรการเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจัดการเรื่องรถยนต์ไปจนถึงการควบคุมการเผาชีวมวลนอกพื้นที่

มาตรการเด็ดขาดเพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ได้อย่างมั่นใจคือการจัดการมลพิษจากยานพาหนะ โดยมีการปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มข้นขึ้น การจับควันดำเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า รวมถึงการริเริ่มทำ Low Emission Zone เพื่อจำกัดรถควันดำไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้คนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องผ่านโปรแกรม “กรีนลิสต์” เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากต้นทาง

  • การขยายห้องปลอดฝุ่นกว่าหมื่นแห่งทั่วกรุง
  • ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชันที่แม่นยำ
  • ความร่วมมือกับจังหวัดรอบข้างเพื่อควบคุมการเผาชีวมวล

ในส่วนของการเผานอกเขตกรุงเทพฯ คุณชัชชาติให้ความสำคัญกับการประสานงานเชิงรุกกับจังหวัดข้างเคียง เช่น นครนายกและปราจีนบุรี โดยการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรไปช่วยชาวนาเพื่อลดการเผา ทำให้ตัวเลขการเผาในพื้นที่เป้าหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ปัญหา PM 2.5 จะเป็นโจทย์ยากที่ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าตัดสินใจ ปัญหาที่สะสมมานานแบบเมืองหลวงก็สามารถถูกบรรเทาลงได้ เราในฐานะคนกรุงเทพฯ คงต้องจับตากันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกสานต่อและพัฒนาให้ยั่งยืนได้อย่างไรในระยะยาว เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ทุกคน

ที่มา – “ชัชชาติ” ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ลั่นปีนี้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็น

3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า ปัญหาที่เราพบเจอทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรถติด ฟุตปาธพัง หรือน้ำท่วมขัง มันแก้ไขได้จริงไหม? ล่าสุดในเวทีรายการพิเศษ “เกมคุมเมือง” เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจาก 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

ในเวทีนี้ ผู้สมัครทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณอนุชา บูรพชัยศรี, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา 12 ประการของกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งลำดับความยากง่ายในการแก้ไข ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการทำงานของแต่ละท่านได้อย่างชัดเจนครับ

3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

การจัด Tier List ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาหลายอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการและการบริหารจัดการคน 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี ได้ชี้ให้เห็นว่าบางเรื่องสามารถสั่งการได้ทันที แต่บางเรื่องต้องใช้วิธีการประสานงานข้ามหน่วยงาน

มุมมองการแก้ปัญหาและการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เน้นย้ำเรื่องการนำเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาปรับสัญญาณไฟจราจร และการใช้แอปพลิเคชันอย่าง Traffy Fondue ในการรับแจ้งเหตุ ส่วนคุณอนุชา บูรพชัยศรี ก็มองว่าการจัดการข้าราชการและการประสานความร่วมมือเป็นหัวใจหลัก ขณะที่คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ก็ยืนยันว่าถึงแม้ผู้ว่าฯ จะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบางเรื่อง แต่การเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนคือหน้าที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกคนเห็นพ้องกันว่าคำว่า “อยู่นอกเหนืออำนาจ” ควรจะเป็นประโยคที่เลิกใช้ไปได้แล้ว เพราะคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้นำที่พร้อมเผชิญหน้าและชนกับทุกปัญหาเพื่อผลประโยชน์ของเมืองหลวง ไม่ว่าปัญหาจะเล็กน้อยอย่างเรื่องขยะหรือหนูท่อ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างอย่างรถติดและการขุดถนนซ้ำซาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ การดูวิสัยทัศน์ในครั้งนี้อาจช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ใครคือคนที่เข้ากับสไตล์การทำงานที่คุณต้องการ หากคุณต้องการให้กรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงจริง อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพราะเสียงของคุณคือพลังในการเลือกผู้ว่าฯ ที่จะมา “คุมเมือง” ให้ดีขึ้นไปพร้อมกับเรา

ที่มา – 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

ดร.โจ ชี้ น้ำท่วมกรุงเทพฯ สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน

ปัญหาเดิมๆ ที่คนกรุงต้องเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่าง น้ำท่วมกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ไม่เคยหายไปไหน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่ทำเอาการสัญจรกลายเป็นอัมพาต ล่าสุดในเวทีรายการ “เกมคุมเมือง” เหล่าผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับวิกฤตนี้อย่างจริงจัง

ดร.โจ ชี้ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน พร้อมแนะวิธีแก้ปัญหา

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจที่สุดมาจาก ดร.โจ หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ซึ่งเขามองว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของฝนหรืออุโมงค์ระบายน้ำเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วมันคือภาพสะท้อนของ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการที่บางพื้นที่ได้รับการปกป้องดูแลเป็นพิเศษ ในขณะที่ชุมชนแออัดหรือพื้นที่เศรษฐกิจฐานรากกลับกลายเป็นจุดรับน้ำที่ระบายออกได้ช้าที่สุด

กลยุทธ์แก้ปัญหาน้ำท่วมจากมุมมอง ดร.โจ

ดร.โจ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงรุกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพฯ ดังนี้:

