ค่าฝุ่นวันนี้

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และ PM0.1 กำลังกลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เพิ่งจัดเสวนา “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 3” หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง” ซึ่งตรงกับประเด็น ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนการเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

งานนี้จัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมเสวนา โดยมี ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ และดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคดูแลนโยบายมาร่วมฟังด้วย

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

ศ.ดร.ศิวัช เปิดประเด็นด้วยการก้าวข้ามค่าฝุ่น PM2.5 ไปสู่ PM0.1 ซึ่งเล็กลงและอันตรายกว่า เพราะทะลุเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ากำลังสูดสารพิษอะไรเข้าไปบ้าง ค่าฝุ่นต่ำไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะฝุ่นน้อยอาจแฝงสารก่อมะเร็ง (PAHs) สูง ในขณะที่ฝุ่นมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า การดูแค่ AQI พื้นฐานจากก๊าซจึงไม่พอ ต้องโฟกัสสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว จากแหล่งกำเนิดอย่างการปิ้งย่าง เตาเผาขยะ โรงงาน

ผลกระทบไม่ใช่แค่ปอด แต่รวมถึงโรคเบาหวาน โรคไต อัลไซเมอร์ ใน กทม. ต้นตอหลักคือยานพาหนะ แต่มีฝุ่นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ VOCs BVOCs NOx NH3 SO2 การจัดการยากเพราะฝุ่นข้ามเขตตามลม ผู้ว่าฯ กทม. อาจไม่ครอบคลุม นอกจากนี้ยังโยงกับ climate change เพราะ OC และ EC ในฝุ่นส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ข้อเสนอแนะจากศ.ดร.ศิวัช เพื่ออากาศสะอาด

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัย บรรจุมาตรฐานสารก่อมะเร็ง
  • ปลูกต้นไม้ชาญฉลาด เลือกพันธุ์ดูดฝุ่นดี ไม่ปล่อย BVOCs มาก ใช้ biodiversity ไทย
  • ยกระดับเทคโนโลยี AI Data เซนเซอร์ดาวเทียม ข้อมูล 3 มิติ
  • มาตรการระยะสั้น-ยาว: ขยาย monitoring network ควบคุมดีเซล ส่งเสริม WFH Early Warning System

ส่วนดร.บัณฑูร ชำแหละปัญหาว่ารัฐทำงานแบบฤดูกาล ตื่นตัวแค่ 3-4 เดือนช่วงฝุ่น แล้วลืม งบน้อย กระจายอำนาจกลวง รากเหง้าคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เช่น ชุมชนในอุทยานดอยสุเทพ 54 แห่ง แต่รัฐจัดการแค่ 1 แห่ง กฎหมาย command-control ไม่พอ ต้องใช้ science-tech

ยุทธศาสตร์ 8-3-1 คือกุญแจ: 8 เดือน ทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง แก้สาเหตุ สร้างเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง ปลดล็อกโครงสร้าง ตัวอย่างลำปางเปลี่ยนข้าวโพดเป็นมะม่วง สิงห์บุรีไร่อ้อยไม่เผา ลดฝุ่นได้ 30% 3 เดือน รับมือวิกฤต สนับสนุนหน้างานอุทยานฯ ที่ขาดแคลน 1 Project Mega Project เปลี่ยนเศรษฐกิจ Nature Positive ปลูกไม้ระยะสั้น-ยาว สร้างรายได้ ลดเผา ลดยากจน บรรลุ Net Zero

เสนอ 1 Big Project ใน 4 จังหวัดเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน กรณีเชียงใหม่: สำรวจป่า จัดสรรสิทธิชุมชน ปรับกฎแยกอุทยาน-ป่าชุมชน

โมเดลเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

โมเดลนี้เด่น ชูเศรษฐกิจบวก สมดุลสิ่งแวดล้อม-ปากท้อง ปลูกไม้ขายได้ใน 2-10 ปี ทำเฟอร์นิเจอร์ แก้เผาป่า ลดฝุ่น ช่วย Net Zero

ยุทธศาสตร์นี้ดูมีอนาคตสดใส หากรัฐนำไปใช้จริง จะคืนฟ้าสะอาดให้คนไทยได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์เจอฝุ่นพิษ หรือไอเดียแก้ปัญหาในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ติดตามบล็อกเพื่อข่าวสารสิ่งแวดล้อมและนโยบายดีๆ เพิ่มเติม!

