ข่าวปลอม

ลูกสาวยืนยัน อาจารย์แม่ รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกอกตกใจให้กับลูกศิษย์และแฟนคลับทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อจู่ๆ มีข่าวลือบนโลกออนไลน์ว่า “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ ได้เสียชีวิตลงแล้ว ทำเอาหลายคนต่างเข้าไปถามไถ่และแสดงความห่วงใยกันยกใหญ่ แต่ล่าสุดความจริงก็ปรากฏชัดเจนแล้วครับ

ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต

ทางด้าน ดร.ปุ้ม (ดร.นิธินาถ สินธุเดชะ เตลาน) ลูกสาวสุดที่รักของอาจารย์แม่ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสยบข่าวลือทันที โดยยืนยันว่าคุณแม่ของท่านยังแข็งแรงดี กินได้นอนหลับ แถมยังมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเช่นเคย ข่าวการเสียชีวิตที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้นเป็นเพียง เฟคนิวส์ หรือข่าวปลอมที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อยครับ

สรุปสถานการณ์: ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี

ดร.ปุ้ม ได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีผู้คนมากมายติดต่อเข้ามาสอบถามด้วยความเป็นห่วง ต้องขอขอบคุณทุกความปรารถนาดีจากทุกคนจริงๆ ครับ โดยสถานการณ์ปัจจุบันของอาจารย์แม่มีรายละเอียดดังนี้:

  • อาจารย์แม่สุขภาพร่างกายยังคงแข็งแรงดีมาก
  • รับประทานอาหารได้ และพักผ่อนได้เป็นปกติ
  • ปัจจุบันอาจารย์แม่มีท่าทีที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
  • ส่วนเรื่องการพูดคุยที่น้อยลงนั้น อาจเป็นเพราะท่านได้ใช้โควตาในการพูดมามากพอแล้วตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา

สำหรับใครที่คิดถึงอาจารย์แม่ หรือได้รับข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ขอให้สบายใจได้เลยครับว่าท่านยังอยู่สุขสบายดี ข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่การที่ลูกสาวได้ออกมา ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักและความห่วงใยที่ลูกศิษย์มีต่ออาจารย์แม่นั้นยังคงเต็มเปี่ยมเสมอมา

เราในฐานะผู้รับข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านและแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะข่าวเรื่องการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ ควรเช็กให้แน่ชัดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หรือจากบุคคลใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็นครับ การมีสติก่อนเชื่อเป็นเกราะป้องกันข่าวลือได้ดีที่สุด

ที่มา – ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต

ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสื่อมวลชนโลก เมื่อล่าสุดมีรายงานว่าทางการปากีสถานได้ประกาศใช้ข้อจำกัดใหม่ที่เข้มงวด โดยระบุว่า ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ อิสลามาบัด การาจี และลาฮอร์ หากผู้สื่อข่าวต่างชาติหรือนักข่าวท้องถิ่นที่ทำงานให้สื่อต่างประเทศต้องการลงพื้นที่ทำข่าวในเขตพื้นที่อื่น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตที่เรียกว่า NOC (No Objection Certificate) ก่อนเสมอ

ทำไมปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่ ถึงถูกวิจารณ์?

แม้ทางการปากีสถานจะชี้แจงว่ามาตรการนี้ไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพ แต่เป็นเพียง “กลไกด้านการบริหาร” เพื่อความมั่นคงและอำนวยความสะดวกให้แก่นักข่าว แต่ทางองค์กรสื่อระหว่างประเทศและกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนกลับมองต่างออกไป โดยมองว่านี่คือการบีบคั้นเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง และอาจเป็นช่องทางในการควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ที่รัฐบาลไม่อยากให้เป็นข่าว โดยเฉพาะในแคว้นแคชเมียร์ที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ความล่าช้าในการรายงานข่าว: การรอคอยใบอนุญาต NOC ที่มักใช้เวลานานหรือบางครั้งไม่ได้รับคำตอบ อาจทำให้ข่าวไม่ทันต่อสถานการณ์
  • ข้อจำกัดต่อนักข่าวอิสระ: แม้แต่นักข่าวท้องถิ่นที่รับงานสื่อต่างชาติก็ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดนี้เช่นกัน
  • เสี่ยงต่อข่าวปลอม: การปิดกั้นสื่อหลักอาจส่งผลให้ข้อมูลในพื้นที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้องและแพร่กระจายข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดของการทำข่าวในปากีสถานถือว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศนี้ถูกจัดอันดับเสรีภาพสื่อโลกอยู่ที่อันดับ 153 จากทั้งหมด 180 ประเทศ การที่ ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่ จึงเปรียบเสมือนการเพิ่มกำแพงให้กับการทำงานของสื่อมวลชนที่ต้องการเข้าถึงพื้นที่จริงมากขึ้นไปอีก

