งบประมาณ

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ว่าอาจมีความไม่เป็นธรรม ล่าสุด นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยระบุว่า รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังตัวเลขโครงการน้ำบาดาล

จากการชี้แจง พบว่าโครงการทั้งหมด 858 แห่งนั้นเป็นโครงการชุดเดิมและพิกัดเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อนำมาวางเทียบกับแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่หลังปี 2566 ตัวเลขการกระจุกตัวของโครงการจึงเปลี่ยนไปตามผู้ชนะในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การจัดสรรใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ:

  • พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรม ก็ได้รับโครงการไปถึง 142 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.6 ของทั้งหมด
  • ค่าเฉลี่ยของจำนวนโครงการต่อ สส. 1 คน ของฝ่ายค้านบางพรรคสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลเสียอีก
  • พื้นที่ของพรรคประชาชน กลับได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการสูงที่สุดที่ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง

ด้วยเหตุนี้ รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย โดยยืนยันว่าวงเงินงบประมาณที่แตกต่างกันในแต่ละแห่งนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ความลึกของบ่อ และระยะทางในการเดินระบบท่อส่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยทางเทคนิคล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งเค้กทางการเมืองแต่อย่างใด

หากเราลองพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจะเห็นได้ว่า พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ปัจจุบันกลับมีจำนวนโครงการในเขตพื้นที่ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ย้อนแย้งกับข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรรงบให้พวกพ้อง นอกจากนี้ ในฐานะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากน้ำสะอาด การได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทางรัฐบาลถือเป็นเรื่องดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากกระแสข่าวที่อาจยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

รัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบในทุกขั้นตอน ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่รอบด้านและเป็นธรรมในการพิจารณา เพื่อให้โครงการน้ำบาดาลเหล่านี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

สถานการณ์ความวุ่นวายบริเวณชายแดนสเปนและโมร็อกโกกลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก เมื่อผู้อพยพกว่า 50,000 คนพยายามทะลักเข้าสู่เมืองเซวตา ส่งผลให้อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโกอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่สั่นคลอนความมั่นคงในภูมิภาคยุโรป

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก คือทางออกจริงหรือ?

เหตุการณ์ที่ผู้อพยพแห่กันว่ายน้ำอ้อมรั้วกั้นชายแดนไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนก แต่ยังเผยให้เห็นช่องโหว่ของนโยบายผู้อพยพชุดปัจจุบัน การที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอมาตรการช่วยเหลือโมร็อกโกถือเป็นก้าวสำคัญ โดยเน้นไปที่:

  • การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างรั้วกั้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การติดตั้งเทคโนโลยีตรวจจับขั้นสูงและระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างเป็นธรรม

บทบาทของโมร็อกโกกับการเมืองระหว่างประเทศ

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การที่ อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก เป็นดาบสองคม แม้จะช่วยลดจำนวนผู้อพยพได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว โมร็อกโกอาจใช้ประเด็นการควบคุมชายแดนนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของ “สนธิสัญญาย้ายถิ่นฐานใหม่ของ EU” หากข้อตกลงนี้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้จริง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในผู้นำยุโรป และเพิ่มคะแนนนิยมให้กับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดที่มักใช้ประเด็นผู้อพยพเป็นนโยบายหาเสียงหลัก

ในมุมมองของผม วิกฤตนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการอพยพไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้เงินแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องหันมาพูดคุยถึงรากเหง้าของปัญหาและสร้างความมั่นคงร่วมกันอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการที่ยุโรปทุ่มงบมหาศาลเพื่อปิดกั้นชายแดนในลักษณะนี้?