ที่มา – ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ นั่นคือปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ครอบคลุมทั่วประเทศทุกปี ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญที่ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อผลักดันกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุแบบซ้ำซาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ที่รัฐสภาเลยนะครับ

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาคประชาชนรวมตัวกันกว่า 100 หน่วยงาน มีผู้สนับสนุนลงชื่อหลักแสนราย บุกยื่นหนังสือถึงนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พวกเขากังวลว่าสถานการณ์มลพิษอากาศมันรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรแบบดั้งเดิม และมลพิษข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน

ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดย้ำว่าที่ผ่านมาพวกเขาผลักดันประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่คลายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะบางมาตราเปิดช่องล่าช้า ไม่แก้ที่ต้นเหตุ และอาจกลายเป็น "ฉบับฟอกเขียว" ที่ดูดีแต่ไม่ได้ผลจริง พวกเขาขอให้สภาและกรรมาธิการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแท้ๆ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ พิมพ์ภัทรา รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ประชาชนเรียกร้องอะไรบ้างใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

  • แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดับไฟปลายเหตุ
  • บังคับใช้ทันที ไม่มีช่องโหว่ล่าช้า
  • มีกลไกตรวจสอบและลงโทษที่ชัดเจน
  • สนับสนุนประชาชนและเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวแทนภาคประชาชนหารือ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ท่าทีรัฐบาลหลัง พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นางสาวพิมพ์ภัทรา รับเรื่องทันทีและยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดัน พ.ร.บ.นี้เป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลสนับสนุนร่างที่ค้างอยู่ ไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ที่ฝุ่น PM2.5 รุนแรงมาก

แนวทางหลักคือตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งการข้ามกระทรวงได้จริง จัดการเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรม มีมาตรการเศรษฐกิจ เช่น ให้ incentives เกษตรกร อย่างเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมเกษตรสีเขียว ลดต้นทุนไปในตัว พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกัน แต่เน้นต่างกระทรวง เช่น จัดการมลพิษข้ามแดนผ่าน ASEAN ใช้การค้าที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ และเร่งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์ในเกษตรและขนส่ง

พิมพ์ภัทรา ชี้แจงหลังรับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากนี้ ยังสมดุลระหว่างบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กับช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทบ ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พบนายกลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือหมอกควันข้ามแดน ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ MOU ใหม่ และสนับสนุนผ่านธนาคารสีเขียว สุดยอดเลยใช่มั้ยครับ

ในมุมมองผมนะ กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถ้าผ่านและใช้ได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้เราหายใจโล่งอก ลดวันหยุดเรียน หยุดงานจากฝุ่นได้เยอะ คุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามต่อว่าการพิจารณาจะเป็นยังไง ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญ ลุ้นกันต่อไปครับ!

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้เกิดอากาศสะอาดเร็วๆ นะครับ

ที่มา – “พิมพ์ภัทรา” รับหนังสือภาคประชาชน ร้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้ได้จริง

สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์

สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในย่านใกล้เคียง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 นพ.ศักรินทร์ กังสุกุล อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดและทางเดินหายใจ จากสถาบันโรคทรวงอก ได้ออกมาเผยถึงภัยร้ายเงียบอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจในระยะยาว

ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กเพียง 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง หากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดการอักเสบในหลอดลม ถุงลมปอด นำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์

ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว สถาบันโรคทรวงอกจึงได้ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศรุ่น IQAir CCIT AirVisual Station ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานสากลสำหรับเฝ้าระวังและรายงานค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์ ข้อมูลจะอัปเดตทุกนาที ช่วยให้ประชาชนทราบสภาพอากาศจริงแบบทันทีทันใด สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องวัดนี้ไม่เพียงรายงาน PM 2.5 เท่านั้น แต่ยังวัดสารมลพิษอื่นๆ เช่น PM 10, CO, NO2, O3 และอุณหภูมิ ความชื้น ทำให้ได้ภาพรวมคุณภาพอากาศที่ครบถ้วน สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยรอบสถาบัน

วิธีติดตาม สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์

ประชาชนสามารถเช็กข้อมูลได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน IQAir หรือเว็บไซต์ AirVisual เพียงค้นหาคำว่า Central Chest Institute of Thailand ก็จะเห็นกราฟเรียลไทม์ ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และคำแนะนำทันที เช่น วันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