  • จัดงบประมาณลอกท่อ 100%: พัฒนาประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิมที่มีการลอกท่อเพียง 55% ให้เต็มศักยภาพสูงสุด
  • อุดรอยรั่วริมเขื่อน: สร้างทางกั้นน้ำในจุดที่เป็นฟันหลอตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันน้ำหนุนเข้าท่วมพื้นที่ชั้นใน
  • แยกน้ำฝนกับน้ำเสีย: ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เพื่อให้น้ำฝนระบายสู่ทางออกได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ปะปนกับน้ำเสีย

ทางด้านผู้สมัครท่านอื่นอย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เน้นย้ำถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และการจัดการจุดเสี่ยง 737 จุดทั่วเมือง พร้อมระบุว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการทำเส้นเลือดฝอยและการจัดการระบบคูคลองให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ในขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี มองว่ากรุงเทพฯ คือเมืองที่ต้องสูบน้ำแข่งกับเวลา จึงต้องนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประสานงานจราจรและจัดการระบายน้ำให้รวดเร็วที่สุด

บทสรุปของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองใหญ่ไม่สามารถใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งได้ แต่ต้องมองให้รอบด้าน ทั้งในเชิงวิศวกรรมและการแก้ปัญหาเชิงสังคม สำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ สิ่งที่คาดหวังคือการลงมือทำจริงเพื่อให้เมืองนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวฝนตกหนักอีกต่อไป คุณคิดว่าผู้ว่าฯ คนไหนจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุด?

ที่มา – ดร.โจ ชี้ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน พร้อมแนะวิธีแก้ปัญหา

ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

ในวันที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใกล้เข้ามาถึง หนึ่งในชื่อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และการทำงานที่ผ่านมา โดยเขามั่นใจว่า ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม. อีกครั้งเพื่อสานต่องานที่ทำค้างไว้ให้สำเร็จ

ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

การบริหารเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเต็มไปด้วยปัญหาที่ซับซ้อนและเร่งด่วน ทีมงานของคุณชัชชาติได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่เน้นให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาสและความหวัง โดยมีการแบ่งเป้าหมายการทำงานออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้:

  • คนคือเมือง เมืองคือคน: เน้นการดูแลประชากรตั้งแต่เกิดจนถึงวัยชรา รวมถึงยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพสากลและเข้าถึงง่าย
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งเรื่องความปลอดภัย ไฟส่องสว่าง การระบายน้ำ และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ
  • ระบบการทำงาน: นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้การบริการโปร่งใส กระจายอำนาจสู่ประชาชน
  • เศรษฐกิจ: ดูแลตั้งแต่บริษัทใหญ่ไปจนถึง SME และพ่อค้าแม่ค้ากว่า 5 แสนรายที่เป็นฟันเฟืองหลักของเมือง

ทำไมผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรพิจารณาผลงานที่ผ่านมา?

นอกจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้ว ทีมงานของคุณชัชชาติยังได้เปิดเผยแผนงานกว่า 251 แผนงานผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม. นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวชี้วัดที่พวกเขาวางไว้ ซึ่งจะช่วยให้คนกรุงเทพฯ ก้าวข้ามวิกฤตไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกรุงที่อาศัยอยู่มานาน หรือเพิ่งย้ายเข้ามาทำงาน การเลือกผู้นำที่มีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งและมีแผนการที่ชัดเจนคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เป็นมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และในที่สุดเสียงของคุณในวันเลือกตั้งจะเป็นตัวตัดสินว่ากรุงเทพฯ จะก้าวเดินไปในทิศทางไหนต่อจากนี้

ที่มา – “ชัชชาติ” เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

สวัสดีครับเพื่อนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ออกมาเปิดใจในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน พร้อมขอคะแนนเสียงจากคนกรุง เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัยอยู่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ดร.โจมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเขากล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส ที่จะทำให้คนกรุงได้มีทางเลือกใหม่ๆ ในการบริหารจัดการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราต่างประสบปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง การจราจร หรือคุณภาพชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกัน

เส้นทางชีวิตที่หล่อหลอมตัวตน

ดร.โจเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ได้มาแค่ในฐานะนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ แต่เขาคือ “คนกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ย” ที่เคยผ่านชีวิตแผงลอยย่านบางลำพู นั่งรถเมล์ไปเรียน และต้องฝ่าฟันการเดินทางหลายต่อเพื่อไปทำงาน ประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เขารู้ลึกถึงปัญหาที่คนทั่วไปเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เหตุผลที่หลายคนให้ความสนใจในตัวแคนดิเดตท่านนี้ เป็นเพราะนโยบายที่เน้นการสร้างเมืองให้คน 99% สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสายหรืออำนาจ นี่คือหัวใจสำคัญที่ ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส ให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ประเด็นนโยบายที่น่าจับตามอง:

  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการเมือง
  • แก้ไขปัญหาการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน
  • พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องมีเส้นสาย

สรุปแล้ว หากใครที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการบริหารกรุงเทพมหานคร การกากบาทเลือกคนที่เข้าใจปัญหาคนธรรมดาอย่างแท้จริงอาจเป็นทางออกที่เมืองเราต้องการ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ แต่เป็นการเลือกว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงด้วยการออกไปใช้สิทธิ์กันในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ครับ

ที่มา – “ดร.โจ” แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

Scroll to top