งบประมาณปี 2569

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอเสี่ยงผิดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันอีกครั้ง เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการงบประมาณของ “กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม” ที่ดูเหมือนว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายและอาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเสียเอง

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งศิริกัญญาได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลายปีที่ผ่านมาเราเห็นรูปแบบการขออนุมัติงบในจำนวนหนึ่ง แต่กลับใช้จริงเกินจากงบที่ได้รับอนุญาต จนต้องมีการดึงเงินสำรองหรือของบกลางมาโปะปิดช่องว่างอยู่ตลอด

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการเตรียมดึงเงินกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท ที่เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาวิกฤตพลังงาน จำนวน 18,800 ล้านบาท มาใช้ในโครงการประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่า ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย ในขณะที่สวัสดิการเหล่านี้เป็นภาระรายจ่ายประจำ ไม่ใช่การเยียวยาจากวิกฤตพลังงานอย่างที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

เจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง: วงจรอุบาทว์ที่ต้องแก้ไข

นอกจากปัญหาเรื่องการใช้เงินกู้ผิดประเภทแล้ว สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือประสิทธิภาพของกองทุนฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการคำตอบดังนี้:

  • การประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ขาดหายไป: ทำไมรายงานถึงไม่แสดงผลว่ากองทุนช่วยให้คนพ้นเส้นความยากจนได้จริงกี่คน
  • การลงทะเบียนรอบใหม่ที่ล่าช้า: จากเดิมที่ควรต้องลงทะเบียนทุก 2 ปี แต่ปัจจุบันกลับทิ้งช่วงเวลาไปมากกว่ากำหนด
  • ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินหมื่นล้าน: การแจกเงินสดผู้ถือบัตรฯ ไม่ควรถูกนำไปรวมกับตัวเลขกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความยั่งยืนด้วย

ข้อสังเกตจาก ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐที่ยังติดอยู่ใน “วังวน” เดิมๆ คือการทำงบประมาณไม่ให้ครอบคลุมความต้องการจริง แล้วค่อยมาหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้งบกลางหรือเงินคงคลัง

ในมุมมองของคุณ คิดว่าการนำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้เพื่อสวัสดิการพื้นฐานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องรื้อระบบการตั้งงบประมาณกองทุนประชารัฐให้มีความรัดกุมมากกว่านี้ เพื่อให้ภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจริงๆ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยแผนการชัดเจนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยลดลงจากกระแสข่าวเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลังและตอบสนองข้อกังวลจากทุกภาคส่วน แผนนี้ไม่ใช่แค่เยียวยาชั่วคราว แต่เน้นสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยแบ่งเงินกู้เป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท

ส่วนแรก: เยียวยาผลกระทบโดยตรง

เงินส่วนแรกจะนำไปช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปากท้อง ซึ่งเกิดจาก 5 ระลอกใหญ่ ได้แก่ วิกฤตสงคราม, ราคาพลังงานพุ่ง, ต้นทุนการผลิตสูง, ค่าครองชีพแพง และกำลังซื้อถดถอย มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันที เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพหรือสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

ส่วนที่สอง: เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ส่วนที่สองมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและป้องกันวิกฤตซ้ำรอย เช่น การลงทุนในโซลาร์เซลล์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยมีพลังงานมั่นคงมากขึ้น

เหตุผลที่ต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนเพราะงบประมาณปี 2569 คงเหลือไม่ถึง 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาทที่ต้องสำรองไว้ ส่วนงบปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน ซึ่งอาจช้าเกินไป หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ Stagflation หรือเงินเฟ้อคู่กับเศรษฐกิจถดถอย

วินัยการคลังยังมั่นคง

นายเอกนิติ ยืนยันว่าการกู้ครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด โดยระบบธนาคารมีสภาพคล่องเกิน 1 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ของ GDP ต่ำกว่าเพดาน 70% ที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปคือเสนอ พ.ร.ก. เข้าสภา 14 พฤษภาคมนี้ และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเงิน โดยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มโครงการช่วยเหลือ 1 มิถุนายน

นอกจากนี้ โครงการอย่างคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการอาจขอใช้เงินส่วนนี้ได้ หากผ่านการพิจารณา “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก ถือเป็นมาตรการที่สมดุลระหว่างช่วยเหลือระยะสั้นและลงทุนระยะยาว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามการดำเนินงานให้โปร่งใส และใช้โอกาสนี้ปรับตัว เช่น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70

รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันนโยบายสำคัญที่ประชาชนรอคอย นั่นคือ กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกการเดินทาง โดยยืนยันว่าจะไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้เอกชนเช่ารางรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง นโยบายนี้มาจากการสั่งการของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลงพื้นที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วน

กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70

นโยบาย กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดค่าครองชีพ โดยจะปรับโครงสร้างค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย (บุฟเฟต์) ตามระยะทาง เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกและประหยัดมากขึ้น ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงใช้ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันแล้ว และประสบความสำเร็จ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนไม่ต้องใช้เงินชดเชย ขณะที่แผนใหญ่จะขยายไปทุกเส้นทาง หลังจากดำเนินการ Single Ownership หรือการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียวให้เสร็จสิ้น

ขั้นตอนสำคัญคือการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน 2 ราย โดยเปลี่ยนรูปแบบสัญญาจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost รัฐรับความเสี่ยงรายได้ กำหนดราคาค่าโดยสารเอง และจ้างเอกชนเดินรถซ่อมบำรุง โดยไม่ใช้งบซื้อคืนสัมปทาน ไม่กู้เงิน ไม่กระทบหนี้สาธารณะ แผนจะเสนอบอร์ดนโยบายขนส่งทางราง 30 เม.ย. 2569 แล้วส่งครม. ตั้งบอร์ดลดค่าครองชีพภายใน พ.ค. 2569

รายละเอียดสูตรค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่

  • เดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว: เหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)
  • เดินทางเกิน 10 สถานีต่อเที่ยว: เหมาจ่าย 60 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)
  • หมายเหตุ: หากเดินทางใกล้และค่าโดยสารจริงต่ำกว่า 40 บาท จ่ายตามระยะจริง

สูตรนี้จะปรับขึ้นปีละ 5 บาท เป็นเวลา 6 ปี สูงสุด 90 บาท และเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก.ย. 2569 นอกจากนี้ ยังกำชับให้ค่าโดยสารเหมาะสมกับค่าครองชีพ สะดวก ปลอดภัย ไม่เป็นภาระรัฐ

ไอเดียเอกชนเช่าราง รฟท. นำร่อง ก.ค. 2569

อีกไฮไลต์คือการเปิดสล็อตให้เอกชนเช่าราง รฟท. ลงทุนขบวนรถเอง วิ่งเส้นทางว่าง ไม่กระทบบริการเดิม เพิ่มทางเลือกขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รฟท. จัด Network Statement ภายใน ก.ค. 2569 กำหนดสล็อตว่าง หากผู้สนใจรายเดียวทำสัญญาทันที หากหลายรายคัดเลือกเพื่อความเป็นธรรม นำร่องเส้นทางคู่ใหม่ เช่น สายเหนือ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 322 กม. และสายอีสาน บ้านไผ่-นครพนม 355 กม. ช่วยลดภาระงบรัฐ สอดคล้องแผนฟื้นฟู รฟท.

นอกจากนี้ กรมรางเร่งเบิกจ่ายงบ 2569 ให้ทัน เปิดทางลงทุน PPP-TFF โครงการใหญ่ไม่สะดุด ปรับลดรายจ่ายไม่จำเป็น เร่ง Quick Win เช่น รถไฟทางคู่ สร้าง ICD ลาดกระบัง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงเพื่อนบ้าน พัฒนาสถานีให้เข้ากันชุมชน ใช้พลังงานสะอาด ลด PM2.5 ส่งเสริมดิจิทัล โปร่งใส

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีขร. ย้ำความปลอดภัยและค่าโดยสารเป็นธรรม นโยบายนี้จะยกระดับระบบรางไทยให้ทันสมัย ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์รัฐบาลที่คำนึงถึงประชาชน ลดภาระค่าเดินทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมลงทุนโดยไม่เพิ่มหนี้ หากคุณกำลังวางแผนเดินทางด้วยรถไฟฟ้า อย่าลืมติดตามความคืบหน้า และแสดงความเห็นเพื่อนโยบายสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ที่มา – กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 ยันไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ผุดไอเดียเอกชนเช่ารางรถไฟ

“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60:40 ไม่ถังแตก

สวัสดีครับชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้แย้มรายละเอียดล่าสุดมาแล้ว รัฐบาลจะจ่ายส่วนแบ่ง 60% ส่วนประชาชนจ่ายแค่ 40% ย้ำชัดว่ารัฐไม่ถังแตก มีงบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ พร้อมสนับสนุนเต็มที่!