แนวทางป้องกันฝุ่น PM 2.5 ในชีวิตประจำวัน

  • เช็ก สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน
  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือหน้ากากทางการแพทย์ 2 ชั้น เมื่อค่าฝุ่นเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น
  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้าน โดยเลือกแบบกรอง HEPA ที่กำจัด PM 2.5 ได้ 99.97%
  • ล้างมือ ล้างหน้า ล้างจมูกทันทีหลังกลับเข้าบ้าน เพื่อกำจัดฝุ่นที่เกาะติด
  • รับประทานอาหารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผลไม้ ผักใบเขียว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันปอด

นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 มาจากแหล่งกำเนิดหลากหลาย เช่น การเผาไหม้จากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง และฝุ่นข้ามแดนจากต่างประเทศ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัญหานี้มักรุนแรงในฤดูหนาวและช่วงเปลี่ยนฤดู สถาบันโรคทรวงอกจึงไม่เพียงรายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ แต่ยังให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การมีข้อมูลเรียลไทม์ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง จากสถิติพบว่าการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 สูงเพิ่มอัตราการเข้ารับการรักษาโรคทางเดินหายใจถึง 20-30% หากทุกคนช่วยกันติดตามและป้องกัน จะช่วยลดภาระโรงพยาบาลได้มาก

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านดาวน์โหลดแอป IQAir และค้นหา สถาบันโรคทรวงอก รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ ทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี หากมีอาการไอ หายใจเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก อย่าชะล่าใจ รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดที่สถาบันโรคทรวงอกทันที

ที่มา – “สถาบันโรคทรวงอก” ร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัย รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ช่วยคนหน้างาน

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาทำให้ชาวไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือต้องเผชิญอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตนี้ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมลงมือช่วยเหลือทันที

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวย้ำถึงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ไม่จำเป็นต้องรอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีแต่ละคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะรองนายกฯ ที่ดูแลภาคเหนือ นายยศชนันมีเครือข่ายที่พร้อมประสานงาน หากพื้นที่ใดขาดแคลนสิ่งของหรืออุปกรณ์ สามารถแจ้งมาได้ทันที

กระทรวง อว. กำลังดำเนินการในขอบเขตกํบประมาณที่มี โดยเน้นให้องค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง เช่น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้โพสต์แนวทางการสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดและป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยวัสดุใกล้ตัว เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ในทุกพื้นที่

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดแค่เชียงใหม่เท่านั้น แต่ครอบคลุมพื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และแม้แต่ภาคกลาง นายยศชนันยืนยันว่า อว. จะช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบ การลงพื้นที่ของท่านไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังเพื่อให้กำลังใจอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่หน้างาน ซึ่งมีวอร์รูมติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์อยู่แล้ว

PM2.5 คืออนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หัวใจ และมะเร็งปอด การแก้ปัญหาต้องจัดการทั้งแหล่งกำเนิดในประเทศ เช่น การเผาในที่โล่ง และฝุ่นข้ามแดน โดย อว. ช่วยวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นผ่านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์

  • พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบ: เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, น่าน, แพร่, พะเยา, ภาคกลางบางจังหวัด
  • มาตรการจาก อว.: ให้ความรู้ DIY อุปกรณ์ตรวจวัด, ประสานงบช่วยเหลือ, วิเคราะห์ข้อมูลฝุ่น
  • การประสานงาน: เครือข่ายภาคเหนือ, วอร์รูมติดตาม, ให้กำลังใจอาสาสมัคร
  • ความร่วมมือต่างประเทศ: วิเคราะห์ฝุ่นชายแดน, ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นายยศชนันยังชี้ว่า บางพื้นที่ฝุ่นมาจากการเผาข้ามแดนจริง แต่หลายพื้นที่สามารถบริหารจัดการได้ภายในประเทศ และหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อว. จึงเน้นบทบาทสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน

นอกจากนี้ อว. ยังส่งเสริมการวิจัยเครื่องกรองอากาศราคาถูก และแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะออกนอกบ้านหรือไม่ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการบูรณาการระหว่างรัฐบาล วิทยาศาสตร์ และชุมชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 แบบนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น แต่ต้องเร่งรัดให้เกิดผลจริงบนพื้นดิน หากคุณกำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 ลองแวะมาอ่านวิธีป้องกันเพิ่มเติมในบล็อกของเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันนะครับ สนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันลดฝุ่นเพื่ออากาศที่สะอาดยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นไฟป่าเสียโอกาส