ในมุมมองของเรา เสรีภาพของสื่อคือหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตย การนำเสนอความจริงเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ การที่รัฐบาลพยายามควบคุมและจำกัดขอบเขตการทำงานของสื่อมวลชนด้วยกฎหมายที่มีความคลุมเครือ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเองในเวทีโลกมากกว่าที่จะช่วยสร้างความมั่นคงอย่างที่กล่าวอ้าง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลต่อการรายงานข่าวในปากีสถานอย่างไร และจะมีองค์กรระหว่างประเทศออกมากดดันในเรื่องนี้หรือไม่

ที่มา – ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

กองทัพไต้หวันเริ่มซ้อมรบประจำปี ฝึกการรับมือเหตุไม่คาดฝัน

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ล่าสุด กองทัพไต้หวันเริ่มซ้อมรบประจำปี ฝึกการรับมือเหตุไม่คาดฝัน อย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยการซ้อมรบในครั้งนี้ถือว่ามีความเข้มข้นและสมจริงที่สุดเท่าที่เคยจัดมา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เหล่าทัพสามารถรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อจากฝ่ายตรงข้าม

การยกระดับความพร้อม: กองทัพไต้หวันเริ่มซ้อมรบประจำปี ฝึกการรับมือเหตุไม่คาดฝัน

การฝึกซ้อมรบภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “ฮั่นกวาง” (Han Kuang) เป็นเวลา 10 วันนี้ ไม่ได้เน้นเพียงแค่การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการทดสอบความสามารถของผู้บัญชาการในการตัดสินใจท่ามกลางสภาวะกดดัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมือถือ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสื่อสารในภาวะที่แบนด์วิดท์ขาดแคลน
  • การรับมือกับข่าวปลอมและสงครามข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายตรงข้าม
  • การนำวิธีรายงานย้อนกลับของกองทัพสหรัฐฯ มาใช้ เพื่อความแม่นยำในการสื่อสาร

ทำไมการซ้อมรบครั้งนี้ถึงสำคัญ?

ความน่าสนใจของปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ที่ความตั้งใจของทางการไต้หวันที่จะทำให้ กองทัพไต้หวันเริ่มซ้อมรบประจำปี ฝึกการรับมือเหตุไม่คาดฝัน ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยมีการระดมพลทหารกองหนุนกว่า 20,000 นายเข้าร่วมฝึกซ้อม เพื่อเตรียมความพร้อมของคนในชาติและทดสอบยุทธวิธีการกระจายกำลังเครื่องบินขับไล่ การย้ายคลังแสงยุทธปัจจัย รวมถึงการซ้อมคุ้มกันเส้นทางขนส่งทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญหากเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมขึ้นจริง

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกจากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นการจัดฉาก มาเป็นการฝึกแบบไร้สคริปต์ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าไต้หวันไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์โลก และพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มกำลัง ความพยายามในการฝึกซ้อมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การโชว์ศักยภาพทางทหาร แต่คือการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่อาจเป็นภัยคุกคามว่า ไต้หวันเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเสมอ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมครั้งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไต้หวันได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ความมุ่งมั่นของไต้หวันในครั้งนี้คือบทเรียนสำคัญสำหรับหลายประเทศในการเตรียมพร้อมรับมือกับความมั่นคงในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ที่มา – กองทัพไต้หวันเริ่มซ้อมรบประจำปี ฝึกการรับมือเหตุไม่คาดฝัน

ศุภมาส สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งความจริง

ศุภมาส สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งความจริง

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกรณีคดีสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซียและคดีต่อเนื่องที่มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ศพ ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ทำให้สังคมเกิดคำถามถึงความปลอดภัยและภาพลักษณ์ของประเทศ ล่าสุด นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยสั่งการด่วนให้สื่อในสังกัดรัฐเร่งดำเนินงานตามนโยบาย ศุภมาส สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งข้อเท็จจริงประชาชนและต่างชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในและต่างประเทศ

รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองและยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีความปลอดภัย นี่เป็นเพียงอาชญากรรมจากบุคคลเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารข้อมูลที่เป็นธรรมและรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเท็จสร้างความแตกตื่น โดยมีแนวทางหลักดังนี้:

  • การใช้ช่องทางของกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท ในการรายงานความคืบหน้าคดี
  • การส่งข้อมูลข่าวสารในภาคภาษาต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว
  • การใช้ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ตรวจสอบข่าวปลอมที่เกี่ยวโยงกับคดี

ทำไมเรื่อง ศุภมาส สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งข้อเท็จจริงประชาชนและต่างชาติ จึงสำคัญ?

