คดีนายกแพทองธาร

ทีมกฎหมายอิ๊งค์ ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือเรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ากระบวนการยุติธรรมอาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 16.15 น. ทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่อาจมีข้อบกพร่องทางกฎหมาย

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสราวุธ ทรงวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือในวันเดียวกันนั้นเอง นายปัญญา อุดชาชน กลับเข้าร่วมประชุมพิจารณาในองค์คณะตุลาการ และได้มีส่วนร่วมในการวินิจฉัยในเรื่องพิจารณาที่ 18/2568 การกระทำดังกล่าวจึงนำมาซึ่งข้อสงสัยและความกังวลว่า จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในการพิจารณาและวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

ด้วยเหตุนี้ ทีมกฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยื่นเรื่องในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น เมื่อมีการประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 ซึ่งในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยคดีในวันที่ 20 มีนาคม 2567 และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

ทำไมต้องยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน?

ทีมกฎหมายเชื่อว่ามีมูลเหตุเพียงพอที่จะนำกรณีตัวอย่างในอดีต มาเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคืออะไร?

  • ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างไร?
  • การพิจารณาจะส่งผลต่อรูปคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อย่างไร?
  • กระบวนการยุติธรรมจะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนหรือไม่?

การยื่นคำร้องขอให้ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ถือเป็นการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

สถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความรัดกุมเพียงใด และมีช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ได้อย่างไร การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีอื่นๆ ในอนาคต และจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมในประเทศไทย ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ปมตุลาการศาล รธน. นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณ: ทักษิณเครียด ไม่ตอบสื่อ

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มรับพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ หน้าตึกพรรคเพื่อไทย ด้าน “ทักษิณ” สีหน้าเครียดก้มหน้าคุยโทรศัพท์ ไม่ตอบคำถามสื่อ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยของศาล และภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง กลุ่มมวลชนดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายมารวมตัวที่หน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อรอให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ที่คาดว่าจะเดินทางมาที่ทำการพรรค โดยหลายคนสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ พร้อมเตรียมพวงมาลัยเพื่อแสดงการสนับสนุน

บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยที่ประตูทางเข้า มีแกนนำและ ส.ส.คนสำคัญมารอต้อนรับ อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์, นายชลนาน ศรีแก้ว, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานวิปรัฐบาล รวมถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสง และสมาชิกพรรคอีกหลายคน

กระทั่งเวลา 17.25 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย และตรงขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นบนทันที โดยไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ มีเพียงก้มหน้าพูดคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาไม่ถึง 5 นาที นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เดินทางมาถึงที่ทำการพรรค โดยเปิดประตูรถลงมาพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “ขอบใจ ไม่เป็นอะไร ขอบใจมาก ขอบคุณทุกกำลังใจ” ก่อนจะทักทายกลุ่มผู้สนับสนุน รับพวงมาลัย กอดพูดคุยกับมวลชนอย่างเป็นกันเอง และมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ปรากฏความเคร่งเครียด

จากนั้น นางสาวแพทองธารได้เดินเข้าสู่ภายในที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะและพูดคุยกับแกนนำและสมาชิกพรรคที่รอต้อนรับอยู่ภายใน

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – ทักษิณ เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการกลับมาของคุณทักษิณและการให้กำลังใจจากมวลชนที่มีต่อนางสาวแพทองธาร หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสีหน้าเคร่งเครียดของคุณทักษิณขณะเดินทางมาถึงพรรค ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย ในขณะที่นางสาวแพทองธารแสดงความขอบคุณมวลชนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

แพทองธาร ชินวัตร ไหว้ขอบคุณมวลชน

การปรากฏตัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มผู้สนับสนุน การที่เธอลงจากรถและยกมือไหว้ขอบคุณมวลชน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความผูกพันที่มีต่อผู้สนับสนุนพรรค การกระทำนี้สร้างความประทับใจและเป็นภาพที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่นางสาวแพทองธารกล่าวขอบคุณด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกถึงความห่วงใยและการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การรับพวงมาลัย การกอด และการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับมวลชน เป็นภาพที่แสดงถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักการเมืองกับประชาชน

ในขณะที่การเดินทางมาถึงของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเป็นไปอย่างเงียบ ๆ และเคร่งเครียด สีหน้าของทักษิณที่ก้มหน้าคุยโทรศัพท์และไม่ตอบคำถามสื่อ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ความแตกต่างระหว่างท่าทีของทักษิณและแพทองธาร ทำให้เกิดการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย การที่มวลชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์” ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – “ทักษิณ” เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

พปชร. เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ สลับ “ไพบูลย์”

พรรคพลังประชารัฐ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2 เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้าพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไม่น้อย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐมีการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม ได้แก่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ นายบุรินทร์ สุขพิศาล พล.ท.กิตติพล สมจิต และพล.ต.ยศวัจน์ นิมิตภานนท์

