งบประมาณปี 2569

สส.ณัฐพล จี้ถาม แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปพลิเคชัน (แอปฯ) ด้านการท่องเที่ยวที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แอปฯ เก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ ใหม่อีก

สส.ณัฐพล จี้ถาม: แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเน้นไปที่กรมการท่องเที่ยวที่ขออนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่อีก 2 แอปฯ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่แอปฯ เก่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

รายละเอียดแอปฯ ที่เป็นประเด็น

แอปฯ แรกที่ของบประมาณในปีนี้คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมายังประเทศไทย (Muslim Friendly) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนแอปฯ ที่สองเป็นแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ด้วยงบประมาณกว่า 32 ล้านบาท

สส.ณัฐพล กล่าวว่า แม้การใช้แอปฯ เพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความซ้ำซ้อน โดยย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2567 กรมการท่องเที่ยวเคยของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ Tourism Wallet และแอปฯ Intelligence Travel Guide มาแล้ว ซึ่งจากการชี้แจงของกรมการท่องเที่ยวต่อคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่าแอปฯ ตัวแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแอปฯ ตัวที่สองในโครงการระยะที่ 1 ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีการของบประมาณสำหรับระยะที่ 2 อีกกว่า 50 ล้านบาท

“ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวยังทำแอปฯ เดิมไม่เสร็จ วันนี้กลับมาของบทำแอปฯ ใหม่อีกสองอัน ถ้าเราผ่านงบวันนี้ไป เท่ากับกรมการท่องเที่ยวกำลังทำแอปฯ อยู่ในมือ 4 แอปฯ ราคา 135 ล้านบาท ซึ่งจะเสร็จหรือเปล่า จะได้ใช้เมื่อไร แม้แต่ตัวหน่วยงานเองยังตอบไม่ได้” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลได้สรุปเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ต้องตัดงบประมาณส่วนนี้ ได้แก่:

  • ทุกแอปฯ ที่ระบุในคำของบประมาณ มีตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่การสร้างแอปฯ ขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ได้มีการวัดผลถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งหากคิดเพียงแค่นี้ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่หน่วยงานราชการต่างๆ มีแอปพลิเคชันรวมกันกว่า 400 แอปฯ โดยที่หลายแอปฯ ไม่มีการใช้งาน
  • จากการวัดผลคะแนนรีวิว พบว่าแอปฯ ด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยหน่วยงานราชการนั้น มีคุณภาพสู้แอปฯ ของภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งของไทยและต่างชาติ
  • มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ต่างก็พัฒนาแอปฯ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกัน
  • เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการเดิมยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นายณัฐพลจึงยืนยันที่จะขอปรับลดงบประมาณสำหรับแอปฯ ใหม่ทั้ง 2 แอปฯ

การที่ สส.ณัฐพล ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปฯ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด การพัฒนาแอปฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แอปฯ เหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เราต้องจับตาดูว่ากรมการท่องเที่ยวจะสามารถตอบคำถามของ สส.ณัฐพล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “สส.ณัฐพล” จี้กรมการท่องเที่ยวตอบ แอปฯ เก่าไม่เสร็จ ของบฯ ทำแอปฯ ใหม่จะเสร็จเมื่อไหร่

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงจริง!

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” ชี้กรมการปกครองของบซื้อบัตรประชาชนแพงเกินจริง จี้ปรับลดงบในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าต้องซื้อเผื่อไว้ กลัวต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ดูราคาย้อนหลัง 3-4 ปีก็ไม่ได้แพงขึ้น

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 – 3 ในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายถึงเรื่องบัตรประชาชนว่า โดยปกติจะประกอบด้วยบัตรสีฟ้าที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.74 บาท และวัสดุต้นทุนอยู่ที่ 19.67 บาท เฉลี่ยรวม 36.41 บาทต่อบัตร ซึ่งคำของบประมาณที่ขอมาจากกรมการปกครองนั้น ค่าเฉลี่ย งบประมาณการซื้อบัตรประชาชนและการซื้อวัสดุเคลือบทั้งปี 68 และ 69 เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวน ประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้สต๊อกไม่ขาด และไม่มีปัญหาในแต่ละปี โดยปัญหาเมื่อเปรียบเทียบดูย้อนหลังแล้ว จะพบว่าในปี 66 และปี 67 ซื้อได้ในราคา 13 – 14 บาทต่อบัตร

ส่วนในปี 68 มีการซื้อบัตรประชาชนไป 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นการซื้ออย่างเร่งด่วนด้วยวิธีการคัดเลือกซึ่งซื้อในราคา 18.50 บาทต่อบัตร ส่วนล็อตที่สองซื้อได้ในราคา 15.55 บาทต่อบัตร ไม่ได้เป็นไปตามคำขอ เมื่อข้อมูลปรากฏเช่นนี้ ตนเองได้พูดคุยกับกรมการปกครองในชั้นกรรมาธิการว่าหากซื้อจริงไม่ถึงจำนวนนี้ ขอปรับลดยอดที่ขอมาได้หรือไม่ ให้ใกล้เคียงกับยอดที่มีการจัดซื้อจริง

ทั้งนี้ ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีใน 8 ล็อตของการซื้อบัตรประชาชนจะอยู่ที่ 16.74 บาทต่อบัตรโดยกรมการปกครองก็ทราบ แต่ยังยืนยันที่จะขอซื้อบัตรประชาชนในใบละ 19.581 บาทเท่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าต้องเผื่อไว้เผื่อต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง แต่หากดูย้อนหลัง 3 – 4 ปีต้นทุนไม่ได้แพงขึ้น

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า กรมการปกครองของบซื้อซื้อบัตรประชาชนเกินจริง ถ้า e-bidding ไม่มีปัญหาคงซื้อได้ถูกกว่านี้ ถ้ายอมปรับลดตามจริงจะเหลือเงินปีละ 30 – 40 ล้านบาท และมองว่าถ้าทำได้จริง ราคาก็จะไม่ถึงเท่าตามที่ขอมา จึงขอฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าให้ติดตามการปรับกรอบเพดานงบประมาณลงมาของบัตรประชาชน ให้เป็นไปตามที่ซื้อจริง และอาจจะนำเงินส่วนต่างไปใส่ในแผนงานอื่นของกระทรวงมหาดไทยที่จำเป็นกว่านี้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคงกรอบเงินเดิมไว้

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

ประเด็นที่ สส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจึงควรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องของบซื้อบัตรประชาชนแพงกว่าราคาจริง?

การที่กรมการปกครองยังคงยืนยันที่จะของบประมาณซื้อบัตรประชาชนในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แม้ว่าราคาย้อนหลังจะไม่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้ การที่ สส.ณัฐพล เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ และนำเงินส่วนต่างไปใช้ในแผนงานอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชนและผู้แทนราษฎร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่ สส.ณัฐพล กล้าที่จะออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในการซื้อบัตรประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้แทนราษฎรในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

Scroll to top