ที่มา – อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เน้นสร้างคนยืนได้ด้วยตัวเอง

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนถามถึงว่า นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือไม่ หลังจากมีกระแสเรียกร้องให้สานต่อโครงการดังกล่าวในไตรมาสถัดไป ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วครับ

มุมมองของนายกฯ กับโอกาสที่ นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทินได้ย้ำว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาเสมอ แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม ทั้งในเรื่องของสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดินครับ โดยนายกฯ ได้ชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ให้เข้าใจชัดเจนว่า:

  • เราไม่ใช่รัฐบาลประชานิยมที่แจกเพียงอย่างเดียว
  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้สามารถยืนบนขาของตัวเองได้
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำเป็นช่วงๆ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจติดเท่านั้น

ไขข้อข้องใจเรื่องทิศทางเศรษฐกิจและ นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”

นอกจากประเด็นเรื่องโครงการแล้ว นายกฯ ยังได้พูดถึงเรื่องกระแสตอบรับและมุมมองของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา โดยท่านมองว่าการที่ประชาชนจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยังมีเวลาอีกถึง 3 ปีในการทำงานเพื่อพิสูจน์ความจริงใจและความตั้งใจให้ประชาชนได้เห็นครับ

สำหรับใครที่ลุ้นว่าหากมีเฟสสอง วงเงินจะเพิ่มขึ้นจากวันละ 200 บาทหรือไม่ นายกฯ ได้แนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังโดยตรง เพื่อความชัดเจนในเชิงตัวเลขและข้อเท็จจริงครับ

ส่วนประเด็นดราม่าเรื่องแฟชั่นการแต่งกายกางเกงขาสั้นลงพื้นที่นั้น นายกฯ ตอบแบบติดตลกสั้นๆ ว่า “ก็ลมมันเย็น” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นกันเองของท่านผู้นำที่พร้อมเข้าถึงประชาชนในทุกสถานการณ์ครับ

ความคิดเห็นส่วนตัว: การที่รัฐบาลเน้นการสร้างรายได้และให้คนพึ่งพาตัวเองได้ ถือเป็นทิศทางที่ยั่งยืนที่สุดครับ การกระตุ้นผ่านโครงการต่างๆ เป็นเพียงตัวช่วยในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เงินอุดหนุน แต่คือการสร้างอาชีพและโอกาสที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคนในระยะยาวครับ

ที่มา – นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลเน้นสร้างคนยืนบนขาตัวเอง

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ ล่าสุดมีประเด็นใหญ่ที่น่าจับตาเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสภาคองเกรสว่า สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินปฏิบัติการทางทหารนั้นมีต้นทุนที่มหาศาลเพียงใด และดูเหมือนว่าหนทางในการเจรจาหรือยุติความขัดแย้งจะยังไม่จบลงง่ายๆ ในระยะเวลานี้

ในการชี้แจงต่อสภาคองเกรส เพื่อขออนุมัติงบประมาณก้อนใหม่จำนวนมหาศาลกว่า 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมได้ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยระบุว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ถูกนำไปใช้ในหลายส่วน ทั้งค่าอาหารทหาร ค่าปฏิบัติการโจมตี และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แต่เมื่อพูดถึงหัวข้อ สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สมาชิกวุฒิสภากลับตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและทิศทางในอนาคต

ทำไมต้องของบเพิ่มในสถานการณ์เช่นนี้?

รัฐมนตรีกลาโหมอธิบายว่า งบประมาณที่ขอเพิ่มจะถูกจัดสรรในส่วนที่สำคัญดังนี้:

  • 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์: สำหรับการเติมคลังยุทโธปกรณ์และกระสุนที่ขาดแคลน
  • 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์: ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารที่ยังคงต่อเนื่อง
  • 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์: สำหรับโครงการลับทางทหารที่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด

การขอใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในขณะที่ใกล้จะถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้สมาชิกรัฐสภาหลายฝั่งชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากประเด็นการทำสงครามในต่างแดนไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงเท่าไรนัก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลบริหารจัดการล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณ การที่ สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งในสภา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่สหรัฐฯ พยายามทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อ “รักษาเสถียรภาพ” แต่กลับต้องเผชิญกับแรงต้านภายในประเทศ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกันและงบประมาณรับมืออีโบลาที่พ่วงมาด้วย จะช่วยให้ร่างงบประมาณนี้ผ่านสภาไปได้หรือไม่

