ข่าวในกระแส

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

“ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิทจริงหรือ?

“ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิท

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเรือนจำคลองเปรม ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของท่านในเรือนจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวที่ว่า “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิทเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้

กรมราชทัณฑ์รายงานว่า “ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก สามารถปรับตัวได้ดี นอนหลับสนิท รับประทานอาหารได้ และไม่ได้แสดงอาการเครียดแต่อย่างใด ข้อมูลนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของอดีตนายกรัฐมนตรีในเรือนจำ

รายละเอียดชีวิตประจำวันของ “ทักษิณ” ในเรือนจำคลองเปรม

แม้ว่าจะเป็นผู้ต้องขังใหม่ แต่ “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ตามกระบวนการมาตรฐาน เริ่มต้นด้วยการกักโรคเป็นเวลา 5 วัน เพื่อสังเกตอาการและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ

ในระหว่างการกักโรค เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนายทักษิณอย่างใกล้ชิด มีการตรวจสุขภาพประจำตัว ตรวจสอบยาที่ต้องรับประทาน และให้คำปรึกษาด้านจิตใจเพื่อให้ผู้ต้องขังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้

นอกจากนี้ นายทักษิณยังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำ และไม่ได้ร้องขอสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น การปรับตัวอย่างรวดเร็วของนายทักษิณ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางจิตใจและความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

กระบวนการแรกรับผู้ต้องขังใหม่ในเรือนจำ

การย้ายนายทักษิณจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมายังเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตรวจร่างกาย การสอบถามประวัติ การให้คำแนะนำ ไปจนถึงการจัดเตรียมที่พักอาศัย

กระบวนการแรกรับผู้ต้องขังใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ต้องขังต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ กฎระเบียบใหม่ และสังคมใหม่ เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวได้โดยเร็วและไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

สิ่งที่ต้องจับตามองหลังจากนี้

หลังจากพ้นระยะกักโรคแล้ว นายทักษิณจะได้รับการย้ายไปยังแดนผู้ต้องขังทั่วไป และใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ สิ่งที่น่าจับตามองคือ นายทักษิณจะปรับตัวเข้ากับชีวิตในแดนผู้ต้องขังได้อย่างไร จะมีกิจกรรมอะไรที่ทำร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ บ้าง และสุขภาพร่างกายและจิตใจของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาในขณะนี้ บ่งชี้ว่า “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก นั้นสามารถปรับตัวได้ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตในเรือนจำต่อไปในอนาคต

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับประสบการณ์เช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน ว่าไม่ว่าใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ที่มา – “ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิท ไม่เครียด

ทนายยังไม่เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” รถตู้เบนซ์เข้าเรือนจำ

“ทนายวิญญัติ” ยังไม่มีกำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ล่าสุดพบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำคลองเปรม

วันที่ 10 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า ความเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีสื่อมวลชนมาปักหลักเฝ้ารอติดตามกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำเมื่อคืนนี้ โดยคาดว่าในตอนนี้ยังอยู่ในห้องกักโรคตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยระหว่างนี้คนที่จะเข้าเยี่ยมได้มีแค่ทนายความเท่านั้น หลังจากนี้อีก 5 วัน ครอบครัวจึงจะสามารถเข้าเยี่ยมได้

ขณะที่ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของ นายทักษิณ เผยว่า ในวันนี้ไม่มีกำหนดที่จะเข้าเยี่ยมนายทักษิณเนื่องจากติดธุระ

ทั้งนี้ ยังมีรายงานอีกว่า บริเวณด้านหน้าเรือนจำ เวลา 9.45 น. พบรถตู้เบนซ์ ทะเบียน ธห 1155 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของครอบครัวชินวัตร ผ่านบริเวณหน้าเรือนจำมุ่งไปทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่ไม่ได้จอด จากนั้นผ่านไปประมาณ 20 นาที รถคันดังกล่าว ก็ขับออกไปจากพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรม.

ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” พบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเข้าเยี่ยมของทนายความและครอบครัว หลังจากที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อคืนที่ผ่านมา ข่าวล่าสุดรายงานว่าทนายความยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ในวันนี้

ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ในช่วงแรกของการคุมขัง ผู้ต้องขังจะต้องอยู่ในห้องกักโรคเพื่อสังเกตอาการ และในช่วงเวลานี้ ผู้ที่จะสามารถเข้าเยี่ยมได้คือทนายความเท่านั้น ทำให้ประเด็นเรื่องทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” กลายเป็นที่สนใจของหลายฝ่าย ว่าจะมีผลต่อกระบวนการทางกฎหมาย หรือการดำเนินการใดๆ หรือไม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ”

ถึงแม้ว่าทนายความจะยังไม่มีกำหนดเข้าเยี่ยมในวันนี้ แต่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์ของครอบครัวชินวัตร บริเวณด้านหน้าเรือนจำ ทำให้เกิดคำถามว่าครอบครัวมีความพยายามที่จะเข้าเยี่ยมหรือไม่ หรือมีเหตุผลอื่นใดในการเดินทางมายังบริเวณเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารถตู้คันดังกล่าวไม่ได้จอดที่เรือนจำกลางคลองเปรม แต่ได้ขับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนที่จะขับออกจากพื้นที่ไปในเวลาต่อมา ซึ่งยังไม่มีการยืนยันถึงเหตุผลของการเดินทางมายังบริเวณเรือนจำในครั้งนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจาก 5 วัน ครอบครัวจึงจะสามารถเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ได้ตามระเบียบ ดังนั้น การปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์ของครอบครัวชินวัตร อาจเป็นการมาเพื่อสังเกตการณ์ หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเยี่ยมในอนาคต

สถานการณ์เรื่อง ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” และความเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตร ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อนายทักษิณ ชินวัตร

การที่ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” อาจมีเหตุผลส่วนตัวหรือข้อจำกัดทางธุระ แต่ก็อาจส่งผลต่อการเตรียมตัวด้านกฎหมายและการให้คำปรึกษาแก่นายทักษิณได้เช่นกัน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับประชาชนที่สนใจข่าวสารเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร และสถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

การเข้าเรือนจำของนายทักษิณและการที่ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ในส่วนของครอบครัวชินวัตร การปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์บริเวณเรือนจำ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความผูกพันที่มีต่อนายทักษิณ แม้ว่าจะยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ในทันที แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กำลังใจและสนับสนุน

สถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และหวังว่าทุกฝ่ายจะเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมแก่นายทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่

ที่มา – ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” พบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำ

พินทองทา โพสต์ซึ้ง! ชี้ “ทักษิณ” วีรบุรุษในใจ


“เอม พินทองทา” บุตรสาวคนกลางของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความสุดซึ้งถึงคุณพ่อ โดยยกให้เป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ครอบครัวอย่างท่วมท้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้อความดังกล่าวได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างมาก

พินทองทา ยกย่อง “ทักษิณ” วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้โพสต์ภาพหอมแก้มคุณพ่อ ทักษิณ ชินวัตร พร้อมบรรยายความรู้สึกจากใจว่า ไม่ว่าใครจะเรียกท่านว่าอะไร คุณพ่อก็คือ วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ ของพวกเราเสมอ เธอเน้นย้ำว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่เข้าใจอย่างแท้จริง และความเข้าใจนี้เองที่ทำให้เธอภาคภูมิใจในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเสียสละของผู้เป็นพ่อ

พินทองทา ยังกล่าวถึงการตัดสินผู้อื่นของบางคนที่มักคิดว่าตนเองถูกต้องเสมอ แต่สำหรับเธอและครอบครัวแล้ว การอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะมีคนที่เคยรักกันหักหลังกันไปบ้าง แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่มอบความรักและกำลังใจให้เสมอมา เธอกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้คุณพ่อและครอบครัวอย่างล้นหลาม และรับปากว่าจะเข้มแข็งให้ได้ในทุกๆ วัน

ข้อความของพินทองทา สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความผูกพันในครอบครัวชินวัตรอย่างชัดเจน แม้จะเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่พวกเขาก็ยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันเสมอมา

ทำไม “ทักษิณ” ถึงเป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจ พินทองทา?

