ข่าวการเมือง

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมอาวุธปืน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายที่ว่า อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการออกและต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทุกประเภท ทั้ง ป.3 ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการคุมเข้มและตรวจสอบความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง

รายละเอียดมาตรการ “อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว”

สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อขู่ให้กลัว แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องทราบ ดังนี้:

  • การพกพาอาวุธปืน: ห้ามพกปืนออกนอกบ้านเด็ดขาด หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • มาตรการทางกฎหมาย: ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับกุมและคัดค้านการประกันตัวในชั้นสืบสวนสอบสวน เพื่อเข้าห้องขังทันที
  • สนามยิงปืน: แม้แต่นักกีฬาซ้อมยิงปืน ก็ต้องฝากปืนไว้ที่สนาม ห้ามพกพาออกมาโดยเด็ดขาด
  • กรณีป้องกันตัวในบ้าน: ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นชัดเจนว่า การใช้ปืนยิงโจรในบ้านก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอยู่ดี

นอกจากนี้ ในส่วนของปืนเถื่อนหรือปืนมรดกที่ไม่สามารถโอนได้ รัฐบาลเตรียมเปิดช่องทางให้ประชาชนนำมาส่งคืนทางการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับข้อยกเว้นไม่เอาผิด ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะนำมาเข้าสู่ระบบหรือกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว

ในมุมมองของความปลอดภัย นายอนุทินได้ย้ำเตือนประชาชนว่า ปืนเปรียบเสมือน “ของร้อน” ที่มักจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้เสมอ การมีปืนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นเสมอไป แต่การปฏิบัติตามกฎหมายและการไม่พกพาอาวุธปืนออกไปที่สาธารณะต่างหากที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

รัฐบาลยังเตรียมขยายผลตรวจสอบถึงข้าราชการและคนใกล้ชิดนักการเมือง หากพบพฤติกรรมข่มขู่หรือพกพาปืนโดยไม่มีหน้าที่ จะต้องถูกยึดอาวุธทันที มาตรการ อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว นี้ จึงถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการลดความรุนแรงในสังคม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะช่วยลดตัวเลขอาชญากรรมในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ต้องบอกว่า ใครที่มีปืนอยู่กับตัว คงต้องคิดให้หนักก่อนจะพกออกจากบ้าน เพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมานำเสนอ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เพื่อจัดการปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลจากหน่วยงานภาครัฐมักไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบโดยตรง แต่เกิดจากระบบที่ล้าสมัยและการจัดการรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ได้แก่:

  • การบังคับรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดสำหรับหน่วยงานที่พบความเสี่ยง
  • การให้ สกมช. ทำการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Security Audit) ระบบไอทีภาครัฐทั้งหมด
  • การนำกฎหมาย PDPA มาบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังและเท่าเทียมกับภาคเอกชน

แนวทางการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว

นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นายภาวุธยังได้เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระยะยาว เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) การใช้แอปพลิเคชันกลางอย่าง ThaID เพื่อลดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน รวมถึงการเปิดรับแนวคิด “Bug Bounty” เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบช่องโหว่ของระบบโดยได้รับรางวัลตอบแทน

การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน หากภาครัฐยังคงใช้ระบบเดิมที่ขาดการดูแล ข้อมูลของประชาชนจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น การที่ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนรอไม่ได้ และมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็งคือรากฐานของรัฐบาลดิจิทัลที่มีคุณภาพ

ที่มา – สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองและองค์กรอิสระ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. โดยนายกฯ ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่มีเรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซงแต่อย่างใด

เบื้องหลังการตัดสินใจ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มาจากการที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีมติให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากตรวจพบว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งนายอนุทินได้ย้ำว่ารัฐบาลเพียงแค่ทำหน้าที่ตามกระบวนการที่ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบและให้ความเห็นมาเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง

ในส่วนของข้อกังวลจากนักวิชาการที่เกรงว่าองค์กรจะเกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงานนั้น นายกฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า:

  • กรรมการท่านอื่นที่ยังเหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
  • กสทช. เป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานได้
  • รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนหากมีการขอความช่วยเหลือหรือติดขัดในขั้นตอนใด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำงานในองค์กรอิสระภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด การที่ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้ทิศทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรคมนาคมของไทยจะเป็นอย่างไร จะมีการสรรหาประธานคนใหม่เข้ามาสานต่องานอย่างไรให้ไม่กระทบต่อประโยชน์ของประชาชน

ในมุมมองของเรา นี่คือบทเรียนสำคัญว่ากฎระเบียบและคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความโปร่งใสในการตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้โดยไร้ข้อครหาจากสังคม

ที่มา – นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ “นพ.สรณ” พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

