ความโปร่งใส

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า การที่พรรคการเมืองเรียกเก็บข้อมูลส่วนบุคคลทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลข Laser ID หลังบัตรนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงผ่านเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยย้ำชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างละเอียด การตรวจสอบนี้ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อให้ได้ความชัดเจนที่สุดว่าการกระทำดังกล่าวเหมาะสมหรือเป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใด

รายละเอียดการตรวจสอบของ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

การทำงานของ กกต. ในรอบนี้เน้นความรอบคอบเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและกฎหมายพรรคการเมืองที่เข้มงวด โดย กกต. ได้ให้ข้อมูลในประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินว่ามีความผิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด
  • สำนักงาน กกต. กำลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อความรอบด้าน
  • กระบวนการทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจมาก? นั่นเพราะ Laser ID คือรหัสเฉพาะที่ใช้ยืนยันตัวตนในบริการรัฐและธุรกรรมออนไลน์สำคัญ การที่พรรคการเมืองมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนนี้ จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ว่าพรรคการเมืองมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างไรบ้าง

ทางสำนักงาน กกต. ได้เน้นย้ำว่า การตรวจสอบที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ข้อยุติและยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ กกต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในอนาคต หากมีความคืบหน้าประการใดทางสำนักงานจะออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณชนทันที

สำหรับมุมมองส่วนตัวในเรื่องนี้ การที่หน่วยงานรัฐตรวจสอบความโปร่งใสของพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดกระแสข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เราในฐานะพลเมืองก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ที่มา – กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ย้ำอยู่ระหว่างตรวจข้อเท็จจริง

KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับการทำงานขององค์กรตรวจสอบภาครัฐกันอยู่บ้าง วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจล่าสุดมาฝากครับ โดยล่าสุด KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส” ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนมุมมองของสังคมต่อกลไกการตรวจสอบการทุจริตในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าแม้ประชาชนจะยอมรับในความสามารถหลักของทั้งสองหน่วยงาน แต่ความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นธรรมนั้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. และ สตง.

ผลการสำรวจระบุชัดเจนว่าประชาชนต้องการให้องค์กรเหล่านี้ลงมาตรวจสอบงบประมาณที่ใกล้ตัวมากที่สุด โดยเฉพาะ:

  • งบประมาณโครงการท้องถิ่นและเทศบาล (31.5%)
  • การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ถนน และรถไฟ (27.8%)
  • งบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือประชาชน (11.0%)

การที่ตัวเลขรวมกว่า 59.3% ของกลุ่มตัวอย่างต้องการให้เน้นตรวจสอบงบประมาณท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานนั้น สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง

นอกเหนือจากเรื่องงบประมาณแล้ว การที่ KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส” ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า แม้ตัวหน่วยงานจะมีศักยภาพในการปราบโกง แต่การทำงานที่ดูเหมือนมีอคติหรือถูกครอบงำได้นั้น ทำให้คะแนนความเชื่อมั่นในด้านความเป็นอิสระลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะในด้านการปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองที่ประชาชนให้คะแนนน้อยมาก

ในมุมมองของผู้เขียน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการทำงานที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ องค์กรเหล่านี้ไม่เพียงต้องเก่งในเชิงเทคนิค แต่ต้องทำให้สังคมรู้สึกได้ว่ากฎหมายนั้นเป็นกลางสำหรับทุกคนจริงๆ การกู้คืนศรัทธาจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทั้ง ป.ป.ช. และ สตง. ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างความโปร่งใสในระยะยาว

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการตรวจสอบขององค์กรเหล่านี้? อย่าลืมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ

ที่มา – KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังรอคอยความชัดเจนจากการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้ออกมาประกาศข่าวสำคัญว่า กระทรวงมหาดไทยเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้เข้าสอบทุกคน หลังจากที่มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าทางภาครัฐให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้จัดตั้งศูนย์รับคำร้องขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้าสอบที่ไม่พบรายชื่อของตนเองในบัญชีใหม่ สามารถเข้ามาตรวจสอบคะแนนดิบหรือผลคะแนนของตนเองได้ด้วยความสบายใจ