คำถามนี้อาจมีคำตอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่สำหรับพินทองทาแล้ว ความเป็น วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ ของทักษิณ อาจมาจากความกล้าหาญในการตัดสินใจ ความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และความเสียสละเพื่อครอบครัวและคนที่รัก แม้ว่าทักษิณจะเคยเผชิญกับข้อกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว ท่านก็ยังคงเป็นบุคคลที่พวกเขารักและเคารพเสมอ

นอกจากนี้ พินทองทายังได้กล่าวถึงการที่ได้รับพลังบวกจากคุณพ่อเสมอ ทำให้พวกเขามีกำลังใจในการเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น การที่คนในครอบครัวให้กำลังใจซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

“ผู้นำที่เข้มแข็งและมีความหวัง คอยมอบพลังบวกให้พวกเราเสมอ ทำให้พวกเราเข้มแข็งและมีความหวัง และพร้อมผ่านเรื่องราว เหล่านี้ “ด้วยกัน” แน่นอน… เราร้องไห้ด้วยกัน…หัวเราะด้วยกัน…และฮึดสู้ด้วยกัน …“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” (ด้วยกัน)” พินทองทากล่าว

ท้ายที่สุด เอม พินทองทา และครอบครัว ขอขอบคุณจากใจ สำหรับทุกๆกำลังใจที่ส่งมาให้คุณพ่อและครอบครัวอย่างท่วมท้น พวกเราซาบซึ้งถึงพลังงานดีดีเหล่านี้ และมันเป็นกำลังใจให้พวกเราอย่างมากมายจริงๆค่ะ ลูกจะเข้มแข็งให้ได้ทุกวันค่ะ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรักและความเข้าใจในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การที่คนในครอบครัวให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน จะช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของบุคคลที่เรารักและเคารพ และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ที่มา – “พินทองทา” โพสต์รูปหอมแก้ม “ทักษิณ” ชี้เป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจเรา

“อนุทิน” พา “จ๋า ธนนนท์” กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลากับเพื่อนทหาร


“อนุทิน” พา “จ๋า ธนนนท์” ล้อมวงเพื่อนทหาร กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา

กลายเป็นภาพที่น่าสนใจเมื่อ “นายกฯ อนุทิน” ควงภรรยาคนสวย “จ๋า ธนนนท์” ไปลิ้มลองสตรีทฟู้ดร้านโปรดอย่างก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาชื่อดัง บริเวณหน้าวัดไตรมิตรฯ พร้อมทั้งล้อมวงพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนทหารอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา ได้เดินทางไปรับประทานสตรีทฟู้ดที่เป็นร้านโปรด นั่นก็คือ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา หน้าวัดไตรมิตรฯ โดยมี พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผบ.ศตก. ว่าที่ ผบ.ศรภ. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีตามระเบียบ และพล.ต.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองแม่ทัพภาค1 ว่าที่แม่ทัพน้อย 1 ซึ่งมีความสนิทสนมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึง “นายกฯ ด๊อยซ์” นายอัครเดช ทองใจสด นายก อบจ.เพชรบูรณ์ มาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกันอย่างอบอุ่น

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีและภรรยา พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนทหารและนักการเมืองท้องถิ่นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเรียบง่ายและความเป็นกันเองของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ถือตัว และยังคงใช้ชีวิตติดดินอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนทั่วไป

อนุทิน จ๋า ธนนนท์ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงชอบทานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมนายกรัฐมนตรีถึงเลือกที่จะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาร้านธรรมดาๆ แทนที่จะเป็นร้านอาหารหรูๆ คำตอบอาจอยู่ที่ความชื่นชอบส่วนตัวและความคุ้นเคยที่มีมาอย่างยาวนาน เพราะร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแห่งนี้เป็นร้านโปรดของนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัยก่อนที่จะเข้าสู่การเมืองเสียอีก

นอกจากนี้ การเลือกรับประทานอาหารริมทางยังเป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป และเป็นการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กของผู้ประกอบการรายย่อยอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตและเข้มแข็งได้