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การนำเสนอความจริงเชิงประจักษ์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานภาครัฐ นางสาวศุภมาสเน้นย้ำว่าเราต้องไม่ให้พื้นที่กับผู้ก่อเหตุหรือการแชร์ภาพความรุนแรงจนบดบังความรู้สึกของผู้สูญเสีย การที่ ศุภมาส สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งข้อเท็จจริงประชาชนและต่างชาติ ไม่เพียงแต่เป็นการชี้แจงความคืบหน้าของคดีที่เจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้ภายในไม่กี่วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐบาลในการทบทวนกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยอีกด้วย

รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าประเทศไทยมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งและใส่ใจต่อความปลอดภัยของทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่มา – “ศุภมาส” สั่งสื่อรัฐกู้ความเชื่อมั่นคดี 5 ศพ แจ้งข้อเท็จจริงประชาชนและต่างชาติ

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองและสิทธิมนุษยชน เมื่อนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและเพจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งนางอังคณา ได้ระบุว่าการกระทำของเพจเหล่านี้คือ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกุข่าวว่าเธอได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

เหตุผลที่นางอังคณาตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากเธอกังวลว่า “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Hate Crime หรืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการนำข้อความเท็จมาตัดต่อและเผยแพร่
  • มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า
  • เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่าผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ

นางอังคณากล่าวว่า ในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอมักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นคนแรกๆ เสมอ แม้ว่าในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่มีการยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย เธอจะไม่ได้โพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ เลยก็ตาม แต่กลับมีเพจจำนวนมากพยายามสร้างสตอรี่เพื่อบิดเบือนเจตนาและมุ่งเน้นสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

การเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐ

นอกจากจะเดินทางไปแจ้งความด้วยตนเองแล้ว นางอังคณายังได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีมาตรการในการคุ้มครองประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปแล้วแต่แทบไม่มีความคืบหน้า ซึ่งการที่ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยต่อการถูกคุกคามบนโลกออนไลน์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาข่าวปลอมและ Hate Speech ในไทยยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว การที่มีคนจ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลเท็จไม่เพียงแต่ทำลายตัวบุคคล แต่ยังขยายช่องว่างความแตกแยกในสังคมไทยให้กว้างขึ้นไปอีก ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคมออนไลน์ครับ

ที่มา – “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“รัชดา” นำคณะโฆษกรัฐบาล ทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ขอประชาชนรับทราบข่าวดี ๆ และถูกต้อง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพบรรยากาศการแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสรกันบ่อยๆ ใช่ไหมคะ? ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าประทับใจเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อคุณรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะทีมงานรวมถึงรองโฆษกฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดพิธีทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงานสื่อสารภาครัฐทุกคนค่ะ

“รัชดา” นำคณะโฆษกรัฐบาล ทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ขอประชาชนรับทราบข่าวดี ๆ และถูกต้อง

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเพื่อเสริมกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่น้องสื่อมวลชนที่คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดอีกด้วย คุณรัชดาได้กล่าวถ้อยคำที่น่าฟังว่า การทำงานสื่อสารของภาครัฐในยุคปัจจุบันนั้น ไม่ใช่แค่การป้อนข้อมูลให้คนรับรู้ผ่านๆ ไป แต่มันคือการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ความตั้งใจของ “รัชดา” นำคณะโฆษกรัฐบาล ทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ขอประชาชนรับทราบข่าวดี ๆ และถูกต้อง

คุณรัชดาได้ตั้งจิตอธิษฐานที่เรียบง่ายแต่มีความหมายลึกซึ้งว่า “ขอให้ประชาชนมีความสุข รับทราบข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และขอลดวิกฤตข่าวปลอม (Fake News) ในสังคมลง” นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็สามารถส่งต่อข้อมูลได้ การที่ภาครัฐออกมาให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองข้อมูลก่อนสื่อสารออกไป จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งค่ะ