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร? รายละเอียดเบื้องต้น

นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จากข้อมูลที่นายภราดรเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 อัตราการจ่ายจะเป็น 60:40 นั่นคือ รัฐบาลออกเงิน 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งคล้ายกับโครงการคนละครึ่งรุ่นก่อน แต่คราวนี้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส และอาจปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ส่วนจะจ่ายเป็นก้อนเดียวหรือทยอย 4 เดือนนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ก็ง่ายๆ คืออายุ 18 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เข้าร่วมจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี เช่น ถ้าจะครอบคลุม 20-30 ล้านคน รวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ก็ต้องคำนวณเงินให้พอ

แหล่งเงินมาจากไหน? งบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ

หลายคนกังวลว่ารัฐจะเอาเงินมาจากไหน นายภราดรยืนยันชัดเจนว่า มีแหล่งเงินหลากหลาย เช่น งบกลางปี 2569 และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จะออกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเงินจำนวนมากพอสมควร ไม่ต้องห่วงเรื่องถังแตกแน่นอน!

ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

ในที่ประชุมกรอบงบประมาณปี 2570 เมื่อ 22 เมษายน ก็ไม่ได้พูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่เป็นแผนระยะกลางที่เน้นภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะเป็นคนแจงว่าจะเข้าครม.วันไหน ประชุมครม.เศรษฐกิจ 27 เมษายนนี้ยังไม่มีวาระชัดเจน

ประโยชน์ของไทยช่วยไทยพลัส ต่อประชาชนและร้านค้า

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ: ประชาชนจ่ายน้อยลง รับสิทธิ์ทันที
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: ร้านค้าปลีกรับเงินหมุนเวียนเร็ว
  • ครอบคลุมกว้าง: รวมบัตรคนจนและประชาชนทั่วไป
  • ยั่งยืนด้วยงบจริง: ไม่ใช่กู้เพิ่มแบบเสี่ยง

นโยบายนี้จะช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะ SME และร้านค้าท้องถิ่นที่เดือดร้อนจากโควิด คาดว่าจะเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ดี

สรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่แค่มาแก้เผ็ดชั่วคราว แต่เป็นมาตรการที่รัฐบาลวางแผนมาดี มีงบพร้อม รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

คุณคิดยังไงกับนโยบายนี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจได้สิทธิ์นะ! ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก มีงบกลาง-พ.ร.บ.โอนงบฯ

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อกู้ 5 แสนล้าน

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ หลังจากน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยชี้ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติการคลังหนักหน่วง จนต้องเตรียมขอกู้เงินถึง 5 แสนล้านบาทเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่

ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันที่ 9 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา “ไหม” ได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่โหมด “ข้าวยากหมากแพง” เติบโตต่ำ เงินเฟ้อพุ่งสูง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเกลี่ยงบก่อนกู้เงิน สะท้อนถึงปัญหาการคลังที่ถังแตกจริงๆ แม้ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าจะออกเป็น พ.ร.ก. แต่ “ไหม” เตือนว่าอาจเสียมากกว่าได้ เพราะงบถูกใช้ไปเกิน 60% แล้ว และรัฐธรรมนูญมาตรา 11 กำหนดให้เป็น พ.ร.บ.เท่านั้น อย่าข้ามหัวสภา

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้เพราะงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินถูกใช้เกือบหมดใน 4 เดือนแรก ทำให้ต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท “ไหม” ถามว่าจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายคืน? เกรงว่ารัฐจะเก็บภาษีเพิ่ม เช่น ภาษีออกนอกประเทศ ภาษีน้ำมัน หรือ VAT สูงขึ้น สร้างภาระให้ประชาชนหนักกว่าเดิม

สว. ขู่รัฐบาล ถ้าเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ เจอดีแน่

ด้านวุฒิสมาชิก (สว.) ก็ไม่ยอม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายขู่รัฐบาลว่าทำไมคำแถลงนโยบายไม่เอ่ยถึงการแก้รัฐธรรมนูญ หลังประชามติ 21 ล้านเสียงเรียกร้อง หากเบี้ยวจะเจอดีแน่ ต้องทำด่วนภายในสมัยนี้ อย่าเกินปี 2569

นายนรเศษฐ์ ปรัชญากร สว. เสริมว่ารัฐบาลจงใจไม่พูดเรื่องแก้ รธน. แสดงจุดยืนไม่ฟังประชาชน รักษาโครงสร้างอำนาจเก่า ถือเป็นการทำลายความชอบธรรมตั้งแต่วันแรก ขอให้ นายกฯ ตอบชัด จะเคารพ 21 ล้านเสียง หรือรักษาอำนาจตัวเอง?