ประเด็นหลักของการประชุมอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในพรรค ที่ประชุมมีมติเลือก นายสันติ พร้อมพัฒน์ จากรองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทนนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งสลับไปดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการปรับปรุงและพัฒนาพรรคให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความสามารถของบุคลากรภายในพรรค การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

ทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงเลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคพลังประชารัฐจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค อาจเป็นเพราะความสามารถในการบริหารจัดการและประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานของเขา ในขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อาจมีความเหมาะสมกับบทบาทรองหัวหน้าพรรคมากกว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมืองของเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. นายสันติ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย ภายหลังจากที่ภรรยาและลูกได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว เพื่อร่วมติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งล่าสุดได้พ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่าย หลายคนเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเป็นการปรับยุทธศาสตร์ของพรรคให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าการที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” เป็นการสร้างความสมดุลภายในพรรค และเป็นการกระจายอำนาจให้แก่สมาชิกพรรคที่มีความสามารถหลากหลาย

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาและปรับปรุงตนเองให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง การจับตาดูทิศทางและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ที่มา – พปชร. ประชุมใหญ่ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้า

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

“สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ ย้ำ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 29 ส.ค. 68 ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแล้วนั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายเดินทางออกจากศาลโดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ขณะที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 36 ผู้ร้อง ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ ว่า คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพูดถึง 2 ครั้งว่า ย่อมรู้ด้วยวิญญูชน เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ชัดเจน คือเป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่นายกแถลงไต่สวนหรือกล่าวอ้างใดๆ ก็ได้ปรากฏชัดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วน ตนคิดว่าเป็นคำแถลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะคำร้องนี้ มีการร้อง 2 ประเด็น คือร้องตาม (4) ไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศ มีส่วนได้เสีย ตามที่พวกเราได้รับทราบและพวกตนก็ยืนยันมาตลอด ว่านายกรัฐมนตรีมีความคิดในส่วนนี้

นายสมชาย กล่าวว่า มันมีตั้งแต่กรณีคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ชัดเจน และศาลบรรยายพฤติการณ์ทั้งหลาย ในกรณีที่โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้เสียปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ในเรื่องของคะแนนนิยม เรื่องการถูกไล่ไปเป็นนายกฯ กัมพูชา อยู่แล้ว อันนี้ก็ชัด ในเนื้อหาการเจรจาเราก็เห็นว่า เป็นการยอมรับข้อเสนอของฮุนเซนทั้งนั้น ไม่ได้มีข้อเสนอของฝ่ายไทยเลย

ดังนั้นศาลวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะผูกพันทุกองค์กร ซึ่งคดีที่ค้างอยู่ก็มีเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ ส.ว. ปัจจุบัน ไปร้องผิดจริยธรรม และมีเรื่องที่ตนเองและคณะที่ไปร้อง และมีประชาชนอื่นไปร้อง ตนเชื่อว่าคำวินิจฉัยก็เข้าในประเด็นที่ร้องอยู่แล้ว ป.ป.ช. ก็คงจะเร่งดำเนินการ เรื่องคดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่า หลังเสร็จสิ้นคดีนี้แล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะกลุ่มรวมพลังแผ่นดินอย่างไรหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้เพราะเขามีการประชุมช่วงเที่ยง ซึ่งตนมาฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ.

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

จากกรณีดังกล่าว นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนถึงผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” โดย ป.ป.ช. ในอนาคต โดยนายสมชายได้เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร รวมถึง ป.ป.ช. ด้วย

ป.ป.ช. เตรียมลุยคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ?

ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ จุดประกายความสนใจไปที่บทบาทของ ป.ป.ช. ว่าจะมีแนวทางการดำเนินการต่ออย่างไร หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ป.ป.ช. จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ และจะมีการนำข้อมูลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาอย่างไรบ้าง

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้กล่าวถึงคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการร้องเรียน โดยมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อ “แพทองธาร” ได้ในอนาคต การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของประเด็นจริยธรรมในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสมชายยังได้กล่าวถึงกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ถูกนำมาเปรียบเทียบและพิจารณาในแง่ของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสมชายกล่าวถึงการประชุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวและติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายจึงเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” และบทบาทของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของ ป.ป.ช. จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาของ “แพทองธาร” อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สมชาย” ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ

ด่วน! แพทองธารพ้นนายกฯ ครม.หลุดทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ 6:3 วินิจฉัย “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ทำ ครม. หลุดทั้งคณะด้วย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2568)

สมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวโดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) เสียงข้างมาก คือ

  • นายปัญญา อุดชาชน
  • นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
  • นายวิรุฬห์ แสงเทียน
  • นายจิรนิติ ทะวานนท์
  • นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
  • นายอุดม รัฐอมฤต

วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ ทะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม.หลุดทั้งคณะ?

