จังหวัดชายแดนภาคใต้

จับตา ชง กิติภณ นั่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่

ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งหลายฝ่ายต่างกำลัง จับตา ชง “กิติภณ” นั่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่ เพื่อเข้ามาสานต่องานสำคัญของชาติ แทนที่ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ที่กำลังจะครบวาระเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้

จับตา ชง “กิติภณ” นั่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่

การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยข้อมูลระบุว่า นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เตรียมเสนอชื่อ นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สขช. ให้กับนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อของ นายกิติภณ โดดเด่นขึ้นมา เพราะท่านเป็นรองผู้อำนวยการเพียงคนเดียวที่ยังมีอายุราชการเหลืออยู่ ในขณะที่รองผู้อำนวยการท่านอื่นที่จะเกษียณพร้อมกับผู้อำนวยการคนปัจจุบัน มีรายชื่อดังนี้:

  • นายวีรศักดิ์ ทิพย์มณเฑียร (เกษียณ 30 ก.ย. 2569)
  • น.ส.สุรีย์พร อินทุเศรษฐ (เกษียณ 30 ก.ย. 2569)

วิเคราะห์ทิศทางความมั่นคงหลังจากจับตา ชง “กิติภณ” นั่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่

แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนกำลังคนในตำแหน่งผู้นำสูงสุด แต่ภารกิจสำคัญของสำนักข่าวกรองแห่งชาติยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ แม้จะถึงกำหนดเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ท่านจะยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง

การตัดสินใจเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติในช่วงเวลาที่สถานการณ์ความมั่นคงมีความท้าทายรอบด้าน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดวางบุคคล แต่คือการเลือก ‘มือประสาน’ ที่จะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลข่าวกรองเข้ากับนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ผลสรุปจะเป็นอย่างไร แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเน้นความต่อเนื่องของงานเป็นหลักครับ

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญนี้? การเลือกบุคลากรจากภายในสายงานจะช่วยให้งานข่าวกรองเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงมากขึ้นหรือไม่ แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – จับตา ชง “กิติภณ” นั่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วน โดยทาง สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

การประชุมร่วมกับคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการวางกรอบการทำงานก่อนที่เลขาฯ สมช. จะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ต้องหยิบยกไปหารือคือการควบคุมแนวชายแดนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่สะสมมานานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ปัญหาบุคคลสองสัญชาติกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องโหว่ในการเข้าออกประเทศ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • การจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ
  • การประสานความร่วมมือด้านข้อมูลอัตลักษณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การบังคับใช้กฎหมายให้มีความชัดเจนเรื่องการถือสัญชาติเดียวตามหลักสากล

นายฉัตรชัยได้ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำขึ้น การที่ สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้ว่าการถอนสัญชาติไทยจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ แต่การจัดระเบียบให้ชัดเจนว่าใครคือใคร จะช่วยลดช่องว่างให้ผู้ที่คิดจะก่อเหตุใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนได้ การร่วมมือกับมาเลเซียจึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่ได้จบที่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้การทูตและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ความพยายามของสมช. ในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ผลการหารือในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

ที่มา – สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันว่า “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่โดยตรงครับ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้นำเสนอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในพื้นที่

รายละเอียดโครงการจากแต่ละจังหวัด

จากการประชุม “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ ได้เห็นถึงความตั้งใจของแต่ละจังหวัดที่เสนอโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

  • จังหวัดสงขลา: เน้นโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์และระบบป้องกันตลิ่ง
  • จังหวัดสตูล: ชูแนวทางการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล-ปีนัง-ลังกาวี
  • จังหวัดยะลา: พัฒนาสนามบินเบตงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • จังหวัดปัตตานี: ผลักดันการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
  • จังหวัดนราธิวาส: เน้นการบริหารจัดการน้ำและขยายทางหลวง