ประวัติ เกรียง กัลป์ตินันท์ ปิดฉากแม่ทัพอีสานเพื่อไทย

วงการเมืองไทยต้องสูญเสียบุคคลสำคัญไปอีกหนึ่งท่าน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวเศร้าการจากไปของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นแม่ทัพใหญ่คนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน การจากไปครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉาก ประวัติ เกรียง กัลป์ตินันท์ ปิดฉากแม่ทัพอีสานเพื่อไทย ที่สร้างความอาลัยให้กับพี่น้องชาวอุบลราชธานีและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างมาก

ประวัติ เกรียง กัลป์ตินันท์ ปิดฉากแม่ทัพอีสานเพื่อไทย

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อเล่นว่า ‘เบี้ยว’ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2495 ตลอดชีวิตการทำงานของท่านได้อุทิศตัวให้กับงานการเมืองและการพัฒนาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ท่านไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองระดับประเทศ แต่ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง

เส้นทางชีวิตและจุดเริ่มต้นการเมือง

เส้นทางสายการเมืองของนายเกรียงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2538 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเองและเข้าถึงง่าย ทำให้ท่านกลายเป็นขวัญใจของคนอีสานและได้รับฉายาว่าเป็น ‘แม่ทัพภาคอีสาน’ ที่สามารถบริหารจัดการคะแนนเสียงและความสัมพันธ์ในพรรคได้อย่างเหนียวแน่น

  • ปี 2538: เริ่มต้นเส้นทาง สส. ครั้งแรก
  • ปี 2566: ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน
  • บทบาทสำคัญ: ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และงานด้านการจัดการน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม ใน ประวัติ เกรียง กัลป์ตินันท์ ปิดฉากแม่ทัพอีสานเพื่อไทย ชีวิตการเมืองของท่านไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีทั้งช่วงที่รุ่งโรจน์จากการชนะเลือกตั้งและช่วงที่ต้องเผชิญกับคดีความทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในคดีฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมืองที่ต้องทำงานภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แม้จะมีการสูญเสียเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นายเกรียงได้ทิ้งไว้คือความทรงจำในฐานะนักสู้ทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย บุตรชายของท่านอย่าง นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ก็ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์และทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่อไป การจากไปครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่า ชีวิตนักการเมืองไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ

ในมุมมองส่วนตัว สิ่งที่น่าจดจำที่สุดสำหรับคนทั่วไปไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ท่านเคยได้รับ แต่คือความสัมพันธ์ที่ท่านมีต่อฐานเสียงในพื้นที่ ซึ่งนับเป็นต้นแบบของนักการเมืองต่างจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการดูแลชาวบ้านอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวกัลป์ตินันท์อย่างสุดซึ้งสำหรับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้

ที่มา – ประวัติ “เกรียง กัลป์ตินันท์” ปิดฉากการเมืองแม่ทัพภาคอีสานเพื่อไทย ถึงแก่อนิจกรรม

โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดดอก 50%

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านน่าจะตื่นเต้นกับข่าวดีล่าสุด เมื่อภาครัฐได้เปิดตัว โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและสมาชิกในชุมชนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยโครงการนี้ถือเป็นไม้เด็ดของรัฐบาลในการลดภาระค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยให้กับประชาชนโดยตรง

เจาะลึก 3 หลักเกณฑ์กองทุนหมู่บ้าน โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

การดำเนินงานของ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนคือการลดดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ลงถึง 50% สำหรับสัญญาที่เริ่มในปีบัญชีปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระได้มหาศาลเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใส กองทุนหมู่บ้านที่ต้องการเข้าร่วมต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน ดังนี้ครับ

เช็กด่วน! คุณสมบัติกองทุนที่เข้าร่วมโครงการ

  • ต้องเป็นกองทุนหมู่บ้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการตามระเบียบกำหนด
  • ต้องส่งงบการเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี เพื่อยืนยันความพร้อมและเสถียรภาพ
  • ต้องจัดประชุมสมาชิกเพื่อให้มีมติลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ลง 50% พร้อมปรับปรุงสัญญาให้เป็นไปตามเงื่อนไข

หลายคนอาจสงสัยว่าหากเข้าร่วมโครงการแล้วจะมีการตรวจสอบไหม? คำตอบคือ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้ออกมาเน้นย้ำเลยครับว่า หากกองทุนไหนรับเงินเพิ่มทุนไปแล้วแต่ไม่ทำตามเงื่อนไข สทบ. มีอำนาจเรียกคืนเงินทุนดังกล่าวได้ทันที เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินกว่า 4,452 ล้านบาท จะถึงมือสมาชิกอย่างแท้จริง

สำหรับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย ผมแนะนำให้ลองเข้าไปสอบถามคณะกรรมการในหมู่บ้านของท่านดูว่าได้มีการดำเนินการในส่วนของ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง แล้วหรือยัง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้เรามีเงินเหลือมาหมุนเวียนในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวมากขึ้นครับ

การที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการอุดหนุนดอกเบี้ยเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจฐานรากจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หากโครงการนี้เดินหน้าอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – เปิด 3 หลักเกณฑ์กองทุนหมู่บ้าน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ช่วยสมาชิกลดดอก 50%