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย ทั้งเศรษฐกิจถดถอยและการเมืองติดขัด การกู้ 5 แสนล้านอาจช่วยระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้าง เช่น แก้ รธน. ให้เป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาจะยิ่งบานปลาย

  • เศรษฐกิจเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูง
  • งบกลางหมดเกลี้ยง ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาล
  • สว. กดดันแก้ รธน. ตามเจตจำนง 21 ล้านเสียง
  • เสี่ยงเก็บภาษีเพิ่ม กระทบประชาชน

ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้อาจกระทบกระเป๋าตังค์โดยตรง ในมุมมองผู้เขียน รัฐบาลต้องโปร่งใสและรับฟังเสียงประชาชนมากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันนะ!

ที่มา – “ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน? โฆษกภูมิใจไทยไม่แมน

“มนพร เจริญศรี” ฟาดกลับ โฆษกภูมิใจไทย ใครกันแน่ที่บิดเบือน ยันปราศรัยข้อเท็จจริงยืนยันต่อประชาชน เรื่องเงินดิจิทัลถูกพับ ซัดไม่แมนเอาไปร้องเรียน ฝากถาม กกต.ผิดสัญญาว่าจะให้ หรือไม่ ปม “อนุทิน” แถลงขอใช้หนี้ประชาชน 2,400 บาท

วันที่ 3 มกราคม 2569 นางมนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้ข่าวกล่าวหาว่า ตนปราศรัยบิดเบือนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปมเงินดิจิทัลวอลเล็ตถูกพับ ถามคืนใครกันแน่ที่บิดเบือน แทนที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำไมรัฐบาลอนุทิน ไม่สานต่อดิจิทัลวอลเล็ต กลายมาเป็นคนละครึ่ง แต่กลัวเสียเครดิตทางการเมือง ทำงานการเมืองไม่แมน

ขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องประชาชนอย่างนี้ว่า ในเวทีของการปราศรัยทุก ๆ เวที ฉันเองได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า นโยบายที่เราชูกับพี่น้องประชาชนเราทำอะไรไปบ้าง อย่างเช่น นโยบายในเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ เกิดประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนถามว่า เดิมทีนโยบายที่เราผลักดันไปถึงพี่น้องประชาชนคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะให้ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่ทำไมการที่เราแจกไป 2 เฟส นั้นถึงเด็กถึงไม่ได้ แล้วประชาชนที่เหลือถึงไม่ได้ ดิฉันได้นำเรียนพี่น้องประชาชนว่า จริง ๆ แล้วการที่เราไปเป็นรัฐบาล เราจะต้องบริหารเงินงบประมาณ ไม่ใช่เพียงแค่ดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว ยังมีความจำเป็นทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เราจึงต้องจัดสรรแล้วจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเฟส โดยเฟสแรกเราจ่ายให้ผู้ที่ถือบัตรประชาชน บัตรคนจน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ในสองเฟสแรก แล้วเฟสต่อไปเราคิดว่าในขณะที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากท่านนายกฯ เศรษฐา มาเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เราได้มีการพิจารณาว่าในงบประมาณปี 2568 – 2569 มีความจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง

เราจะได้จัดสรรงบประมาณมาให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนที่ยังไม่ได้ แต่ในช่วงรอยต่อที่ท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน แต่ยังมีงบประมาณ เรียกว่างบกลางเหลืออยู่ เราเข้าใจว่าในงบประมาณ ปลายปี 2568 เราจะได้มีโอกาสได้จัดสรรเงินดิจิทัลวอลเล็ตไปส่วนที่เหลือให้กับพี่น้องประชาชนบางกลุ่ม ฉันก็ได้ชี้แจงไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือน ไม่ได้ใส่ร้าย สิ่งที่ดิฉันได้พูดคือเป็นความจริงจากแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าในช่วงของการพิจารณางบประมาณในช่วงของการพิจารณางบประมาณในปี 68 คณะรัฐมนตรีเอง ยังบอกว่ามีงบกลางที่เหลืออยู่ แล้วก็จะดูความจำเป็นว่าเราจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ต่อหรือไม่ นี่คือขั้นตอนของงบประมาณ การจะทำพิจารณางบประมาณจำเป็นเดือดร้อน ทุก ๆ ครั้ง คณะรัฐมนตรี จะขอนายกรัฐมนตรีของบกลาง เราจะใช้งบกลาง