ความน่าสนใจอยู่ที่การเปิดกว้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และตรงจุดที่สุด ซึ่งคุณพิพัฒน์ได้ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและภาคท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง และหากโครงการเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนหรือการท่องเที่ยว เรามาเอาใจช่วยและติดตามผลการประชุม ครม. สัญจรที่จะถึงนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาแสดงความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เปิดเผยว่า กองทัพเรือพร้อมเต็มที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุนกองทัพบกเพื่อดูแลความมั่นคงภายใน โดยพื้นที่เกิดเหตุหลักยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพบก อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อม และพร้อมเข้าสนับสนุนทันทีหากได้รับการร้องขอ

การดำเนินงานของ ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ในส่วนของพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกองทัพเรือได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยพล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้ระบุรายละเอียดการปฏิบัติงานว่า ขณะนี้กองทัพเรือทำงานร่วมกับ ฉก.นราธิวาส อย่างใกล้ชิด ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่

  • อ.เมือง
  • อ.บาเจาะ
  • อ.ยี่งอ
  • อ.ตากใบ
  • อ.สุไหงโก-ลก

โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการตั้งด่านและตรวจค้นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สำหรับการทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทางผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ตรวจตราความผิดปกติตั้งแต่เขตท่าเรือใน จ.นราธิวาส เพื่อระงับเหตุตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ในประเด็นเรื่องแนวคิดการสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย แนวที่ 10 ของ กอ.รมน. ทางเสนาธิการทหารเรือระบุว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดูรายละเอียดเชิงนโยบายต่อไป ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงเป็นไปอย่างรัดกุม แม้จะมีคำถามเรื่องเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุ แต่ทางกองทัพขอสงวนรายละเอียดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี

เราหวังว่าการบูรณาการกำลังระหว่างกองทัพเรือและกองทัพบกในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองและสิทธิมนุษยชน เมื่อนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและเพจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งนางอังคณา ได้ระบุว่าการกระทำของเพจเหล่านี้คือ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกุข่าวว่าเธอได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

เหตุผลที่นางอังคณาตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากเธอกังวลว่า “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Hate Crime หรืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการนำข้อความเท็จมาตัดต่อและเผยแพร่
  • มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า
  • เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่าผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ

นางอังคณากล่าวว่า ในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอมักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นคนแรกๆ เสมอ แม้ว่าในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่มีการยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย เธอจะไม่ได้โพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ เลยก็ตาม แต่กลับมีเพจจำนวนมากพยายามสร้างสตอรี่เพื่อบิดเบือนเจตนาและมุ่งเน้นสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

การเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐ

นอกจากจะเดินทางไปแจ้งความด้วยตนเองแล้ว นางอังคณายังได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีมาตรการในการคุ้มครองประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปแล้วแต่แทบไม่มีความคืบหน้า ซึ่งการที่ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยต่อการถูกคุกคามบนโลกออนไลน์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาข่าวปลอมและ Hate Speech ในไทยยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว การที่มีคนจ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลเท็จไม่เพียงแต่ทำลายตัวบุคคล แต่ยังขยายช่องว่างความแตกแยกในสังคมไทยให้กว้างขึ้นไปอีก ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคมออนไลน์ครับ

ที่มา – “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา

เป็นประเด็นที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่นักการเมืองพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการของบุคคลสาธารณะที่ควรเปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบจากประชาชน

มุมมอง มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ถูกฟ้องร้องจากการเปิดเผยข้อมูลความไม่โปร่งใสในการเลือก สว. ว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อข่มขู่สื่อและภาคประชาชน ทำให้เกิดความกังวลว่าพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นจะถูกปิดกั้นลง ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่าบุคคลสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ และหากมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ก็ควรใช้วิธีการชี้แจงด้วยเหตุและผล แทนการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว

ความจำเป็นในการเดินหน้าแก้ปัญหาภาคใต้แบบ 2 ขา

นอกเหนือจากประเด็นการเมือง นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา ด้วยแนวคิดที่ต้องอาศัยกลยุทธ์แบบควบคู่ ซึ่งประกอบด้วย:

  • การเจรจาสันติภาพ: รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการตั้งคณะพูดคุยและเดินหน้าหาทางออกโดยใช้การทูตที่สร้างสรรค์
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องมีความเด็ดขาดและจริงจังในการจัดการกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงโดยไม่มีข้อยกเว้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้อำนาจเพียงด้านเดียว แต่ต้องมีความสมดุลระหว่างการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่และการเปิดช่องทางสื่อสารเพื่อหาจุดจบของความขัดแย้งที่ยั่งยืน การที่รัฐบาลพยายามผลักภาระไปให้คณะพูดคุยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่เสริมมาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มแข็ง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายมากกว่าเดิม

ในมุมมองของนักการเมืองระดับประเทศ การตรวจสอบคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฮั้ว สว. หรือปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ รัฐบาลและผู้มีอำนาจควรทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการรับฟังความเห็นต่าง และเปลี่ยนจากการฟ้องร้องปิดปากเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา เพื่อก้าวไปสู่ความก้าวหน้าของไทยอย่างแท้จริง

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องภาคประชาชน? ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและช่วยกันส่งเสริมสังคมที่ตรวจสอบได้ เพื่อการเมืองไทยที่โปร่งใสกว่าเดิม

ที่มา – “มาร์ค” ฉะฟ้องปิดปาก “ยิ่งชีพ” iLaw ไม่ถูกต้อง แนะรัฐบาลแก้ไฟใต้ต้องเดิน 2 ขา

ปชป. แสดงความเสียใจ 5 ทหารพรานเสียชีวิต หนุนรัฐบาลจัดการผู้ก่อเหตุใต้หลักนิติธรรม

ปชป. แสดงความเสียใจ 5 ทหารพรานเสียชีวิต หนุนรัฐบาลจัดการผู้ก่อเหตุใต้หลักนิติธรรม

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยทั้งประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดที่กลุ่มคนร้ายโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส จนทำให้มีทหารพรานพลีชีพถึง 5 นาย ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อแสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

มุมมองจาก ปชป. ต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

ทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยรองโฆษกพรรค ได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน ภายหลังจากที่ปชป. แสดงความเสียใจ 5 ทหารพรานเสียชีวิต หนุนรัฐบาลจัดการผู้ก่อเหตุใต้หลักนิติธรรม โดยมองว่าปัจจุบันเกิดปัญหาการสื่อสารที่สวนทางกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ประเด็นที่พรรคให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายให้เป็นหนึ่งเดียว
  • ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานความมั่นคงให้ชัดเจน
  • การดำเนินการกับผู้ก่อเหตุจะต้องเข้มงวดและเด็ดขาดแต่ต้องโปร่งใส
  • สนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยหลักนิติธรรมเพื่อความยั่งยืน

เป็นที่ทราบกันดีว่าปชป. แสดงความเสียใจ 5 ทหารพรานเสียชีวิต หนุนรัฐบาลจัดการผู้ก่อเหตุใต้หลักนิติธรรมมาโดยตลอด เพราะปัญหาความไม่สงบเป็นเรื่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง พรรคจึงอยากเห็นการนำนโยบาย “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2547

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของเอกภาพในรัฐบาลและการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ หากรัฐบาลสามารถปรับจูนทิศทางการทำงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ก็เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และไม่เกิดการสูญเสียที่น่าเศร้าซ้ำรอยอีกต่อไป พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะนี้ไปปรับใช้เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างจริงใจ

ที่มา – ปชป. แสดงความเสียใจ 5 ทหารพรานเสียชีวิต หนุนรัฐบาลจัดการผู้ก่อเหตุใต้หลักนิติธรรม

เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น

เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ โดยเน้นย้ำว่า เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายฉัตรชัยได้ให้มุมมองว่าการใช้กำลังหรือการตอบโต้อย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวจะยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและบานปลายขึ้น การดำเนินนโยบายที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าการพูดคุยยังคงเป็นทางออกที่สำคัญ เนื่องจากกลุ่มผู้เห็นต่างส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกับรัฐบาล

ทำไมต้องใช้วิธีพูดคุยและบังคับใช้กฎหมายควบคู่กัน?