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส เป็นข่าวร้อนที่ทุกคนในภาคเหนือกำลังจับตามอง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมีนายสุชาติ ชุมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังทำให้ภาคเหนือเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น การท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้เต็มที่ และประชาชนขาดรายได้

สาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ

จากที่นายอนุทินวิเคราะห์ ปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน คือ การเผาในประเทศ การเผาแปลงจากประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพอากาศที่เป็นลมอ่อนความกดอากาศสูง ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ 2 อย่างแรก โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้เผาไหม้ในพื้นที่ ขณะที่การเผาข้ามพรมแดนต้องใช้มาตรการทางการทูตเพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านตระหนักถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์

นอกจากนี้ นายอนุทินยังสั่งให้เตรียมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยถอดบทเรียนจากปีก่อนเพื่อลดความเสียหายทั้งต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

  • มาตรการป้องกันไฟป่า: เพิ่มการลาดตระเวน กวดขันกฎหมาย และใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน
  • ลดฝุ่น PM2.5: ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และแจกจ่ายหน้ากากอนามัย
  • บูรณาการหน่วยงาน: รัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น-เอกชน ร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
  • ดูแลสุขภาพ: เปิดคลินิกเฉพาะทาง รีบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ และติดตามผลกระทบระยะยาว

นายอนุทิน ย้ำชัดว่าปัญหานี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนเสียโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาล หากปล่อยไว้จะนำไปสู่ความยากจนและขาดความเชื่อมั่นจากภายนอก เขาจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานทุ่มเท บูรณาการทั้งภาพรวมและเจาะจง เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็วและยั่งยืน พร้อมรับฟังข้อเสนอและสนับสนุนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาไฟป่าและหมอกควันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้รัฐบาลดูจริงจังมากขึ้น หากทำได้ตามที่สั่ง จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคเหนือได้แน่นอน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นจุดขายหลัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มีไอเดียแก้ PM2.5 เพิ่มเติมไหม คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันเถอะ และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนัก!

ที่มา – นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เมืองทองธานี

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงงานประชุม สื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ต่างพากันถามถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ แต่ท่านนายกฯ กลับทำท่ารูดซิปปากอย่างขำๆ ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” การกระทำนี้สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเน้นการลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงมากกว่าการให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด

กำหนดการลงพื้นที่เชียงใหม่แก้ปัญหา PM2.5

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการบินตรงไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • เวลา 13.30 น. เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • เวลา 15.30 น. ลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจการดำเนินงานตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” ซึ่งเป็นการสร้างแนวกันไฟด้วยความชื้น และติดตามการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (LAI) เพื่อสำรวจและดับไฟป่า

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รัฐบาลจึงเร่งรัดมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการเผา การใช้โดรนดับไฟ และส่งทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยทางเดินหายใจ

การที่นายกฯ เลือกไปเชียงใหม่ก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แทนการตอบคำถามสื่อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โดรน LAI ที่สามารถสำรวจพื้นที่ยากเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดการเผาไหม้ฟาง ชาวบ้านที่ช่วยเฝ้าระวังไฟป่า และหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด นโยบายจากนายกรัฐมนตรีครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และเตรียมหน้ากาก N95 ไว้ใช้ สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิด และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าปัญหา PM2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ลองติดตามผลการประชุมและนโยบายใหม่ๆ ที่จะออกมา คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 หนักเหนือ-อีสาน จี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาที่กำลังรุนแรงมากในบ้านเรา นั่นคือฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือและอีสานตอนบน “‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน” นี่คือข้อความที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เตือนผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ค่าฝุ่นทะลุเกณฑ์ภัยพิบัติหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องขยับตัวด่วน!