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สำหรับกระแสข่าวลือเรื่อง “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยับขยายตัวเลข สส. เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์การเมืองกับการดีลงูเขียว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สส. พรรคกล้าธรรม เตรียมย้ายมาร่วมงานกับภูมิใจไทย นายสุชาติยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้จริงๆ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาใดๆ โดยมองว่านี่เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคน ส่วนกรณีที่มีภาพร่วมกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นั้น เป็นเพียงการพบปะตามมารยาทปกติในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สำหรับหัวข้อ “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นการทำงานตามขั้นตอนมากกว่าการดึงคนแบบไร้ทิศทาง

  • ไม่ทราบข้อมูลการย้ายพรรคของ สส. กล้าธรรม
  • ย้ำชัดการตัดสินใจเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค
  • มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสุชาติยังกล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจเรื่องทิศทางของพรรคได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

เทียบวิกฤตโควิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุชาติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เคยผ่านพ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งนายอนุทินและตัวเขาเองต่างก็อยู่ในตำแหน่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนนับล้านคน การผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกมาได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาในสภาฯ ปัจจุบันจะไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดนี้ได้

หากถามว่าทำไมกระแสข่าว “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงถูกพูดถึงบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะสีสันทางการเมืองที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล แต่สุดท้ายแล้วการยืนหยัดด้วยผลงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วน โดยทาง สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

การประชุมร่วมกับคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการวางกรอบการทำงานก่อนที่เลขาฯ สมช. จะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ต้องหยิบยกไปหารือคือการควบคุมแนวชายแดนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่สะสมมานานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ปัญหาบุคคลสองสัญชาติกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องโหว่ในการเข้าออกประเทศ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • การจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ
  • การประสานความร่วมมือด้านข้อมูลอัตลักษณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การบังคับใช้กฎหมายให้มีความชัดเจนเรื่องการถือสัญชาติเดียวตามหลักสากล

นายฉัตรชัยได้ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำขึ้น การที่ สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้ว่าการถอนสัญชาติไทยจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ แต่การจัดระเบียบให้ชัดเจนว่าใครคือใคร จะช่วยลดช่องว่างให้ผู้ที่คิดจะก่อเหตุใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนได้ การร่วมมือกับมาเลเซียจึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่ได้จบที่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้การทูตและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ความพยายามของสมช. ในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ผลการหารือในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

ที่มา – สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อล่าสุด ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่ อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาสานต่องานแทนที่นายชยธรรม์ พรหมศร ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ การขยับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการบริหารราชการปกติ แต่ยังถูกจับตามองว่าเป็นการจัดทัพครั้งใหญ่ภายในกระทรวงคมนาคมอีกด้วย

ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

สำหรับ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกระทรวงคมนาคม ด้วยวัยเพียง 50 ปี เขากลายเป็นอธิบดีกรมทางหลวงที่อายุน้อยที่สุด และล่าสุดยังสร้างสถิติเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ความโดดเด่นของเขาคือการเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเมกะโปรเจกต์และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-driven) ในการทำงาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งจากฝั่งพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่และขั้วการเมืองปัจจุบัน

เปิดเบื้องหลัง ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

การขึ้นดำรงตำแหน่งครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่สายตรงจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ได้ขยับขึ้นมารับไม้ต่อในตำแหน่งสำคัญอย่างอธิบดีกรมทางหลวง โดยมีการคาดการณ์ว่านายชยุธ โลหกิจ จะเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้แทน การขยับทัพในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารงานที่แนบแน่นและเป็นระบบ ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้คุมงานโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ

ประวัติและเส้นทางของนายปิยพงษ์นั้นไม่ธรรมดา:

  • จบการศึกษาวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน Transport Studies จาก Imperial College London
  • เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์)
  • เชี่ยวชาญการขับเคลื่อนโครงการ M6 และ M82

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวการปรับทัพในกรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัยผู้ที่มีความเข้าใจในโครงสร้างพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง การตั้งนายปิยพงษ์ขึ้นเป็นปลัดฯ จึงเป็นหมากตัวสำคัญที่จะช่วยจัดระเบียบและเดินหน้าแผนงานของคมนาคมให้ราบรื่นตลอดอายุราชการที่เหลืออีกกว่า 10 ปี

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์วิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งระดับโลกเข้ากับกลไกทางการเมืองที่มีความคล่องตัวสูง หากนายปิยพงษ์สามารถรักษามาตรฐานการทำงานและผลักดันเมกะโปรเจกต์ให้เสร็จตามกำหนดการเดิมได้ จะถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยและโปร่งใสยิ่งขึ้น เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงหนุ่มไฟแรงท่านนี้ กระทรวงคมนาคมจะมีทิศทางที่น่าสนใจอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – ครม. ตั้ง“ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” ปลัดคมนาคมคนใหม่ เปิดทางสายตรงบุรีรัมย์ขึ้นอธิบดี ทล.

Scroll to top