การบริหารจัดการวิกฤตความมั่นคงได้รับบทเรียนมากมายจากอดีต ซึ่งหลักการทำงานของ สมช. ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ความสมดุล โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การแยกแยะระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างที่พร้อมเจรจากับกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรง
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดสำหรับกลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรง
  • การรักษาช่องทางการเจรจาสันติสุขเอาไว้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย

หลายคนอาจสงสัยว่าแนวทางนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ นายฉัตรชัยได้ย้ำว่าการไม่เปิดโอกาสให้เจรจาแล้วมุ่งเน้นแต่ความรุนแรงจะยิ่งทำให้เหตุการณ์วุ่นวายขึ้น ซึ่งนั่นไม่ใช่ทิศทางที่รัฐบาลต้องการ โดยเฉพาะบทบาทของมาเลเซียที่เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางอำนวยความสะดวกในการพูดคุยถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าเมื่อมีการพูดคุย บรรยากาศในพื้นที่ก็มีความสงบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือความอดทนและมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ แม้อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ้าง แต่การยึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่า เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น คือกุญแจสำคัญที่จะนำเราไปสู่ความสันติสุขอย่างถาวร หากเรายอมละทิ้งการพูดคุยไปเพียงเพื่อใช้ความรุนแรงตอบโต้ ความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะควบคุมได้ในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว เชื่อว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและการเปิดช่องว่างให้กลุ่มผู้เห็นต่างได้แสดงออกผ่านเวทีพูดคุย คือสัญญาณบวกที่ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของการเจรจาสันติสุขภายใต้การนำของหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จะมีความคืบหน้าอย่างไร เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับความสงบสุขกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

ที่มา – เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น บอกตอบโต้รุนแรงยิ่งวุ่นวายขึ้น

รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สร้างความสูญเสียให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารพราน ล่าสุดเกิดกระแสสังคมถกเถียงกันอย่างหนัก เมื่อมีการประกาศจากทางเสนาธิการทหารบกเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธวิธีให้ทหารเป็น รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า มือสังหารทหารพราน นราธิวาส ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความเหมาะสมและแนวทางแก้ปัญหาในอนาคต

มุมมอง รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ตนได้มีโอกาสหารือกับ ผบ.ทบ. ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเน้นย้ำเรื่องความตื่นตัวในการป้องกัน แต่ในประเด็นการที่เสนาธิการทหารบกประกาศจะเป็น ”ผู้ล่า” นั้น ท่านได้ชี้แจงว่า รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า เพราะการมองว่าคนไทยที่มีความเห็นแตกต่างกันเป็นศัตรูที่ต้องไล่ล่านั้นอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

ทำไมต้องเน้นการพูดคุยมากกว่าการใช้กำลัง?

  • เรามีคณะพูดคุยสันติสุขเป็นกลไกหลัก
  • การใช้ความรุนแรงอาจนำไปสู่ผลกระทบที่บานปลาย
  • ต้องอาศัยความร่วมมือจาก กอ.รมน.ภาค 4 สน. และ ศอ.บต.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า เรามีเครื่องมือทางสันติวิธีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการเข้าไปจัดการกับข้อบกพร่องของระบบงานมากกว่าการประกาศสงครามไล่ล่าคนในชาติเดียวกัน นอกจากนี้ ในส่วนของกระแสข่าวเรื่องการปรับย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 นั้น พล.ท.อดุลย์ ได้เบรกทันทีว่าอย่าเพิ่งดึงเรื่องการเมืองหรือเก้าอี้โยกย้ายเข้ามาเกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักเช่นนี้

ในมุมมองของเรา สันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดจากการไล่ล่าด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างความไว้วางใจและการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง การที่ฝ่ายความมั่นคงหันมาทบทวนการใช้คำและแนวคิดในการสื่อสารนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความขัดแย้งในสังคมไทยครับ

ที่มา – รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็น “ผู้ล่า” มือสังหารทหารพราน นราธิวาส

Scroll to top