โดยงบกลางต้องผ่านมติ ครม. คณะรัฐมนตรีตอนนั้นต้องเห็นชอบหมดทุกพรรคที่เข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี และตอนที่ฉันเองอยู่ร่วมรัฐบาล ฉันเห็นทางพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ยกมือแล้วไม่มีใครคัดค้านในที่ประชุม ครม. แต่เมื่อวันหนึ่งที่ฉันออกมาหลังจากยุบสภา พี่น้องประชาชนถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนบางส่วนถึงไม่ได้ ฉันได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่างบประมาณปี 2569 เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เอาเงินงบประมาณที่ผ่านพิจารณา มาทำเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นอำนาจรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี สามารถทำได้ ทั้งหมดคือความจริง แล้วทางโฆษกพรรคภูมิใจไทย ควรจะได้ชี้แจงต่อประชาชนด้วยซ้ำว่าทำไมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ท่านถึงไม่ทำต่อ ทำไมไม่ทำต่อเพราะอะไร แต่ขณะเดียวกันท่านควรจะขยายความต่อว่าการไม่ทำต่อนั้น เป็นเพราะอะไร แล้วท่านถึงมาเปลี่ยนเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการคนละครึ่งพลัสบ้าง เช่นเดียวกันคนละครึ่งพลัส ท่านเองก็ไม่สามารถอนุมัติให้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ท่านยังมีจำนวนคงเหลือพี่น้องประชาชนตกค้างอีกหลายล้านคนที่ยังไม่สามารถได้โครงการคนละครึ่งพลัส

“แถมท่านนายกฯ อนุทิน ยังมาแถลงกับพี่น้องประชาชนว่าท่านกลับมาเป็นนายกฯ จะได้ใช้หนี้ ติดค้างประชาชนไว้อีก 2,400 บาทนั้น นี่จะไม่ใช่เป็นการที่สัญญาว่าจะให้เหรอคะ ฝากถาม กกต.”

นางมนพร กล่าวอีกว่า ดิฉันเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน มีโอกาสได้ชี้แจงว่าเงินตรงนี้เราไปทำอะไรบ้าง และเงินตรงนี้รัฐบาล เอาไปทำอะไรบ้าง ท่านควรจะใช้เวทีตรงนี้ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน แล้วทำความเข้าใจ โดยการที่จะเอาคำปราศรัยของดิฉันไปยื่นร้องต่อ กกต. ฉันคิดว่ามันไม่แมน เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ดิฉันมองว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปราศรัยแล้วก็ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการใช้จ่ายงบประมาณ มันคือเรื่องจริงทั้งหมด แต่หันกลับไปดูว่าท่านในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่

“มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน?

จากกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาตอบโต้โฆษกพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นางมนพรยืนยันว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงและเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบถึงเหตุผลที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่วางแผนไว้แต่แรก นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่โฆษกพรรคภูมิใจไทยนำคำปราศรัยของเธอไปร้องเรียนต่อ กกต. โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่แมน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสื่อสารข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นางมนพรพยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ การที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้รับการสานต่อและเปลี่ยนไปเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และนางมนพรต้องการให้โฆษกพรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้

การออกมาตอบโต้ของนางมนพรไม่ได้เป็นเพียงแค่การปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การที่นักการเมืองออกมาให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอาจทำให้ประชาชนสับสน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายสามารถนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการกล่าวหากันไปมา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่นักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการของความจริงและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การออกมาตอบโต้ของ “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ หวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ที่มา – “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 พ.ย. นี้

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2568 ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ล่าสุด นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในปี 2568 ซึ่งเป็นปีงบประมาณ 2569 โดยที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติเรื่องดังกล่าวไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ แต่การโอนเงินไปยังประชาชนที่ประสบภัยพิบัติยังมีความล่าช้า โดยเพิ่งดำเนินการไปได้เพียง 11% เท่านั้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีต้องเร่งติดตามและกำชับให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68

ความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ เนื่องจากหลายครัวเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตร การได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วจะช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่และฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปได้

ความสำคัญของการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลตระหนักดีว่าการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยายังเป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบราชการ ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ

เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและทั่วถึง กระทรวงมหาดไทยควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการจ่ายเงินและติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น การสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสจะช่วยลดความกังวลและความไม่พอใจของประชาชน และทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ รัฐบาลควรมีการวางแผนและดำเนินการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต เช่น การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างครบวงจร รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนควรทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความท้าทายจากภัยพิบัติ

หวังว่าการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้เสร็จใน พ.ย. หลังโอนได้เพียง 11%

ครม.อนุมัติงบ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

มติ ครม. เห็นชอบจัดสรรงบประมาณ 455,962,200 บาท ค่าใช้จ่ายการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 คาดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,200 ล้าน

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) วงเงินงบประมาณ 455,962,200 บาท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอประกอบด้วย

1. ค่าใช้จ่ายสาขาพิธีเปิด-ปิดการแข่งขัน และไฟพระฤกษ์ จำนวน 166,282,000 บาท รายละเอียด ดังนี้

  • 1.1 จ้างจัดงานพิธีเปิด-พิธีปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) จำนวน 147,953,000 บาท
  • 1.2 จ้างจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (ค.ศ. 2025) และการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 (ค.ศ. 2025) จำนวน 14,683,500 บาท
  • 1.3 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสำรวจ/เข้าร่วมพิธีเปิด-ปิด/เข้าร่วมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์/งานพิธีไฟพระฤกษ์ของคณะกรรมการสาขา/คณะทำงาน/เจ้าหน้าที่ จำนวน 3,645,500 บาท

2. ค่าใช้จ่ายสาขาการประชาสัมพันธ์ การดำเนินการศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณ (IBC) จำนวน 30,000,000 บาท

3. ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างดำเนินการจัดหาที่พัก อาหาร ขนส่ง และค่าซักรีด ของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากต่างประเทศ จำนวน 259,680,200 บาท

โดยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดำเนินการจัดหารายได้จากการแข่งขัน ตลอดจนการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดภาระต่องบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณากำหนดกลไกในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวมถึงสถานการณ์หรือผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความปลอดภัยในการจัดการแข่งขันด้วย และเพื่อให้การจัดการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ เกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะเดียวกัน เห็นควรให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผน แนวทาง กลยุทธ์ และเป้าหมายในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ขอให้การกีฬาแห่งประเทศไทยรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการจัดงานในครั้งนี้ให้สำนักงบประมาณทราบด้วย

ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมีดังนี้

(1) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมอาเซียน ผ่านการถ่ายทอดสดการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนนานาชาติ ให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเกิดการหมุนเวียนในระบบ

(2) แสดงความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงในฐานะเป็นประเทศที่มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดกิจกรรมกีฬาและการแข่งขันกีฬาทุกระดับเพิ่มขึ้น

(3) สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาไทยและเยาวชนที่รักการออกกำลังกายและแข่งขันกีฬา มีความมุ่งมั่นใฝ่ฝันที่จะก้าวมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย สร้างแรงกระตุ้นในการมีส่วนร่วมและความภูมิใจของประชาชนชาวไทยในการที่ประเทศไทยได้เป็นประเทศเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)

(4) ประเทศไทยและนักกีฬาประสบความสำเร็จเป็นเจ้าเหรียญทอง โดยมีเป้าหมายเหรียญรางวัลในการแข่งขัน ได้แก่ กีฬาซีเกมส์ 252 เหรียญทอง และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 233 เหรียญทอง

(5) ประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวน 5,285,000,000 บาท

ครม.อนุมัติงบ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

การที่ ครม. อนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในปี 2568 นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมกีฬาและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

ทำไมต้องเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการจัดการ การท่องเที่ยว และการกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเป็นเจ้าภาพ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 มาร่วมเป็นกำลังใจให้นักกีฬาไทยและร่วมสร้างความประทับใจให้กับนักกีฬาและผู้เข้าร่วมจากทั่วอาเซียนกันนะครับ!

จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก

ที่มา – ครม. ไฟเขียวงบฯ เฉียด 456 ล้าน เป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

Scroll to top