งบประมาณปี 2569

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568

การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

“ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 แล้ว กรอบวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

(อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ.

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

รายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) การจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นั้น มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ งบประมาณยังถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปนั้น ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทุกคนสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แล้ว พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วงเงิน 3.7 ล้านล้าน ใช้บังคับ 1 ต.ค. 68

“ชัชชาติ” ไม่คิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. ลงอีกสมัย?

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนที่จะหมดวาระอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าการลาออกก่อนเวลาจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งถึงสองครั้ง นอกจากนี้ เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยกล่าวถึงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่สองและวาระที่สาม ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบคอบและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สำหรับงบประมาณที่ขอไปนั้น ส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยจะเน้นการจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่เขตให้มากขึ้น เช่น การก่อสร้างและปรับปรุงถนน รวมถึงการก่อสร้างฝายถนน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเส้นเลือดฝอย นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาเส้นเลือดใหญ่ เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ และการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวบนอาคารสูงของโรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณตามที่เสนอไป

ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมนั้น นายชัชชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีปริมาณใกล้เคียงกับปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำและรองรับสถานการณ์หากมีพายุเข้ามาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าปี 2554

สำหรับมาตรการของกรุงเทพมหานคร ได้มีการตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแก้ไขปัญหาฟันหลอ 10 จุด โดยการวางแนวกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำล้นเข้าสู่ชุมชนริมแม่น้ำ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น คลองรังสิตและคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำที่ไหลมาจากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ โดยได้มีการหารือกับจังหวัดข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง เช่น สมุทรปราการและนนทบุรี เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำ

“ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม.

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ ยืนยันว่าเขาไม่เคยมีความคิดที่จะลาออก เนื่องจากหากลาออกก่อนหมดวาระ จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง และจะไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นอกจากนี้ การลาออกจะทำให้การทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากต้องจัดการเลือกตั้งถึงสองครั้ง

ยังไม่ตัดสินใจลงสมัคร “ชัชชาติ” อีกสมัย

ผู้สื่อข่าวได้ถามเพิ่มเติมว่า นายชัชชาติได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า “ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. และตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ เนื่องจากยังมีเวลาในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ อีกพอสมควร ขณะนี้เขายังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และการประกาศหรือไม่ประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเขา

เขากล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้น การตัดสินใจเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

โดยสรุปแล้ว นายชัชชาติยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งหน้าจะยังอีกนาน แต่การที่นายชัชชาติยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ ก็ทำให้เกิดความสนใจและความคาดหวังจากประชาชนหลายฝ่าย หากเขาตัดสินใจลงสมัครอีกครั้ง ก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่หากเขาตัดสินใจที่จะไม่ลงสมัคร ก็เชื่อว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมเข้ามาสานต่องานของเขาต่อไป

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่ตัดสินใจลงอีกสมัยหรือไม่

“ธนกร” เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69 แน่นอน!

“ธนกร” เชื่อ ส.ว.โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ ชี้เป็นกฎหมายสำคัญขับเคลื่อนประเทศ ฝากทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมือง ไม่เล่นเกมการเมือง ขออย่าสร้างกลไกสภาให้สะดุด

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและ สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวมีสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มเตรียมโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า หลายฝ่ายมีข้อห่วงใยเรื่องนี้ หลัง สว. มีมติเลื่อนวันพิจารณาร่างงบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคมเป็นวันที่ 1-2 กันยายน นั้น ตนมองว่าจะทำให้ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณล่าช้าออกไป แต่ก็เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกท่านจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดิน เป็นงบประมาณที่จะใช้จ่ายประจำของหน่วยราชการทุกกระทรวงลงไปทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการดูแลความมั่นคงภายในประเทศในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายธนกร ขอฝากไปยังบางกลุ่ม บางฝ่ายที่มีแนวทางจะล้มหรือคว่ำร่างงบประมาณปี 2569 นั้น ควรมองเห็นความสำคัญของประชาชนมากกว่ามุ่งเล่นเกมการเมือง ไม่ควรสร้างสถานการณ์ในสภาให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน จนทำให้งบปี 2569 สะดุด ซึ่งล่าสุดโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้ออกมาแถลงข่าวแล้วว่า การโหวตคว่ำงบประมาณปี 2569 ของ สว.ไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นข่าวดี ตนเชื่อว่า สว.จะผ่านทั้ง 3 วาระอย่างราบรื่นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

“รัฐสภาเป็นกลไกที่จะทำให้การบริหารประเทศราบรื่น ออกกฎหมายที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประเทศ นำการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง ไม่ใช่เป็นที่มาเล่นเกมการเมืองทำให้เกิดกลไกที่ปั่นป่วน จนการบริหารประเทศสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติบ้านเมืองมาก่อนการเมือง” นายธนกร ระบุ

“ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะทำการโหวตผ่านร่างงบประมาณดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นายธนกรเน้นย้ำว่า ร่างงบประมาณปี 2569 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายพึงมีต่อประเทศชาติ

ทำไมร่างงบประมาณ 69 ถึงสำคัญ

ร่างงบประมาณปี 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนการศึกษา การสาธารณสุข และการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ หากร่างงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐ และอาจทำให้โครงการสำคัญต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ การที่ สว. โหวตให้ผ่านร่างงบประมาณยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมือง และมีความพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป

ข้อเสนอแนะของนายธนกร

นายธนกรได้ฝากข้อเสนอแนะไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิจารณาร่างงบประมาณด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการนำประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณ เพราะอาจทำให้เกิดความล่าช้า และส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

การที่ สว. โหวตผ่านร่างงบประมาณ 69 จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน

ดังนั้น เราจึงขอสนับสนุนให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 อย่างสร้างสรรค์ และร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

ที่มา – “ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

ศิริกัญญาชี้ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.ปชน. แถลงจุดยืน มติพรรค โหวตคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 วาระ 3 ยกเหตุผล มีจุดผิดปกติ เป็นไขมัน แต่รัฐบาลไม่ลด ละ เลื่อน โครงการใดๆ ไม่แก้ไขแม้แต่มาตราเดียว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.พรรค ปชน. จำนวนหนึ่ง ร่วมแถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาชนมีมติเกี่ยวกับการลงคะแนนในวาระสามของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยเราจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้วว่า แม้ สส.พรรค ปชน. จะมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นในการปรับลดงบฯ หรือตัดทอนงบฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีประสิทธิภาพกับการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพกับเม็ดเงินภาษี หรือชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด

แต่ทางรัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และ สส.พรรคประชาชนไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวงบประมาณแต่อย่างใด แม้เราจะชี้แนะในส่วนที่เป็นงบไขมัน รายจ่ายเกินจำเป็น ที่สิ้นเปลือง ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หากทุกท่านติดตามการอภิปรายงบประมาณตลอด 2 วันครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติ เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถลด ละ หรือเลื่อน ปรับเปลี่ยนโครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเก็บงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นในอนาคต และรองรับยามเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณใดๆ ได้ แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระสาม พรรคประชาชนจึงมีมติยืนยันที่จะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยไม่เห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ทั้งฉบับ

มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

จากกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีมติในการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้สร้างความสนใจเเละคำถามมากมายในสังคมถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน การตัดสินใจของพรรคจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้อง มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69?

เหตุผลหลักที่พรรคประชาชนตัดสินใจเช่นนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้อธิบายว่ามาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังขาดความยืดหยุ่นในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังได้เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่าที่ควร

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่พรรคประชาชนโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว อาจต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการกระทำที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและปรับปรุงงบประมาณให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาคัดค้านร่างงบประมาณ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้งบประมาณของประเทศได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

การที่ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อนาคตของงบประมาณปี 2569 และผลกระทบต่อประเทศชาติยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย การตัดสินใจ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

ที่มา – “ไหม” ชี้มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เห็นจุดผิดปกติแต่รัฐบาลไม่แก้

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี ยังของบ?

“ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์” สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณกระทรวงมหาดไทยที่ใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงของบประมาณในการซ่อมแซมและสร้างตึกเก่าเพิ่มเติม

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายณัฐพงศ์ได้อภิปรายขอตัดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยในส่วนของโครงการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลในการของบประมาณในหลายโครงการ

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ที่มีการสร้างอาคารสถานที่ราชการและบ้านพักราชการรวมกันแล้วเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดกลุ่มออกมาได้เป็นสามกลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • กลุ่มแรก โครงการที่ใช้งบประมาณปรับปรุงหรือซ่อมแซมอาคารศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน เช่น ศาลากลาง จ.นราธิวาส ที่มีการตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ลานอเนกประสงค์ 3.5 ล้านบาท ทั้งที่เพิ่งสร้างมาแค่ 3 ปี หรือ ศาลากลาง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอายุเพียง 4 ปี กลับต้องมีการซ่อมแซมหลังคา 1.3 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพการก่อสร้างและการตรวจรับงาน
  • กลุ่มที่สอง โครงการก่อสร้างใหม่ เช่น บ้านพักรองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี ที่มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 7.8 ล้านบาท ทั้งที่มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น ซึ่งต่างจากโครงการส่วนใหญ่ที่มักสร้างใหม่เมื่ออาคารเก่ามีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มที่สาม โครงการตกแต่ง ทาสี และปรับภูมิทัศน์ ซึ่งมีจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักสิบล้านบาท เช่น โครงการปรับภูมิทัศน์ศาลากลาง จ.ลำพูน 18.8 ล้านบาท หรือโครงการปรับภูมิทัศน์เสาธงนครปฐม 2.5 ล้านบาท

ทำไม “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ประเด็นที่นายณัฐพงศ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับอาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากกระทรวงฯ กำลังจะย้ายไปที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ซึ่งใช้งบประมาณถึง 9,000 ล้านบาท และมีการตั้งงบประมาณผูกพันไปถึงปี 2571 แต่ในขณะเดียวกัน อาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทยหลังเดิมก็ยังมีการตั้งงบประมาณสำหรับการปรับปรุงพื้นผิวผนัง ซ่อมแซมห้องน้ำ ฝ้าเชิงชาย และปรับปรุงห้องปฏิบัติงานแถลงข่าว

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงมีการของบประมาณสำหรับอาคารเก่า ซึ่งนายณัฐพงศ์มองว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า เนื่องจากอาคารดังกล่าวจะถูกใช้งานอีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น เขาจึงเสนอให้ปรับลดค่าก่อสร้างอาคารมหาดไทยลง 15% เพื่อประหยัดงบประมาณของประเทศ

การที่ “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบประมาณจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและพิจารณางบประมาณของภาครัฐอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การอภิปรายของนายณัฐพงศ์เป็นการสะท้อนปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นที่แท้จริง การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ณัฐพงศ์” งงมหาดไทย จะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบซ่อม-สร้างตึกเก่าเพิ่ม

Scroll to top