สุดท้ายแล้ว เงินที่จ่ายไปจะคุ้มค่ากับสันติภาพที่ได้รับจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการผลักดันให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป? นี่คงเป็นคำถามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหาคำตอบให้ประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ แข็งตัวเกินไป

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูในโลกออนไลน์ หลังจากมีการประกาศผลผู้ลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งล่าสุด จนเกิดเสียงสะท้อนว่าการคัดกรองมีความเข้มงวดและแข็งตัวจนเกินไป ล่าสุด ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ ว่าอาจเป็นการผลักไสคนที่เดือดร้อนจริงๆ ออกไปเพียงเพราะต้องการควบคุมงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย

ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้วิเคราะห์สถานการณ์นี้ไว้ว่า รัฐบาลดูเหมือนจะมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อลดจำนวนผู้รับสิทธิให้เหลือเพียง 9-10 ล้านคน เนื่องจากงบประมาณที่ตั้งไว้มีจำนวนจำกัดเพียง 42,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยใช้สูงถึง 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกณฑ์การคัดกรองถูกปรับให้เข้มข้นจนเกิดปัญหาในทางปฏิบัติจริง

ผลกระทบจากการคัดกรองที่เข้มงวดจนเกินไป

ปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มีหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดคำถามว่ากลไกที่รัฐบาลวางไว้นั้นครอบคลุมความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งนี่คือข้อสังเกตสำคัญ:

  • ข้อมูลความผิดพลาดเชิงเอกสาร: หลายคนถูกตัดสิทธิทั้งที่ไม่เป็นจริง เช่น กรณีชื่อไปผูกกับรถจักรยานยนต์หรือที่ดินที่เกินเกณฑ์โดยไม่ทราบมาก่อน
  • ปัญหาการอุทธรณ์: ระบบการอุทธรณ์ยังไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และหน่วยงานรับเรื่อง เช่น กรมการขนส่งทางบก ประสบปัญหาโทรศัพท์สายไหม้จนติดต่อได้ยาก
  • ดีกรีความเดือดร้อนไม่เท่ากัน: ผู้ที่มีรายได้น้อยแต่มีที่ดินเกิน 10 ไร่ที่ทำประโยชน์ไม่ได้ หรือผู้ที่มีหนี้สินกู้ยืมเกิน 1 แสนบาท กลับหลุดจากเกณฑ์ทั้งหมด

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ ว่ารัฐบาลควรรีบเร่งแก้ไขความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้น การทุ่มเทคัดกรองคนออกมากเกินไปโดยละเลยความเดือดร้อนพื้นฐานอาจกลายเป็นการซ้ำเติมประชาชนมากกว่าความตั้งใจเดิมที่รัฐบาลต้องการ

ในมุมมองของผู้ติดตามนโยบายสาธารณะ เห็นได้ชัดว่าการแก้ปัญหาในอดีตที่เคยมีผู้รับสิทธิแบบไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่การปรับเกณฑ์ให้แข็งตัวจนมองข้ามความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับจูนกลไกการคัดกรองให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึง ‘คนจนจริง’ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สวัสดิการของรัฐไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศิริกัญญา” ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล “บัตรคนจน” รอบใหม่ เข้มงวด-แข็งตัวเกินไป

เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุด เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพลังงานและช่วยลดภาระให้แก่ประชาชน

เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการบริหารจัดการงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงหลัง ว่าหัวใจสำคัญคือการนำไปใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา และตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะดึงศักยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจออกมาให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เจาะลึกกลยุทธ์การใช้เงินกู้ให้มีประสิทธิภาพ

