ข่าวหลวงพ่ออลงกต

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

เรื่องราวสุดฮือฮาจากวงการการศึกษา! อาจารย์คณะพืชศาสตร์ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของนักศึกษาเก่าชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” ที่หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุชื่อดังถึง 80% เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

อาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในจังหวัดพิษณุโลก ได้ออกมาเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับลูกศิษย์ชื่อนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเคยศึกษาในระดับ ปวช. เมื่อปี 2523 อาจารย์เล่าว่า ตอนนั้นตนเองเพิ่งเริ่มเข้ารับราชการใหม่ๆ และได้เจอกับนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเป็นนักศึกษาที่โดดเด่น เป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนฝูง

“เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” นักศึกษาดาวเด่น

อาจารย์เล่าว่า นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว เป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี เป็นนักกิจกรรมตัวยง ชอบเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า และมีความเป็นผู้นำสูง มักจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของรุ่นในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือนายเกรียงไกรเคยเป็นประธานในการจัดทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่นให้กับเพื่อนๆ ในชั้น ปวช.ปี 3

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการศึกษาในระดับ ปวช. ก็ไม่มีใครทราบว่านายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ได้ศึกษาต่อในระดับ ปวส. หรือไม่ แต่ที่เป็นเรื่องน่าสนใจคือ เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่กลับเชื่อว่า นายเกรียงไกรคือพระอลงกตถึง 80%

ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มต้นจากการที่เพื่อนๆ ในรุ่นมีการจัดงานเลี้ยงรุ่นกันเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่เคยมีใครได้พบเจอนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว มาร่วมงานเลยสักครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ มีข่าวลือว่านายเกรียงไกรรับทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่น แต่ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ แถมยังนำเงินที่เก็บจากเพื่อนๆ ไปด้วย จำนวนหลักหมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น อาจารย์เล่าว่า เงินเดือนของตนเองในสมัยนั้นอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน ลองคิดดูว่าเงินหมื่นบาทในสมัยนั้นจะมีมูลค่ามากขนาดไหน

พระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ และมักจะเดินทางมาบิณฑบาตเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นประจำ โดยทางมหาวิทยาลัยมักจะนิมนต์ท่านมาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในวันนั้นจะมีการงดการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมบิณฑบาต ฟังเทศนา และชมคอนเสิร์ตจากผู้ป่วยของวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระอลงกตคือนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว จริงหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่ามีความเชื่อในเรื่องนี้ถึง 80% ตามความเชื่อของเพื่อนร่วมรุ่นของนายเกรียงไกร

อาจารย์ยังได้ฝากข้อความถึงพระอลงกตว่า หากท่านยังมีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เคยเป็นศิษย์เก่าอยู่บ้าง ก็ขอให้ออกมายอมรับในสิ่งที่เคยทำผิดพลาด หรือหากมีเหตุผลใดๆ ก็ขอให้ออกมาพูด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากพระอลงกตเคยไปรับราชการที่กระทรวงเกษตรจริง ท่านใช้วุฒิการศึกษาใดในการสมัคร เนื่องจากรุ่นของท่านมีเพื่อนที่จบการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์และทำงานเป็นเกษตรจังหวัดอยู่หลายคน

เรื่องราวของนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว และความเชื่อมโยงกับพระอลงกต ยังคงเป็นปริศนาที่รอการไข แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับการกระทำและความดีที่พระอลงกตได้สร้างไว้มากกว่า

ที่มา – อาจารย์เผยมีนักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เชื่อเป็นพระอลงกต 80%

วัดพระบาทน้ำพุ แจงดราม่าหลวงพ่ออลงกต ขอเวลาตรวจสอบ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต พูลมุข ล่าสุดทีมทนายความและตัวแทนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาค

วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความ กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และเด็กกำพร้า ส่วนประเด็นการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชนของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกตมีบัตรประชาชนของตัวเอง และนามสกุล “พูลมุข” จริงตามหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีที่ใบสุทธิพระใช้นามสกุลพลมุขและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต อาจเกิดจากความสับสน

ทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเลขบัตรประชาชนที่ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกกับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความจะนำประเด็นเหล่านี้ไปตรวจสอบและให้คำตอบในภายหลัง

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ยืนยันว่า นายอลงกต พลมุข ข้าราชการที่เสียชีวิต เป็นญาติโดยตรงของตนเอง ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับนามสกุลเดียวกันนั้น ไม่ได้มีการสอบถามโดยตรง แต่ทราบว่าทั้งสองคนมีเลขบัตรประชาชนคนละเลขกันตามที่กรมการปกครองได้ชี้แจง

ทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ยังได้ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ป่วย HIV ที่วัดรับดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 140 คน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ รวมแล้วมีคนที่หลวงพ่ออลงกตดูแลทั้งสิ้น 1,260 คน

ทีมทนายความยังได้อธิบายถึงบทบาทของมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าแต่ละมูลนิธิแยกออกจากวัดโดยสิ้นเชิง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโดยตรง กิจการต่างๆ ดำเนินการในนามมูลนิธิ ไม่เกี่ยวกับวัด และมูลนิธิไม่ใช่ของวัด

สำหรับประเด็นที่ว่าสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตทำในทุกวันนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทีมทนายความยืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำในพระบาทน้ำพุเป็นกิจของสงฆ์ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และทำให้คนมีความสุข

เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ

ส่วนเรื่องเงินบริจาค ทีมทนายความชี้แจงว่า เงินที่เข้ามูลนิธิกับเงินวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เงินที่หลวงพ่ออลงกตได้รับบริจาคมาและนำเข้ามูลนิธิ ก็เป็นเงินส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกตที่ได้รับบริจาคมาให้ทำตามสาธารณประโยชน์

ประเด็นเรื่องที่ดินที่ใช้ชื่อบุคคลถือแทนวัดนั้น ทีมทนายความอธิบายว่า ไม่ใช่การถือที่ดินแทนวัด แต่เป็นการถือที่ดินแทนมูลนิธิ โดยที่ดินที่ซื้อ ไม่ได้ซื้อทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อยๆ ได้มาทีละแปลง จึงใช้เป็นชื่อบุคคลก่อนระหว่างรวบรวมที่ดิน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยกรรมสิทธิ์ก็จะไปอยู่ที่มูลนิธิ

สำหรับโรงเรียนนาถะศาสตร์ สนามฟุตบอล และใจฟ้าฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิธรรมรักษ์และมูลนิธิอาทรประชานาถ ทีมทนายความยืนยันว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนที่มีทักษะทางกีฬาที่ดี เพื่อพัฒนาเด็กให้มุ่งสู่อนาคตที่ดี

และกรณีที่ดินในอำเภอดินหนองม่วง 2,000 ไร่นั้น ทีมทนายความชี้แจงว่า แท้จริงมีเนื้อที่เพียงประมาณ 800-900 ไร่เท่านั้น และในจำนวนนี้ได้บริจาคให้ราชการ คือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี 236 ไร่ ส่วนที่เหลือที่ทายาทของไวยาวัจกรคนเก่ายังไม่ได้โอนคืน ก็กำลังเร่งโอนคืนให้กับมูลนิธิ

นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม เงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้ในประโยชน์สาธารณะทั้งหมด และยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง

จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข้อมูลใดๆ ก็ตาม การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้ สิ่งที่วัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญอยู่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ

ที่มา – วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

“กรมการปกครอง” แจง 3 ประเด็น ปมหลวงพ่ออลงกต

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับเลขประจำตัวประชาชนของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีชื่อเดิมซ้ำกับบุคคลอื่นที่เสียชีวิตไปแล้ว และประเด็นเรื่องบัญชีพร้อมเพย์ที่เชื่อมโยงกับกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุด “กรมการปกครอง” ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อคลายข้อสงสัยในหลายประเด็น

“กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

ก่อนหน้านี้ ได้มีการรายงานว่าชื่อเดิมของหลวงพ่ออลงกต คือ “นายอลงกต พูลมุข” ซึ่งไปตรงกับชื่อของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับตัวบุคคลและเลขประจำตัวประชาชน ต่อมาเพจดังได้ทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต กลับพบว่าปลายทางเป็นบัญชีกองทุนรับบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยต่างๆ

“กรมการปกครอง” ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและออกมาชี้แจง 3 ประเด็นหลักดังนี้:

  1. เดิมหลวงพ่ออลงกตฯ ชื่อ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ต่อมาในปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อลงกต พูลมุข และพบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่ายหลวงพ่อฯ ทุกรายการ โดยไม่มีการเปลี่ยนเลขประจำตัวประชาชน
  2. การออกใบสุทธิพระ ไม่ได้เป็นเอกสารราชการยืนยันตัวบุคคลที่ออกโดยกรมการปกครอง
  3. สำหรับ นายอลงกต พลมุข (ผู้เสียชีวิตแล้ว) พบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน เป็นรูปถ่ายนายอลงกต พลมุข บุคคลเดียว ไม่มีภาพใบหน้าบุคคลอื่น

นอกจากนี้ “กรมการปกครอง” ยังได้กล่าวถึงประเด็นการเปิดพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย ซึ่งตรงกับบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการโดยธนาคาร ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกรมการปกครองเกี่ยวกับกรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กรมการปกครองได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง Facebook Fanpage โดยเน้นย้ำว่าเลขประจำตัวประชาชนของหลวงพ่ออลงกต เป็นเลขที่ถูกต้องและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การเปลี่ยนชื่อเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ทางกรมฯ ยังได้ให้ข้อมูลติดต่อสำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ 0 2791 7983

ประเด็นเรื่องเลขประจำตัวประชาชนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การชี้แจงจากกรมการปกครองในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ถึงแม้ว่า “กรมการปกครอง” จะได้ออกมาชี้แจงในหลายประเด็นแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเชื่อมโยงบัญชีพร้อมเพย์กับกองทุนของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

การออกมาให้ข้อมูลของ “กรมการปกครอง” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสาธารณชน ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด และรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา – “กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

สุชาติสั่ง! ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

“สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินของมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตรวจสอบรายละเอียดภายใน 10 วัน โดยเน้นไปที่ประเด็นการถือครองที่ดินของกรรมการมูลนิธิ และการใช้จ่ายเงินบริจาค

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ พร้อมด้วยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายปรัชญา เปปะตัง รอง ผวจ.ลพบุรี และหน่วยงานต่างๆ ให้การต้อนรับ

ก่อนการประชุม นายสุชาติได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเดินทางมาที่วัด และกรณีการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต ว่า การลาออกน่าจะเป็นไปเพื่อความสบายใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

นายสุชาติกล่าวว่า ประเด็นสำคัญมีสองส่วน คือ เงินของวัดที่มาจากงบประมาณ ซึ่งสำนักพุทธศาสนาต้องดูแล กับเงินของมูลนิธิ ซึ่งมีหลายมูลนิธิ และเป็นข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมากที่อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากมูลนิธิขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย การตรวจสอบจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักพุทธศาสนาจะตรวจสอบเฉพาะงบประมาณที่ได้รับมาว่ามีการใช้อย่างถูกต้องหรือไม่

ส่วนประเด็นเรื่องที่ดิน นายสุชาติกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินมาจากแหล่งใด และการโอนที่ดินคืนวัดเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่

หลังจากการประชุม นายสุชาติกล่าวว่า ยังมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิต่างๆ ที่วัดเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าการรับบริจาคและการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ หากเกี่ยวข้องกับวัด ถือว่าเป็นสมบัติของวัด สำนักพุทธศาสนาต้องเข้ามาตรวจสอบ