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

จากที่ ‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน เราจะเห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดแค่ภาคเหนืออย่างเดียว แต่ขยายไปถึงอีสานตอนบนแล้ว จังหวัดอย่างนครพนม เลย หนองคาย และบึงกาฬ ตอนนี้เจอฝุ่นหนักหน่วง ทะลุมาตรฐานทั้งนั้น รัฐบาลกลับนิ่งเฉย เหมือนหมอที่เอาแต่จ่ายยาแก้ปวด ทั้งที่ต้องผ่าตัดรักษาต้นตอซะที

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือและอีสานตอนบน

เพื่อให้เห็นภาพชัด ‘ภัทรพงษ์’ ใช้ Google Earth Engine ดึงข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5P แสดงควันและฝุ่นละอองเป็นสีดำ และ Hotspot จาก NASA เป็นสีแดง ข้อมูลวันที่ 8-16 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นควันสะสมหนาแน่นในภาคเหนือและอีสานตอนบน โดยเฉพาะจุดเผาไหม้ในลาวที่ลมพัดมาทับไทย ทำให้จังหวัดติดแม่น้ำโขงอย่างหนองคาย บึงกาฬ อ่วมหนัก พรรคประชาชนเตือนไว้แล้ว แต่รัฐบาลละเลย จนวันนี้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพระยะยาว

ฝุ่น PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรเผาไร่ การเผาป่า และมลพิษข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงมากครับ

  • ระคายเคืองตา จมูก คอ
  • โรคทางเดินหายใจ หอบหืดกำเริบ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนกลุ่มเปราะบาง

ถ้าสูดดมต่อเนื่อง อาจไม่เห็นผลทันที แต่สะสมนานๆ เสี่ยงตายก่อนวัยอันควรได้เลย

วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ในชีวิตประจำวัน

ระหว่างรอรัฐบาลแก้ปัญหา เราต้องปกป้องตัวเองก่อนนะครับ นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า กรองฝุ่นได้ดี
  • อยู่แต่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่าง ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้าและเย็น
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • สำหรับกลุ่มเสี่ยง ติดตั้งห้อง Positive Pressure Room หรือมุ้งกันฝุ่น

‘ภัทรพงษ์’ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการต้นตอ เช่น ดับไฟป่า เร่งติดตั้งห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน และใช้งบด่วนช่วยเหลือ เพราะชีวิตคนสำคัญที่สุด

สุดท้าย พรรคประชาชนย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องกลับมาพิจารณาด่วน กฎหมายนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศ บังคับรับมือปัญหาอย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง ไม่ควรปล่อยให้ลากยาวแบบนี้

คุณล่ะครับ คิดว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรแก้ยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัว มาช่วยกันปกป้องอากาศสะอาดให้ลูกหลานกันเถอะ!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

“สส.ตี๋ ปชน.” ซัด “อนุทิน” โกหกหน้าตาย รัฐบาลมลพิษ

เหตุการณ์ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อสส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตายอย่างจัง หลังจากรัฐบาลที่ถูกขนานนามว่า “รัฐบาลมลพิษ” ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนลุกขึ้นตอบคำถามเรื่องฝุ่น PM 2.5 เลย สส.ตี๋ หรือนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กประณามหนักว่า รัฐบาลนี้ไม่จริงจังกับปัญหามลพิษที่คุกคามสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ฝุ่นพิษปกคลุมหนาแน่นทุกปี

สส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตาย หลังรัฐบาลเงียบเรื่อง PM 2.5

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลายเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รัฐบาลชุดนี้ยังแก้ไม่ตก สส.ตี๋ชี้ว่า คำว่า “รัฐบาลมลพิษ” ไม่เกินจริง เพราะไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีกล้าพูดถึงการจัดการฝุ่นพิษ แม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ปัญหาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกเผาไหม้ปล่อยมลพิษอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาระดับชาติกับจีน เมียนมา ลาว ที่ไร้ความคืบหน้า รัฐบาลมองข้ามมิติสุขภาพและชีวิตประชาชน มองแค่ว่าเป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

สส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตาย พร้อมเปิดโปงรัฐบาลมลพิษ

นายภัทรพงษ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาต้องที่ต้นตอ เช่น การให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลป่า การควบคุมนำเข้าข้าวโพดที่กลุ่มทุนออกแบบระบบรับรองตัวเอง แต่รัฐมนตรีพาณิชย์กลับตอบแบบไม่ใส่ใจว่า “ฝุ่นเยอะก็ไปเที่ยวที่อื่น” พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญ ก็ไม่มีใครยืนยันจะผลักดัน กระทรวงมหาดไทยออกหนังสือให้ท้องถิ่นฉีดน้ำล้างฝุ่น ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาจริง ผลตรวจล่าสุดยิ่งหนัก เพราะน้ำในกก สาย รวก โขง สาละวิน ปนเปื้อนสารพิษ พบสารหนูในข้าว ผักสลัดแคดเมียมและตะกั่ว ฟักทอง มะเขือเปราะปนเปื้อนแคดเมียม สุขภาพประชาชนเสี่ยงสูง