การที่ “อนุทิน” พา “จ๋า ธนนนท์” ไปทาน ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนทหารที่ร่วมงานกันมานาน หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่ให้การสนับสนุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และไม่ลืมเพื่อนของนายกรัฐมนตรี

ภาพการล้อมวงรับประทานอาหารอย่างเป็นกันเองในครั้งนี้ เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น และเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นอย่างดี

สำหรับใครที่อยากลองไปชิมก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาสูตรเด็ดที่นายกฯ อนุทินชื่นชอบ ก็สามารถเดินทางไปได้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาหน้าวัดไตรมิตรฯ รับรองว่ารสชาติอร่อยถูกปากอย่างแน่นอน!

ที่มา – “อนุทิน” พา “จ๋า ธนนนท์” ล้อมวงเพื่อนทหาร กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

“นายกฯ อนุทิน” ยันตรวจคุณสมบัติใครไม่ผ่านก็ไม่ได้ ลือหึ่ง “สันติ” ไม่พร้อมแล้ว หลังขาดคุณสมบัตินั่งรัฐมนตรี ดัน “พัฒนา” ลูกชาย นั่ง รมว.สาธารณสุขแทน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าวที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่าน พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี นายอนุทิน ถึงกับร้องหึ้ย ตนยังไม่ทราบ ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะแจ้งมา หากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และชัดเจนว่าหากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ก็จะนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้ ไม่ต้องกังวล เพราะนี่คือเหตุผลที่เสนอรายชื่อไปเกิน 36 รายชื่อ เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าว นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่ถูกวางตัวให้เป็นรมว.คลัง ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติว่า เราส่งรายชื่อทุกคนที่จะได้รับการแต่งตั้งไปตรวจสอบ เราต้องเชื่อการตรวจสอบ เราด่วนสรุปก่อนหรือไปฟังหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะลงตัวแล้ว แต่ล่าสุดรายงานว่า ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ ติดอยู่ในโผ แต่จากการตรวจสอบประวัติ นายสันติ พบว่าสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายสันติ จะส่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชายมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นี่คือประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

เกิดอะไรขึ้นกับคุณสมบัติของสันติ?

การที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นนั้น สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย คำถามคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งมีความเหมาะสม โปร่งใส และมีความซื่อสัตย์

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ปัญหาอาจเกิดจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความในอดีต หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านจริง การเสนอชื่อลูกชาย คือนายพัฒนามารับตำแหน่งแทน ก็อาจเป็นทางออกเพื่อรักษาเก้าอี้ของพรรค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในนาทีสุดท้ายเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสันติเป็นเครื่องเตือนใจว่า การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น และควรมีกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมารับใช้ประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายสันติที่จะส่งลูกชายเข้ามารับตำแหน่งแทน สร้างความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการทำงานของรัฐบาลอย่างไร

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ การเปลี่ยนแปลงในโผ ครม. ครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนจริงๆ ต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศนั้นเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ พวกเราต้องร่วมกันจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของการเมืองไทย และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหึ้ย หลังได้ยิน “สันติ” คุณสมบัติไม่ผ่าน- เจ้าตัวส่ง “พัฒนา” ลูกชายนั่งแทน

ครม.อนุทิน 1: อัปเดตล่าสุดใกล้ 100% เตรียมทูลเกล้าฯ

อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่ารายชื่อจะเกือบสรุปผลเป็นที่เรียบร้อย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 รายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ ข่าวนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ตามรายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีค่อนข้างชัดเจน โดยมีการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมดแล้ว และนี่คือรายชื่อล่าสุดที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง:

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  4. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  5. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  6. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  7. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  8. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  9. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  10. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  11. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  12. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  13. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  14. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  15. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รอการยืนยัน)
  16. พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  17. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  18. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  19. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
  20. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  21. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  22. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  23. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  24. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  25. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  26. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  27. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ความสำคัญของการ อัปเดต ครม.อนุทิน 1

การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ เพราะเป็นการกำหนดทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคต การมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสม เพื่อเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของนายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย รอการยืนยันผลอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 ราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศ การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ก้าวหน้าต่อไปได้ หวังว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อ “ทวี สุระบาล” และ “สุธรรม จริตงาม” สอง สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับข้อเสนอชื่อ “สันติ ปิยะทัต” เพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยหวังว่าจะได้รับการจัดสรรในโควตาของ สส.ใต้ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มของ “บิ๊กป้อม” ได้รับตำแหน่งเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักเป็นพิเศษเมื่อ นายทวี สุระบาล สส.ตรัง และ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ปรากฏตัวขึ้น นายทวีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการในส่วนของกลุ่มตนเอง มามอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้รับตำแหน่งใด แต่คาดการณ์ว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายทวีตอบว่า ได้มีการหารือกันแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย

นักข่าวได้ถามเจาะจงว่า สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของ พล.อ.ประวิตร จะไม่มีเลยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม นายทวีตอบว่า ตนไม่ทราบ และแนะนำให้สอบถามจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเผื่อ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นายทวีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ลุงก็โอเคอยู่แล้ว แกสบายๆ”

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อถามว่า การเข้ามาเจรจาตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง จะต้องลาออกจาก สส. พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายทวีตอบอย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทวีได้เสนอชื่อ นายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รมช. สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อสังเกตว่า ในว่าที่ ครม. ชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่มีบุคคลใดอยู่ในโควตาของ พล.อ.ประวิตร เลย แม้ว่าในรายชื่อก่อนหน้านี้จะมีชื่อของ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ก็ตาม

ทำไมชื่อของ “สันติ ปิยะทัต” จึงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้?

การเสนอชื่อนายสันติ ปิยะทัต ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:

  • ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ: นายสันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน
  • ความสัมพันธ์ทางการเมือง: การที่นายทวีและนายสุธรรมเสนอชื่อนายสันติ อาจเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาก่อน การสนับสนุนจาก สส. ที่มีอิทธิพลในพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
  • โควต้า สส.ใต้: การผลักดันให้นายสันติซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคใต้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ สส. ในภาคใต้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้

อะไรคือความท้าทายของการเข้ารับตำแหน่งของ “สันติ ปิยะทัต”?

หากนายสันติ ปิยะทัต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยจริง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การปรับตัวเข้ากับระบบราชการ: การทำงานในภาครัฐมีความแตกต่างจากการบริหารธุรกิจเอกชนอย่างมาก นายสันติจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่น: ในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ นายสันติจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากข้าราชการและประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การผลักดันนโยบาย: นายสันติจะต้องสามารถผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีทักษะในการเจรจาต่อรองและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น

การที่ “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง และต้องติดตามกันต่อไปว่านายสันติจะสามารถเข้ามาบริหารงานและสร้างผลงานให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี-สุธรรม” เข้า ภูมิใจไทย ส่งชื่อ “สันติ ปิยะทัต” นั่ง รมช. โควตา สส.ใต้ พปชร.

ผอ.สำนักงบฯ ชี้ ดึงงบปี 68 ทำ “คนละครึ่ง” ต้องทัน

นายกฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณยืนยันว่างบประมาณมีเพียงพอต่อการสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนต่างรอคอย

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงความพร้อมในการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจว่า “พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ” เมื่อถามต่อไปว่าหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ ตอบว่าใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท สามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ ระบุ ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 2568 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการทันก็ต้องทำเลย.

ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต การกลับมาของโครงการนี้จึงเป็นที่คาดหวังของประชาชนจำนวนมาก

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาถึงระยะเวลาการดำเนินงานที่เหลืออยู่ เนื่องจากปีงบประมาณ 2568 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการได้ทันก็สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการดึงงบปี 68 มาทำ “คนละครึ่ง”

  • ระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ: การเร่งรัดกระบวนการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัดเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความพร้อมของระบบ: ระบบการลงทะเบียนและการใช้จ่ายต้องมีความพร้อมและเสถียร เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก
  • การประชาสัมพันธ์: การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงและถูกต้อง
  • การติดตามและประเมินผล: การติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลกระทบของโครงการ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

การที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้

Scroll to top