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และร่วมกันหาทางออกเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

ที่มา – มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์หลังพ้นตำแหน่ง

แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่ส่งผลให้คุณแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและจุดประกายการพูดคุยในวงกว้าง ทำให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องพุ่งติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์

หลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ออกไป ไม่นาน แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของเทรนด์ในทวิตเตอร์ (X) แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อข่าวนี้อย่างมาก นอกจากนี้ แฮชแท็กอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #นายกรัฐมนตรี และ #ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับความนิยมตามไปด้วย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและการเมือง ผู้คนจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อแสดงความคิดเห็น ติดตามข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์อย่างรวดเร็วเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน

ทำไมแฮชแท็กนี้ถึงสำคัญ?

  • แสดงถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมือง
  • เป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์
  • ช่วยกระตุ้นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ

การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

คดีคลิปเสียงและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศและการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ไม่ว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า

อนาคตทางการเมืองของ คุณแพทองธาร ชินวัตร จะเป็นอย่างไรต่อไป? คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร พุ่งติดเทรนด์ หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง

ด่วน! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากเหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประเด็นร้อนแรงก่อนหน้านี้

พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้อง เดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีมอบหมายนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัยแทน

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ แม้ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคลิปเสียงต่างประเทศไม่มีการแปล ศาลเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางในการค้นหาความจริงและยุติข้อกล่าวหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ถูกร้องยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง การฟังคลิปเสียงจึงเป็นการเอื้อต่อระบบยุติธรรมมากกว่า ดังนั้นศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

ส่วนเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นที่ไว้วางใจต่อสาธารณะ และต้องถูกตรวจสอบทุกแง่มุม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีการกระทำอันเป็นเหตุต้องห้าม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้เทคนิคมุ่งหมายลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น และใช้คำว่า “เรา” การที่ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย การกล่าวคำดังกล่าวนั้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งข้าง และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ แสดงความอ่อนแอให้กัมพูชาทราบ เป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้

การใช้คำว่า “ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เขาไล่หลานให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว” เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เป็นการขอร้องให้เห็นใจ แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่มีการตอบโต้ ผู้ถูกร้องยังแสดงตนและจำนนให้สมเด็จฯ ฮุนเซนทราบ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือรักษาจุดยืนของประเทศชาติ และเปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรื่องร้องต่อไทยได้ตามต้องการ ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการประชุม สมช. มีการพิจารณากับกองทัพจากเบาไปหาหนัก และทราบดีว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาคือเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากคำตัดสินต่อรัฐบาล

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเป็นขั้นตอนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร”

ถึงแม้ว่า “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ แต่เส้นทางการเมืองของเธอยังไม่สิ้นสุด การถูกตัดสินในครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอต้องทบทวนบทบาทและแนวทางการทำงานในอนาคต และอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเพื่อกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

  • การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องมีการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

สันติ เข้าภูมิใจไทย ปัดตอบปม ลุ้นคดีนายกฯ

“สันติ พร้อมพัฒน์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โผล่เข้า “พรรคภูมิใจไทย” ทักทายสื่อมวลชน ปัดตอบปมมาลุ้นคดีนายกฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 14.48 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทันทีที่เห็นผู้สื่อข่าวได้ทักทายว่าวันนี้นักข่าวเยอะเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจหรือมายินดีอะไรหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ไม่มีอะไรเลย

เมื่อถามต่อว่า มาวอร์รูมร่วมกับพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เปล่า ไม่ได้มาทำอะไรเลย และเมื่อถามว่า มาลุ้นคดีนายกฯ ด้วยหรือไม่นั้น นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และเดินเข้าไปในลิฟต์ทันที

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา เมื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม นายสันติได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจ

การปรากฏตัวของนายสันติที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่มีวาระพิเศษ แต่การที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น

การเดินทางมา “พรรคภูมิใจไทย” ของนายสันติในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังมีความเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนจึงมีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปยังพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง หรือการรวมตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค

สันติ เดินเข้า พรรคภูมิใจไทย ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจากที่นายสันติเดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารพรรคหรือไม่ และหากมีการพูดคุยเกิดขึ้น เนื้อหาในการสนทนาเป็นเรื่องใด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

ทำไมนายสันติถึงเลือกที่จะมายัง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลานี้

การตัดสินใจของนายสันติในการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ อาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว การหารือเรื่องนโยบาย หรือแม้แต่การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

การที่นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจต้องการหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงและพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจสถานการณ์ทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสันติสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนอาจไม่ได้มีเพียงเหตุผลเดียว แต่เป็นการผสมผสานของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องการเมือง และเรื่องผลประโยชน์

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การที่นายสันติเดินทางมายัง “พรรคภูมิใจไทย” และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เราต้องไม่ลืมว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน

ที่มา – “สันติ” เดินเข้า “พรรคภูมิใจไทย” ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

Scroll to top