สำหรับการวางแผนใช้เม็ดเงินดังกล่าว ทางสภาพัฒน์เน้นย้ำว่าต้องพุ่งเป้าไปที่การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในครัวเรือน
  • การปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะและรถเฉพาะทางให้เป็นรถไฟฟ้า (EV)
  • การเน้นนโยบายที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น เพราะการขับเคลื่อนงบประมาณนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้น GDP ให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำเร็จขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายและการเลือกโครงการที่สามารถส่งผลกระทบเชิงบวกได้จริงต่อประชาชนในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตั้งคำถามถึงที่มาและความชัดเจนของโครงการเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะหากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้เงินกู้ครั้งนี้ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและการลดรายจ่ายให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง ก็จะเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่เปราะบาง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต อย่างเร่งด่วน

การตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินถือเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อกลไกปกติตามงบประมาณไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันท่วงที นายธนกรชี้แจงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการนี้ไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกความกังวลให้กับทุกภาคส่วน พร้อมทั้งย้ำว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพราะนี่คือวิธีการพยุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้

เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและมุมมองรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงมีความเห็นต่างจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่มองว่าไม่ควรใช้มาตรการนี้ นายธนกรจึงได้ออกมาโต้ตอบด้วยท่าทีที่เป็นกันเองว่าควรเลิกเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน และหันมามองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแทน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การกู้เงินมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
  • รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
  • ฝ่ายค้านยังสามารถใช้วิธีการตรวจสอบตามกลไกปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพาย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นจังหวะที่ทุกฝ่ายควรลดกำแพงและหันหน้ามาหารือกันเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การเถียงกันในประเด็นการเมืองอาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงงบช่วยเหลือที่มีความล่าช้า การยอมรับกฎเกณฑ์และเดินหน้าแก้ไขปัญหาจึงเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในขณะนี้

ที่มา – “ธนกร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต ย้อน “เท้ง” เลิกเล่นเกมการเมือง

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการบ้านของการเคหะฯ ที่มักจะมีประเด็นเรื่องคุณภาพโผล่มาให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด คุณนฤพล เรืองปัญญาโรจน์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดประเด็นผ่านการนฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ ในการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือว่าน่าสนใจและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนอย่างมากครับ

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

ปัญหาหลักที่คุณนฤพลได้หยิบยกขึ้นมาคือ การที่รัฐบาลพยายามทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปี 2570 ตั้งเป้าสร้างเพิ่มถึงกว่า 16,000 หน่วย ทั้งที่โครงการเก่าๆ ยังขายไม่ออกนับพันแห่ง การเพิ่มงบสร้างใหม่โดยไม่วิเคราะห์ปัจจัยด้านอุปสงค์และทำเลให้รอบคอบ จึงเปรียบเสมือนการนำเงินภาษีประชาชนไปลงทุนในสิ่งที่อาจไม่คุ้มค่า

ทำไมโครงการรัฐถึงมักจะมีปัญหาคุณภาพตามมา?

คุณนฤพล ยังตอกย้ำด้วยว่า นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ เพราะที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากที่เข้าอยู่อาศัยแล้วต้องเจอกับสภาพบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแตกร้าว วัสดุไม่ทนทาน ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลางที่เหมือนจะถูกลืม ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความลำบาก แทนที่จะได้บ้านที่ดีขึ้น กลับกลายเป็นภาระในการซ่อมแซมและกังวลเรื่องความปลอดภัยแทน

  • จุดอ่อนเรื่องทำเลที่ตั้ง ซึ่งมักจะไกลจากแหล่งงานและระบบขนส่งมวลชน
  • พื้นที่ส่วนกลางที่ขาดการดูแลและไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
  • การบริหารจัดการที่ไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมและยกระดับที่อยู่อาศัยเดิมลงอย่างมาก ทั้งที่ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสร้างจำนวนให้ถึงเป้าหมาย แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อย กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการปัญหาที่อยู่อาศัย เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่เข้าใจความต้องการของเพื่อนบ้านได้ดีที่สุด การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนย่อมดีกว่าการสร้างของใหม่ที่ไม่เคยได้ใช้งานจริง

ที่มา – “นฤพล” ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ ตำหนิ คิดแต่สร้างบ้านเพิ่ม แต่ไม่ได้คุณภาพ

Scroll to top