กิจกรรมนี้ยังรวมไปถึงการทำกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ เพื่อเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม โดยมีประเด็นสำคัญที่ทีมโฆษกรัฐบาลมุ่งเน้นดังนี้:

  • ความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งถึงมือประชาชน
  • การลดผลกระทบจากสื่อปลอมที่สร้างความสับสน
  • การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตจริง
  • การสานสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชน

เพื่อให้ความตั้งใจของ “รัชดา” นำคณะโฆษกรัฐบาล ทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ขอประชาชนรับทราบข่าวดี ๆ และถูกต้อง สัมฤทธิ์ผล การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการรับข้อมูลข่าวสาร การมีสื่อที่ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงประกอบกับการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ของประชาชน จะช่วยสร้างสังคมแห่งความเข้าใจที่เข้มแข็ง

ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าตึกนารีสโมสรแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการสื่อสารที่เต็มไปด้วยพลังงานบวกและส่งต่อข้อมูลที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกคนอย่างแท้จริงนะคะ แล้วคุณล่ะคะ ได้ติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐผ่านช่องทางใดบ้าง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องทุกครั้งก่อนเชื่อและแชร์ เพื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพค่ะ

ที่มา – “รัชดา” นำคณะโฆษกรัฐบาล ทำบุญศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ขอประชาชนรับทราบข่าวดี ๆ และถูกต้อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การรับข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงของประเทศจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณให้มาก ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อมีผู้ปล่อยข่าวลือเรื่องการเปิดด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนทำให้ภาครัฐต้องออกมาจัดการอย่างเร่งด่วน โดยทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดความสับสนในวงกว้าง

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน ชี้เป็นเรื่องกระทบความมั่นคง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ระบุว่า มีการอนุญาตให้ด่านอรัญประเทศเปิดทำการเพื่อให้กลุ่มนักเรียนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาเรียนหนังสือได้ ข้อมูลดังกล่าวถูกแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยตามชายแดนของไทย ซึ่งในความเป็นจริงนั้น รัฐบาลได้ย้ำเสมอว่าทุกการตัดสินใจเรื่องชายแดนต้องผ่านการกลั่นกรองและคำนึงถึงความมั่นคงเป็นหลักสูงสุด

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน

เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบด่านคลองลึกทันที เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด และในท้ายที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) เพื่อเอาผิดผู้ที่จงใจสร้างความปั่นป่วน

สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้มีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนแชร์ทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่ต้องมีประกาศอย่างเป็นทางการ
  • ข่าวปลอมหรือข่าวลือที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องสนุกแต่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การแชร์ข่าวปลอมมีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษทางอาญาที่รุนแรง

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินงานเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา จะยึดถือข้อเท็จจริงและความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่มีการดำเนินงานภายใต้ข่าวลือออนไลน์อย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในข้อมูลจากช่องทางหลักของรัฐบาลมากกว่าการเชื่อกระแสโซเชียลที่ขาดหลักฐานยืนยัน การหยุดแชร์ข่าวปลอมถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่และปลอดภัยจากความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นครับ

ที่มา – ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์ระบาดหนัก การตรวจสอบข้อมูลก่อนหลงเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องประชาชนจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่แอบอ้างในชื่อ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ซึ่งกำลังเป็นข่าวสารที่มีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมากในโลกโซเชียลมีเดีย

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาเป็นเหยื่อล่อ โดยจากการสำรวจพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องนับแสนข้อความ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนที่สร้างความสับสนให้กับสังคม

วิธีป้องกันตัวจาก SMS และลิงก์ปลอมของมิจฉาชีพ

เพื่อให้ท่านปลอดภัยจากการสูญเสียทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว กระทรวงดีอีได้ฝากเตือนให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ไม่กดลิงก์: ห้ามกดลิงก์ที่ได้รับจาก SMS หรือข้อความในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่อ้างว่ามาจากการลงทะเบียนโครงการ
  • ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อข้อความที่ดูเหมือนเป็นประกาศจากทางราชการแต่ส่งผ่านช่องทางส่วนตัว
  • ไม่รีบ: ตรวจสอบแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์หลักของกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสมอ
  • ไม่โอน: ห้ามโอนเงินเด็ดขาด เพราะโครงการภาครัฐจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ

สำหรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) นั้น รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ประชาชนกดลงทะเบียนแต่อย่างใด หากคุณต้องการเข้าร่วมต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนดไว้เท่านั้น ได้แก่ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับประชาชนทั่วไป หรือผู้ประกอบการรายเดิมยืนยันสิทธิผ่าน “ถุงเงิน” และผู้ประกอบการใหม่ติดต่อสมัครผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาเท่านั้น

การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลถือเป็นอาวุธที่ดีที่สุด ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้แยบยลขึ้น ดังนั้นหากได้รับข้อความน่าสงสัยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส หรือโครงการใดๆ ของรัฐ ขอให้ท่านตั้งสติและตรวจสอบผ่านช่องทางหลักของทางราชการก่อนเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบร้อนนำมาซึ่งความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนตัวที่ประเมินค่าไม่ได้

ที่มา – ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ภูมิใจไทย ยัน ตรวจสอบแล้ว มันคือ AI คลิปเสียงนายกฯ ให้เปิดด่าน

ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว ข้อมูลปลอมหรือที่เรียกกันว่า Deepfake กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะในวงการการเมือง ล่าสุดมีกรณีที่ ภูมิใจไทย ยัน ตรวจสอบแล้ว มันคือ AI คลิปเสียงนายกฯ ให้เปิดด่าน ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์

ภูมิใจไทย ยัน ตรวจสอบแล้ว มันคือ AI คลิปเสียงนายกฯ ให้เปิดด่าน

โฆษกพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 14.42 น. วันที่ 13 พ.ค. 2569 เพื่อชี้แจงกรณีคลิปเสียงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย โดยคลิปดังกล่าวอ้างว่านายกฯ สั่งให้เปิดด่านโดยเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พรรคภูมิใจไทยยืนยันชัดเจนว่า คลิปเสียงนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ทั้งหมด ไม่ใช่เสียงจริงของนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน ระบุว่า นี่ไม่ใช่เคสแรกและคงไม่ใช่เคสสุดท้าย ที่มีคนนำ AI มาใช้สร้างข้อมูลเท็จเพื่อให้คนเข้าใจผิด ใส่ร้ายผู้อื่น เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือเพื่อเรียกยอดไลค์และ engagement ในโซเชียลมีเดีย

ทำไม AI Deepfake ถึงอันตรายต่อสังคม

เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบเสียงและภาพได้สมจริงมากขึ้นทุกวัน ทำให้แยกแยะยากสำหรับคนทั่วไป หากไม่มีการตรวจสอบ คลิปอย่าง ภูมิใจไทย ยัน ตรวจสอบแล้ว มันคือ AI คลิปเสียงนายกฯ ให้เปิดด่าน อาจนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งหรือสถานการณ์การเมืองตึงเครียด ผู้กระทำอาจมุ่งหวังให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล หรือสร้างความแตกแยกในสังคม

  • เรียกยอดไลค์และ engagement: คอนเทนต์ชวนเชื่อมักแพร่กระจายเร็ว
  • ใส่ร้ายทางการเมือง: ใช้หลอกลวงเพื่อโจมตีคู่แข่ง
  • ขาดความรับผิดชอบ: ผู้สร้างไม่คิดถึงผลกระทบต่อสังคม

วิธีตรวจสอบคลิปเสียงปลอมด้วย AI

เพื่อป้องกันตัวเองจากข้อมูลเท็จ สามารถใช้วิธีเหล่านี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มา: คลิปจากเพจหรือบัญชีที่น่าเชื่อถือหรือไม่
  • ใช้เครื่องมือตรวจจับ AI เช่น Hive Moderation หรือ Deepware Scanner
  • ฟังหาความผิดปกติ: เสียงตัดขาดหรือไม่เป็นธรรมชาติ
  • รอการยืนยันจากแหล่งข่าวหลัก: เช่น สื่อกระแสหลักหรือหน่วยงานรัฐ

น.ส.แนน ยังเตือนว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสน มีกลุ่มคนพร้อมซ้ำเติมด้วยข้อมูลหลอกลวง หากเรื่องบานปลาย ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียง การขอโทษอาจไม่พอในทุกกรณี

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องมีสติในการรับข้อมูล โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบและชี้แจงทันที ซึ่งช่วยลดกระแสข่าวลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง และตรวจสอบก่อนแชร์ หากพบคลิปน่าสงสัย ลองนำไปตรวจสอบดูนะครับ จะช่วยให้สังคมไทยปลอดจากข่าวปลอมได้มากขึ้น

ที่มา – ภูมิใจไทย ยัน ตรวจสอบแล้ว มันคือ AI คลิปเสียงนายกฯ ให้เปิดด่าน

Scroll to top