  • ไม่มีรัฐมนตรีตอบเรื่อง PM 2.5: แสดงถึงการไม่ใส่ใจปัญหาฝุ่นพิษที่คร่าชีวิตคนไทยนับพันทุกปี
  • อนุทินโกหกหน้าตาย: อวดสั่งการเก่งแต่ปัญหามลพิษยังบานปลาย
  • น้ำพิษจากเหมืองเพื่อนบ้าน: ไทยต้องเจรจาระดับสูงให้ได้ผล
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เผา: ระบบรับรองหละหลวม กลุ่มทุนได้ประโยชน์
  • พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ต้องเร่งผลักดันเพื่อคุ้มครองประชาชน

การแถลงนโยบายรัฐบาลครั้งล่าสุดยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลนี้ “เขลา” กับปัญหามลพิษ สส.ตี๋ประกาศชัดว่าจะลุยเรื่องนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีอากาศสะอาด น้ำสะอาด และชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่เป็นฝุ่นที่เข้าไปในปอด กระแสเลือด ก่อมะเร็ง หัวใจวาย สุขภาพเด็กและผู้สูงอายุเสี่ยงมากที่สุด ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ต้องเผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานนับเดือน ส่งผลเศรษฐกิจท่องเที่ยวพังพินาศ

เพื่อเสริม SEO และให้ข้อมูลครบถ้วน PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถลอยตัวในอากาศและเข้าสู่กระแสเลือดได้ สาเหตุหลักในไทยมาจากการเผาในที่โล่ง การจราจรอุตสาหกรรม และข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน ประชาชนควรสวมหน้ากาก N95 ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และติดตามแอป AirVisual เพื่อสุขภาพที่ดี

ในมุมมองของผม รัฐบาลต้องเปลี่ยนทัศนคติ หยุดโกหกและลงมือจริงจัง ประชาชนอย่างเราต้องรวมพลังกดดันผ่านโซเชียลและการเลือกตั้ง แชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหา PM 2.5 และมลพิษอย่างจริงจัง สนับสนุน สส.ตี๋ ปชน. ที่กล้าพูดเพื่อประชาชน!

ที่มา – “สส.ตี๋ ปชน.” ซัด “อนุทิน” โกหกหน้าตาย เหน็บรัฐบาลมลพิษ หลังไม่มีใครตอบเรื่อง PM 2.5

ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งจับ! ลอบเผาไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

สถานการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในจังหวัดนครนายกกำลังเป็นที่จับตามอง ล่าสุด ผู้ว่าฯ นครนายก ได้สั่งการให้เร่งสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด หลังเกิดเหตุลอบเผาที่ทำให้ไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่ สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งจับ! ลอบเผาไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วในตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายหน่วยงานต้องระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ไฟได้ลุกลามกินพื้นที่กว้างขวาง และบางส่วนเริ่มเข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน ทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าฯ นครนายก ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ.จังหวัด นายอำเภอปากพลี ผู้กำกับ สภ.ปากพลี เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าร่วมประชุม

ในการประชุม ผู้ว่าฯ นครนายก ได้กล่าวว่า เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นเหตุบังเอิญ และอาจมีการวางแผนล่วงหน้า จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกยังได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือในการดับเพลิง และขอให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการฉีดน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยงโดยรอบ และทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่เวรยามเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดคืน และจะมีการรายงานผลการปฏิบัติงานให้ ผู้ว่าฯ นครนายก ทราบต่อไป

สถานการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้เป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การเร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทางการจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาอย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้าอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และดับไฟอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการลอบเผาป่าหรือทุ่งหญ้าอีกต่อไป การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักถึงผลกระทบของการเผาต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ในอนาคต

ไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้าไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของคนในสังคม เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม

การที่ ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งการให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้า และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – ผู้ว่าฯ นครนายก กำชับ ผกก.ปากพลี จับมือลอบเผา ทำไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

Scroll to top