ช่องทางและขั้นตอนสำหรับผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้

สำหรับใครที่ต้องการใช้สิทธิ์ตรวจสอบคะแนนของตนเอง สามารถดำเนินการได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้:

  • ส่วนกลาง: ยื่นคำร้องได้ที่อาคารสุวัทนา ชั้น 1 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ส่วนภูมิภาค: ติดต่อได้ที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมาก

โดยท่านสามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในวันและเวลาราชการ (08.30–16.30 น.) ทั้งนี้ การที่ภาครัฐเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ระบบการสอบต้องตรวจสอบได้และปราศจากข้อกังขา เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายวรศิษฎ์ยังได้เน้นย้ำว่า ทุกคำร้องจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้น เพื่อให้การรวบรวมข้อมูลและการชี้แจงคะแนนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและเป็นระบบที่สุด ดังนั้น หากใครที่มีข้อสงสัยหรือมีความกังวลใจ แนะนำให้ใช้สิทธิ์ในการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองให้ถึงที่สุดครับ

ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่หน่วยงานราชการยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับประชาชน หากเพื่อนๆ ท่านใดที่มีรายชื่อได้รับผลกระทบ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลกันนะครับ ความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ระบบราชการไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจากสังคม

ที่มา – มท.4 เปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากรุงเทพมหานคร เมื่อล่าสุดเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้อำนาจและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่การที่ฝ่ายค้านต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษาหลักการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของตัวแทนที่เลือกเข้ามา

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ดินแดง โดยนายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับทีม สก. ฝ่ายค้าน ออกมาแถลงข่าวแฉพฤติกรรม สก. พรรคประชาชน ที่มีการเสียบบัตรแทนกันในห้องประชุมสภา กทม. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างร้ายแรงในกระบวนการนิติบัญญัติ

เปิดเบื้องลึก สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

นายนภาพลได้อธิบายเหตุการณ์ว่า ในขณะนั้นมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 41 ท่าน แต่กลับมีการโหวตลงคะแนนที่ผิดปกติ เนื่องจากการเสียบบัตรค้างไว้และมีการกดคะแนนแทนกัน ซึ่งในเชิงกฎหมายถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้วทั้งทางอาญาและผิดบรรทัดฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เทียบเท่ากับบรรทัดฐานที่ศาลเคยตัดสินในระดับสภาผู้แทนราษฎร

  • ตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนโหวต
  • ยื่นเรื่องต่อประธานสภา กทม. เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง
  • ยืนหยัดรักษาศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานคร

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ การที่สภา กทม. เพิ่งจะมีการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชม ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการท้าทายศรัทธาของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทางกลุ่ม สก. ปชป. จึงยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างถึงที่สุดตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่มีการประนีประนอม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองท้องถิ่นมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

แม้ว่าจะมีการดำเนินคดีเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางสภายังคงต้องเดินหน้าพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต่อไปเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุดลง อย่างไรก็ตาม การที่สมาชิกสภามีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนตนเอง

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนกรุงเทพฯ เราคงไม่อยากเห็นการบริหารที่ละเลยต่อความสุจริต แม้จะเป็นปัญหาในสภา แต่ผลกระทบย่อมตกอยู่กับประชาชน หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้สภา กทม. ปฏิรูปตนเองสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้เอกสาร แต่คือการแก้ที่จิตสำนึกของคนทำงาน

ที่มา – สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าสำคัญว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สังคมได้คำตอบชัดเจนขึ้นครับ

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

จากการแถลงการณ์ของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ทางหน่วยงานได้ยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการทำงานภายใต้หลักความเป็นกลาง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำงานของ กกต. ในครั้งนี้เป็นอย่างไร ทาง กกต. ได้เน้นย้ำประเด็นหลักๆ ไว้ดังนี้ครับ:

  • การพิจารณาคดีจะอิงตามพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างครบถ้วน
  • กกต. ทำหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่พนักงานสอบสวนโดยตรง
  • ยึดหลักความเป็นกลาง อิสระ และปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอิทธิพลใดๆ

นอกจากนี้ กกต. ยังระบุชัดเจนว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 นี้ กระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงในทุกประเด็นจะเสร็จสิ้น และจะเข้าสู่ขั้นตอนการนัดประชุมเพื่อลงมติต่อไป นี่เป็นการตอกย้ำว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่หน่วยงานออกมายืนยันความชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณนะครับ

ที่มา – กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

เจาะลึก “การดี” ยื่น 5 ข้อสังเกต เรียกร้อง ยุติ-ยกเลิก “TH-AI Passport”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการดิจิทัล เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการรัฐ โดยได้มีประเด็นเรื่อง “การดี” ยื่น 5 ข้อสังเกต เรียกร้อง ยุติ-ยกเลิก “TH-AI Passport” เนื่องจากพบพิรุธหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินภาษีของประชาชนกว่า 1,621 ล้านบาท วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมโครงการนี้ถึงถูกจับตามอง

เหตุผลที่ “การดี” ยื่น 5 ข้อสังเกต เรียกร้อง ยุติ-ยกเลิก “TH-AI Passport”

จากการตรวจสอบพบว่าโครงการนี้มีประเด็นน่าสงสัยในเชิงการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมาก โดยนางการดีได้สรุป 5 ข้อสังเกตสำคัญที่ทำให้สังคมต้องหันมาตั้งคำถาม ดังนี้:

  • กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส: มีการเร่งรัดอนุมัติและแก้ไข TOR ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับจ้างบางกลุ่ม
  • ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ระบบที่ได้รับจริงมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือต่ำกว่าเครื่องมือฟรีที่มีอยู่ทั่วไป เมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วถือว่าแพงเกินจริง
  • หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายคลุมเครือ: การจ่ายเงินแบบ Pay per Use ยังขาดความชัดเจนเรื่อง Token และการนับ Active User จริง
  • เสี่ยงต่ออธิปไตยทางข้อมูล: แม้เงื่อนไขจะระบุให้จัดการข้อมูลในไทย แต่การใช้ Model ต่างชาติกลับมีการส่งข้อมูลไปนอกประเทศ ซึ่งขัดต่อ TOR และความมั่นคง
  • KPI ไม่ชัดเจน: โครงการขนาดใหญ่ไม่มีการระบุตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับทักษะ AI แก่ประชาชน

ทำไมต้องเร่งพิจารณา ยุติ-ยกเลิก “TH-AI Passport”?

นางการดีได้ย้ำว่า การดำเนินการระงับโครงการสามารถทำได้ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 97 และข้อสัญญาใน TOR ข้อ 15.4 ซึ่งเปิดช่องไว้หากโครงการไม่สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะหรือสุ่มเสี่ยงต่อการเสียประโยชน์ของแผ่นดิน การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคัดค้าน แต่เป็นการปกป้องงบประมาณภาษีของประชาชนให้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การสูญเปล่ากับโครงการที่เน้นเพียงตัวเลขงบประมาณแต่ขาดคุณภาพในเชิงนวัตกรรม

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า โครงการด้านดิจิทัลของรัฐควรได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสตั้งแต่ขั้นตอน TOR จนถึงการใช้งานจริง สังคมไทยควรตั้งคำถามเสมอว่า เทคโนโลยีที่รัฐจัดหามานั้นคุ้มค่าและปลอดภัยกับประชาชนอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านไอทีเท่านั้น

หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมกันติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ เพื่ออนาคตที่โปร่งใสและคุ้มค่าสำหรับทุกคน

ที่มา – “การดี” ยื่น 5 ข้อสังเกต เรียกร้อง ยุติ-ยกเลิก “TH-AI Passport”

สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับบรรยากาศการสอบคัดเลือกพนักงานส่วนท้องถิ่นกันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์สอบหลักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก งานนี้บอกเลยว่ากระแส สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เพราะถือเป็นการจัดสอบระดับประเทศที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษในยุคนี้

สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2569 ที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดสอบสายงานบริหารพร้อมกัน 5 จังหวัดทั่วประเทศ สำหรับภาคใต้แล้ว สนามสอบที่นครศรีธรรมราชถือเป็นจุดรวมพลของคนสอบจากทั่วภูมิภาค ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมีพลังและจริงจังเป็นอย่างมาก หลายคนที่มาสอบต่างเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และแม้จะกังวลเรื่องกฎระเบียบ แต่ก็มั่นใจได้ถึงความโปร่งใสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ

มาตรการคุมเข้มที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุใด สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม นั้น เป็นเพราะทางผู้คุมสอบมีระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก เพื่อป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญดังนี้:

  • ไม่อนุญาตให้ญาติหรือบุคคลภายนอกเข้าภายในบริเวณสนามสอบโดยเด็ดขาด
  • ห้ามนำเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เข้าไปในห้องสอบ
  • ห้ามนำเครื่องดื่มหรือน้ำดื่มเข้าห้องสอบ
  • อนุญาตให้นำเข้าได้เพียง อุปกรณ์เขียน (ดินสอ, ปากกา, ยางลบ, กบเหลา) และบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น

ความเข้มงวดนี้ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น ผู้เข้าสอบทุกคนต่างสวมชุดข้าราชการที่ดูภูมิฐานและเตรียมตัวเข้าประจำที่สอบตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้ทันเวลาตามกำหนดการในเวลา 08.15 น. การคุมเข้มนี้ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกว่าลำบาก แต่กลับสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สมัครสอบว่า นี่คือสนามสอบที่มีมาตรฐานและปราศจากการทุจริตอย่างแท้จริง

จากการสอบถามผู้เข้าสอบรายหนึ่ง ท่านได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การสอบในครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงมาก ซึ่งแตกต่างจากการสอบในรอบที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด การที่เป็นข้าราชการอยู่แล้วยิ่งทำให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับกฎระเบียบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของหน่วยงานเกี่ยวข้องจะเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุด

สรุปแล้ว หากใครที่กำลังเตรียมตัวสอบในสายงานราชการหรือท้องถิ่น การปฏิบัติตามกฎและระเบียบอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่า สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม แค่ไหน หากเราเตรียมตัวมาดีและโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลุ้มใจครับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าสอบทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้!

ที่มา – สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม ห้ามญาติ-คนนอก เข้าบริเวณสนามสอบ

คตท. ตั้ง ภราดร คุมทุจริตภาครัฐ พร้อมลุยโปร่งใสทั่วประเทศ

คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ

ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของวงการราชการไทย เมื่อล่าสุดคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ได้มีมติแต่งตั้ง คตท. ตั้ง ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้าจัดการกับปัญหาการรับสินบนและการคอร์รัปชันในระดับรากเหง้าอย่างเข้มข้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการปราบปรามทุจริตให้เบ็ดเสร็จ โดยนายภราดรจะเข้ามามีบทบาทหลักในการกำกับดูแลงานด้านนี้ พร้อมกับนำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้เพื่อตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ

ก.พ.ร. เดินหน้าโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา”

ไม่เพียงแค่การตั้งบุคคลเข้ามาทำงาน แต่รัฐบาลยังผลักดันโครงการเชิงรุกผ่าน ก.พ.ร. ในชื่อ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อล้างภาพลักษณ์สีเทาในหน่วยงานราชการกว่า 335 แห่ง โดยเน้นปรับปรุงกระบวนการอนุมัติและอนุญาตที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง มั่นใจว่าภายใน 6 เดือนเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • กฎหมายใหม่เพื่อปราบการทุจริตสอบรับราชการ
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับบริการภาครัฐ
  • การแก้ไข พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก เพื่อลดขั้นตอนซับซ้อน

นอกจากนี้ คตท. ยังให้ความสำคัญกับมาตรการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่เอาไว้สำหรับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน

ทางด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เห็นทุกภาคส่วนเริ่มตื่นตัวและนำข้อมูลมาคุยกันอย่างเปิดเผย การที่ คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองการขับเคลื่อนครั้งนี้ให้ดีว่า จะสามารถทำให้คำว่า “โปร่งใส” กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของราชการไทยได้จริงหรือไม่ หากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะครับ

ที่มา – คตท. ตั้ง “ภราดร” เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ “มานะ” ตื่นเต้นเห็นทุกคนเริ่มตื่นตัว

Scroll to top