กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว
ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568
การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว
การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง
รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ
การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้
สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต
ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว