งบประมาณ 2569 วาระ 2 3

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับความตั้งใจของวุฒิสภา (สว.) ที่จะคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นเพียง “มโน” ของผู้ที่ปล่อยข่าวเท่านั้น

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้แถลงข่าวยืนยันว่า วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในวันที่ 1-2 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยจะเน้นการพิจารณาใน 4 ประเด็นหลักที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ

4 ภัยคุกคามหลักที่ สว. จะพิจารณาในการพิจารณางบรายจ่ายปี 69

  • ภัยเศรษฐกิจ: ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงรายได้ของประชาชนที่ลดลง
  • ภัยความมั่นคง: ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ภัยธรรมชาติ: ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
  • ภัยสังคม: ปัญหายาเสพติด พนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ อย่างเร่งด่วนภายใน 20 วันตามที่กำหนด และยืนยันว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ของ สว. แต่ละคน และไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ทั้งสิ้น

“คนที่กล่าวหา สว. เรื่องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ภาษาชาวบ้านคือ มโนสำคัญกว่าข้อเท็จจริง” นายพิสิษฐ์กล่าว “ขอยืนยันว่า สว. ไม่เคยมีการหารือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 แต่อย่างใด”

การแถลงข่าวของนายพิสิษฐ์ มีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ประเด็นที่ สว. จะให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณ คือการที่งบประมาณดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หาก สว. พิจารณาแล้วเห็นว่างบประมาณที่เสนอมานั้นไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการบริหารประเทศ เนื่องจากเป็นแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในรอบปีงบประมาณถัดไป การที่วุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ของ สว.พิสิษฐ์ จึงเป็นการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณในปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัดให้หยุดมโนวุฒิสภาจ้องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ยันไม่เคยหารือกัน

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

รทสช. ขอบคุณสภาฯ โหวตผ่านงบประมาณ 2569

“ธนกร” ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบประมาณ 2569 แนะทุกกระทรวงรับข้อท้วงติงฝ่ายค้าน พร้อมคุมเข้มการใช้จ่ายป้องกันการโกง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมบอกว่า แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น แต่การผ่านงบประมาณครั้งนี้จะช่วยให้กลไกการบริหารราชการแผ่นดินไม่หยุดชะงัก และขอให้ทุกกระทรวงรับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายค้านไปปรับปรุง และกำชับให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริต

นอกจากนี้ ยังฝากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนให้ได้มากที่สุด

รทสช. ขอบคุณสภาฯ ที่โหวตให้งบประมาณ 2569 ผ่าน

จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกสภาฯ ที่ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ความสำคัญของงบประมาณ 2569

นายธนกรเน้นย้ำว่า งบประมาณ 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่สภาฯ ให้ความเห็นชอบงบประมาณดังกล่าว จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายและโครงการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต
  • การพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุข: เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • การส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม: เพื่อสร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชนในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การผ่านงบประมาณ 2569 ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะจากพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายธนกรได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล โดยขอให้รับฟังข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้านอย่างจริงจัง เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและโปร่งใส

“รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเพื่อให้งบประมาณ 2569 นี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายธนกรกล่าว

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ พรรครวมไทยสร้างชาติขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนชาวไทย

การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – รทสช. ขอบคุณสภาฯ ที่โหวตให้งบประมาณ 2569 ผ่าน แนะรัฐต้องใช้คุ้มค่า โปร่งใส

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่มสัมมนา เสี่ยงกินหัวคิว

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” สส.อยุธยา ชำแหรกร่างงบประมาณ 2569 ชี้ งบประมาณ“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง กลับมีงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทุ่มไปกับโครงการอบรมสัมมนา ที่เสี่ยงกลายเป็น งบสำหรับ “กินหัวคิว”

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายในมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ว่าหลายคนอาจสงสัยหรืออาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ ประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณเพื่อ “การต่อต้านทุจริต” ในชื่อว่า แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณและยังมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เข้ามาเสนอของบประมาณกับแผนบูรณาการนี้

แต่ทำไมเรายังคงเห็นข่าวทุจริตอยู่ทุกวัน จากทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ คำตอบนั้นคือ เพราะแผนการใช้งบประมาณที่ เป้าไม่ถึง เป้าไม่ตรง และเป้าดีมีไม่พอ

นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าไม่ถึง คือ เป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ แผนบูรณาการต้านทุจริตนี้ได้ตั้งเอาไว้ โดยตั้ง corruption perception index หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต เรียกง่ายๆ ว่า CPI ซึ่งเป็นดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ทั่วโลกยอมรับกัน

แต่ ป.ป.ช. ตั้งเป้าหมายไว้สูงตลอดแต่ไม่เคยทำให้ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนั้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย อย่างปีล่าสุดที่มีการประเมิน ปี 2567 ตั้งเป้าหมาย ไว้ว่าต้องได้อันดับหนึ่งใน 51 แต่สุดท้ายกลับรั้งอันดับ 107 และหวังจะได้คะแนน 53 คะแนน แต่ทำได้จริงแค่ 34 คะแนน และหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยตลอด

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอย่างคือ ป.ป.ช. ยังใช้ตัวชี้วัดของไทยเราเองอย่าง การประเมิน ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แต่ที่น่าสนใจคือ มีค่าเฉลี่ยดีขึ้นทุกปี สวนทางกันกับการประเมินที่ต่างประเทศยอมรับ และนั่นเป็นเพราะเป้าไม่ตรง ที่เป้าหมายของเราไม่ตรงกับการแก้ปัญหาทุจริตที่ควรจะเป็น เพราะในรายละเอียด งบในแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ นั้น มีทั้งหมดกว่า 961 ล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการอบรมสัมมนา กว่า 52% หรือกว่า 500 ล้านบาท และยังเป็นงบที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวอย่างน่าสนใจ คือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน อบจ. เทศบาล อบต. ต่างๆ แต่งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการการต้านทุจริตฯ กลับมีแต่ “งบอบรมสัมมนาล้วนๆ” กว่า 26 ล้านบาท แค่ค่าอาหารในโครงการอบรมสัมมนา ก็มีมากกว่า 9 ล้านบาท ค่าที่พักอีก 7.5 ล้านบาท

คำถามคือ การอบรมแบบนี้จะช่วยให้ กรณีอย่าง “เสาไฟกินรี” หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่นหรือไม่

นายทวิวงศ์ จึงกล่าวว่า ตนเองขอเสนอ ให้ควรจัดทำเป็น “งบอุดหนุน” ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ทำ “ระบบถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น” เพื่อเปิดเผยข้อมูลในสภาท้องถิ่นว่า นำภาษีของประชาชนไปใช้อะไรบ้าง และยังส่งผลให้ท้องถิ่นไม่ต้องกังวลว่า งบประมาณการเปิดถ่ายทอดสด จะเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่นเอง

ส่วนประเด็นต้องสงสัยมากที่สุด คือ “งบอบรมสัมมนา” ที่เสี่ยงมาก ที่จะเป็น “งบกินหัวคิว” แต่กลับมี งบอบรมกว่า 500 ล้านบาท อยู่ใน งบแผนบูรณาการฯ ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ไม่ใช่ว่างบอบรมปลูกฝังจิตสำนึกไม่ควรมี แต่ถ้ามันมากเกินจน อาจส่งผลให้เป้าที่ดีมีไม่พอ

เพราะเป้าหมายที่ดี ที่ควรจะมี คือ ระบบเปิดเผยข้อมูล และงบทำระบบตรวจสอบ จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องขอเสนอ ปรับลดงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ในส่วนที่เป็นงบฯ อบรมสัมมนา ออกจาก งบประมาณแผนบูรณาการต้านทุจริต

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง

ทำไมงบประมาณต้านโกงถึงกลายเป็นประเด็น “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง

การที่ สส.ทวิวงศ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณต้านโกงนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงจุด และอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง การจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับการอบรมสัมมนา ในขณะที่ระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสได้

การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของการต่อต้านการทุจริต จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นไปอย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นอกจากนี้ การลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล จะช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่ม 500 ล้าน ไปกับโครงการสัมมนา ที่เสี่ยงเป็นงบกินหัวคิว

สภาฯ โหวตผ่าน! ร่างงบประมาณ 2569 ฉลุย

ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 257 เสียง และไม่เห็นด้วย 230 เสียง รองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม หลังจากที่ประชุมได้พิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 ครบทั้ง 41 มาตรา และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและข้างน้อยได้ชี้แจงเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วันตามที่ได้ตกลงกันไว้

ต่อมาในเวลา 22.49 น. นายไชยาได้เรียกที่ประชุมเพื่อแสดงตนและลงมติในวาระที่ 3 โดยถามที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หรือไม่ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่มีผู้ใดไม่ลงคะแนน

นอกจากนี้ นายไชยาได้สอบถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วย 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 29 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง และไม่ลงคะแนน 17 เสียง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ

รัฐบาลขอขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยต่างๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา และจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณมากที่สุด รัฐบาลขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้เสียสละเวลาร่วมมือกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ และรัฐบาลจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ร่างงบประมาณ 2569 ที่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและความมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

การอนุมัติ ร่างงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างไร?

การอนุมัติร่างงบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของชาติ การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

การที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารประเทศ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

จากนั้น นายไชยาได้สั่งปิดประชุมในเวลา 22.57 น.

การผลักดัน ร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่สำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการที่จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และต้องติดตามกันต่อไปว่างบประมาณที่ได้รับการอนุมัติไปนั้น จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติได้จริงหรือไม่

ที่มา – ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

พริษฐ์ขอลดงบ บยส. หวั่นกระทบอิสระศาล

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส. พรรคก้าวไกล อภิปรายขอหั่นงบประมาณหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรมกว่า 16 ล้านบาท ชี้อาจสร้างระบบอุปถัมภ์และกระทบความเป็นอิสระของศาล

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.)

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างระบบอุปถัมภ์ เพราะมักมีผู้เข้าร่วมจากองค์กรที่ควรตรวจสอบกันเอง หรือองค์กรที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กันได้ หนึ่งในหลักสูตรที่ถูกวิจารณ์คือหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรม ซึ่งปีนี้ขอรับงบประมาณถึง 16 ล้านบาท

พริษฐ์ ขอลดงบหลักสูตร บยส.

เขากล่าวว่าสถาบันตุลาการควรทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง เป็นอิสระ และปราศจากอคติ การที่ผู้พิพากษาพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก อาจเกิดความเสี่ยงหากบุคคลเหล่านั้นกลายเป็นคู่ความในคดีที่ผู้พิพากษาเป็นผู้พิจารณา

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังเน้นย้ำว่า สถาบันตุลาการต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ในสายตาสังคม ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมด้วยหรือไม่ หากหลักสูตร บยส. กระทบต่อภาพลักษณ์นี้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“หากประโยชน์ที่ได้รับจากหลักสูตรเหล่านี้วัดผลได้ยากหรือไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระและภาพลักษณ์ของความเป็นอิสระของผู้พิพากษา การเดินหน้าหลักสูตรเช่นนี้อาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย” นายพริษฐ์กล่าว

ความกังวลจากภายในศาลยุติธรรมต่อหลักสูตร บยส.

นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้ถูกตั้งคำถามจากคนนอกเท่านั้น แต่ผู้พิพากษาบางส่วนก็กังวลเช่นกัน โดยเมื่อเดือนมกราคม 2568 มีผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 ท่านเรียกร้องให้ยกเลิกหลักสูตร บยส. และไม่อนุญาตให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรอื่นที่คล้ายกัน นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นผู้พิพากษาจำนวน 1,455 คน พบว่า 87% เห็นว่าหลักสูตร บยส. กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษา และ 82% เห็นว่าสมควรยกเลิกหลักสูตร

เขาเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ โดยอาจตัดลดงบประมาณทั้งหมด 16 ล้านบาท หรือปรับลดบางส่วนเพื่อปรับรูปแบบหลักสูตรให้ใช้งบประมาณน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เช่น ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์มากขึ้น หรือเปลี่ยนจากการรับผู้เข้าเรียนเป็นรุ่นมาเป็นการจัดกิจกรรมตามหัวข้อ

นอกจากนี้ อาจพิจารณาปรับองค์ประกอบของผู้เรียน โดยแยกกิจกรรมระหว่างผู้พิพากษาและบุคคลภายนอก หรือเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ เช่น เผยแพร่คลิปการสอน หรือจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เคยเรียนร่วมกัน

เขากล่าวว่าเข้าใจดีว่ามีอีกหลายหลักสูตรของหน่วยงานอื่นที่มีปัญหาคล้ายกัน แต่เมื่อหลักสูตร บยส. เป็นหลักสูตรที่เคยหารือกับผู้บริหารหลักสูตรโดยตรง และมีการเรียกร้องจากภายในองค์กรให้มีการยกเลิกหรือทบทวนอย่างชัดเจน

“ตนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากศาลยุติธรรมจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย โดยการยกเลิกหรือทบทวนหลักสูตรดังกล่าว ตนเชื่อว่าความกล้าหาญของผู้บริหารศาลยุติธรรมนั้นจะได้รับความชื่นชมจากหลายภาคส่วนในสังคม และจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหารของหน่วยงานอื่นที่มีการจัดหลักสูตรในลักษณะคล้ายๆ กัน เดินตามความกล้าหาญของศาลยุติธรรมเช่นกัน” นายพริษฐ์กล่าว

การอภิปรายของนายพริษฐ์ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของภาครัฐและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ การพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – “พริษฐ์” ขอลดงบหลักสูตร บยส. หวั่นสร้างระบบอุปถัมภ์ กระทบความเป็นอิสระศาล

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

Scroll to top