นายสุชาติกล่าวถึงข้อสงสัยเรื่องที่ดินหลายพันไร่ที่กรรมการมูลนิธิถือครอง ว่าต้องตรวจสอบว่าเป็นในนามมูลนิธิหรือส่วนตัว หากเป็นส่วนตัว จะต้องตรวจสอบว่ามีปัญหาในการถือครองทรัพย์สินหรือไม่ หากเป็นของมูลนิธิ ต้องตรวจสอบว่าจะพร้อมโอนคืนหรือไม่ และเหตุใดจึงถือครองแทนมูลนิธิ

ตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เงินมูลนิธิในการสร้างอะคาเดมี่และสนามฟุตบอล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ว่าเป็นการทำเกินหน้าที่ของวัดหรือไม่ และการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ ตนสงสัยว่าทำไมต้องบริจาคเป็นมูลนิธิ ทำไมไม่บริจาคเข้าวัดโดยตรง ซึ่งอาจเป็นเทคนิคการใช้เงินผ่านมูลนิธิ

นายสุชาติได้สั่งการให้จังหวัดตรวจสอบเรื่องนี้ภายใน 10 วัน และกล่าวว่า ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

เกี่ยวกับเงินในบัญชีวัด นายสุชาติกล่าวว่าเหลือน้อย แต่ยังพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ และถือเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขให้รัดกุมในเรื่องการเงินของวัดและมูลนิธิ ส่วนกรณีหลวงพ่ออลงกตลาออกจากเจ้าอาวาส จะมีการตั้งผู้รักษาการแทน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเรื่องการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของหลวงพ่อ ซึ่งได้สั่งการให้สำนักพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อมูลจากชาวบ้าน และตรวจสอบวุฒิการศึกษาว่าใช้ในการเลื่อนสมณศักดิ์หรือไม่ หากเป็นวุฒิปลอมจะถูกดำเนินคดี

การที่นายสุชาติลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดและมูลนิธิ เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชน

การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อศาสนาพุทธ การที่ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไป และจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของศาสนาพุทธโดยรวม การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืน มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ โดยเจ้าของที่ดินที่มีชื่อถือครอง ได้นำหลักฐานพร้อมมอบฉันทะที่ดินคืนให้กับทางมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสองมูลนิธิเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ เกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ในโครงการต่างๆ โดยในเช้าวันดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี สรวีย์ เหมือนเพ็ชร นายอำเภอหนองม่วง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ลงพื้นที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์

การตรวจสอบในครั้งนี้ มีเพียงผู้ดูแลโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ให้การต้อนรับ และนำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์นิเวศน์ให้คณะตรวจสอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการของโครงการเข้าร่วมชี้แจง ซึ่งผลการตรวจสอบในวันแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

การดำเนินการโอนที่ดินคืนมูลนิธิ

นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ บุญยกาญจนพล รองประธานมูลนิธิอาทรประชานาถ ได้นำหลักฐานเอกสารการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 4 แปลง ที่ผู้ถือครองอยู่และมีการมอบฉันทะให้มาดำเนินการโอนที่ดินให้กับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ รวมทั้งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอนที่ดินของผู้ที่ถือครองในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ เพื่อโอนให้กับทางมูลนิธิธรรมรักษ์ไปดำเนินการต่อ โดยมูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดินทั้งหมด

นายเฉลิมพล พลมุข เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินเป็นไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอโคกเจริญ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนไร่ได้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้เจ้าของที่ดินได้มอบอำนาจให้ดำเนินการโอนคืน และต้องตรวจสอบจำนวนผู้มอบอำนาจให้ชัดเจน สำหรับโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก็มีการโอนคืนมาแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 ซึ่งได้โอนให้กรมสามัญศึกษาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือที่ดินที่มีชื่ออดีตไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ครอบครอง มีประมาณ 740 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของทายาท

การดำเนินการผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เฝ้าดูความโปร่งใส และความเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง การที่มูลนิธิต่างๆ ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค และประชาชนทั่วไป

ทำไมการโอนที่ดินคืนจึงสำคัญ?

การที่ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความโปร่งใสขององค์กร การคืนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ยากไร้และส่งเสริมการศึกษา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของมูลนิธิในสายตาของสาธารณชน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

Scroll to top