ฉนวนกาซา

อียิปต์-กาชาด ช่วยค้นหาศพตัวประกันในกาซา

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน หลังอิสราเอลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อียิปต์และกาชาดสากล นำอุปกรณ์เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อช่วยค้นหาร่างตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวไว้ โดยฮามาสอ้างว่าศพถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิสราเอลได้ยืนยันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ว่า ทีมจากอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อค้นหาร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

รัฐบาลอิสราเอลระบุว่า เจ้าหน้าที่จากอียิปต์และ ICRC ได้รับอนุญาตให้ค้นหาเกินแนว “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ในฉนวนกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ โดยพวกเขาจะใช้รถขุดและรถบรรทุกในการค้นหา

สื่ออิสราเอลรายงานเพิ่มเติมว่า สมาชิกกลุ่มฮามาสก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ที่ IDF ควบคุม เพื่อช่วยค้นหาศพตัวประกันร่วมกับทีมอียิปต์และ ICRC โดยฮามาสยืนยันว่ากำลังประสานงานกับทางการอียิปต์

จนถึงขณะนี้ กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตคืนให้อิสราเอลแล้ว 15 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ฮามาสอ้างว่าการค้นหาตัวประกันที่เหลือเป็นไปได้ยาก เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับขุดค้น

ความล่าช้าในการคืนศพตัวประกันของฮามาส ทำให้เกิดความไม่พอใจในอิสราเอล ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนให้ฮามาสคืนศพตัวประกันทั้งหมดโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสันติภาพนี้จะเริ่มเคลื่อนไหว

อียิปต์, กาตาร์ และตุรกี เป็นผู้ลงนามหลักในแผนสันติภาพฉนวนกาซาที่ทรัมป์เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งได้ลงนามกันที่เมืองชาร์ม เอล ชีค ของอียิปต์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ICRC มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตัวประกันมาตลอด และเป็นตัวกลางในการพาตัวประกันที่ฮามาสปล่อยตัว ไปส่งมอบให้แก่กองทัพอิสราเอล

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความยากลำบากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การดำเนินการค้นหาศพตัวประกันในฉนวนกาซา ไม่เพียงแต่เป็นภารกิจทางมนุษยธรรม แต่ยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ความสำคัญของบทบาทอียิปต์และกาชาดในการค้นหาศพตัวประกัน

การที่อียิปต์และกาชาดได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อช่วยค้นหาศพตัวประกัน แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อองค์กรเหล่านี้ อียิปต์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลและฮามาส และกาชาด ซึ่งเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมที่เป็นกลางและมีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก ทั้งสององค์กรนี้จึงมีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ท้าทายนี้

อย่างไรก็ตาม การค้นหาศพตัวประกันในฉนวนกาซายังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เสียหายจากสงคราม และความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย การประสานงานระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

การที่กลุ่มฮามาสอ้างว่าขาดแคลนอุปกรณ์ในการขุดค้นหาร่างผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการดำเนินการตามข้อตกลง หากฮามาสมีความตั้งใจที่จะคืนศพตัวประกันจริง การให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการค้นหา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น ควรเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การคืนศพตัวประกันให้กับครอบครัวถือเป็นเรื่องสำคัญทางมนุษยธรรม และอาจเป็นก้าวแรกสู่การสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดในภูมิภาค

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซาอย่างยั่งยืน จะต้องอาศัยการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ความพยายามในการสร้างสันติภาพควรเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อทางการเมือง

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การมีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างอียิปต์และกาชาด ถือเป็นความหวังในการบรรเทาความทุกข์ทรมานและสร้างโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

จากเหตุการณ์นี้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องใช้เวลา ความอดทน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย การให้ความสำคัญกับหลักการด้านมนุษยธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังถล่มกาซา

อิสราเอลประกาศจะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังจากเปิดฉากโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ โดยอ้างว่าตอบโต้ที่ทหารถูกโจมตีหลายครั้ง สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วง และการกลับมาของการหยุดยิงถือเป็นความหวังเล็กๆ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลประกาศจะกลับมาบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังจากพวกเขาเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่ดินแดนแห่งนี้ โดยอ้างว่า ทหารของพวกเขาถูกโจมตีอย่างน้อย 3 ครั้ง และกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดแจ้ง การตัดสินใจที่จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิมนั้นเกิดขึ้นหลังจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการโจมตีล่าสุด

หลังจากเวลา 21:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ก็ออกมาประกาศว่า พวกเขาเริ่มกลับมาบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง และพร้อมเสริมว่า จะยึดมั่นในข้อตกลง แต่ก็จะตอบโต้อย่างแข็งขันต่อการละเมิดใด ๆ ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ แม้จะมีการประกาศอิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม แต่การละเมิดข้อตกลงก็อาจเกิดขึ้นได้อีก

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ IDF ไม่ได้ระบุโดยตรงว่า การประกาศระงับการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซาเมื่อก่อนหน้านี้ ถูกยกเลิกด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อกังวล เนื่องจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนในกาซา

ทั้งนี้ การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา หลังจากกองทัพอิสราเอลระบุว่า ผู้ก่อการร้ายยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังและระดมยิงเข้าใส่ทหารของพวกเขาในเมืองราฟาห์ ทำให้ทหารเสียชีวิต 2 นาย การโจมตีตอบโต้ดังกล่าวทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

จนถึงช่วงค่ำ อิสราเอลก็โจมตีเป้าหมายกลุ่มฮามาสทั่วพื้นที่ฉนวนกาซา โดยแหล่งข่าวในโรงพยาบาลท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีระลอกล่าสุดของอิสราเอลแล้ว 44 ศพ จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่น่าสลดใจ และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ

ด้านกลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขายังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงในทุกพื้นที่ของกาซา พร้อมเสริมว่า ไม่ทราบเรื่องการปะทะกันในราฟาห์ และไม่ได้ติดต่อกับกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในพื้นที่นั้นตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว การปฏิเสธความเกี่ยวข้องของฮามาสยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม

การประกาศของอิสราเอลที่จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซา แต่คำถามสำคัญคือการหยุดยิงนี้จะยั่งยืนได้นานแค่ไหน และจะมีกลไกใดบ้างที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริง ความท้าทายอยู่ที่การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่หยั่งรากลึก

ความท้าทายในการหยุดยิง

ถึงแม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่ความท้าทายต่างๆ ยังคงมีอยู่ ความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย การปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ และการขาดกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การหยุดยิงล้มเหลว

  • การสร้างความไว้วางใจระหว่างอิสราเอลและฮามาสเป็นสิ่งสำคัญ
  • การควบคุมกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในกาซาเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
  • การมีกลไกการตรวจสอบที่เป็นกลางและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเปราะบาง และการกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิมเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างถาวรจะต้องอาศัยความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย และการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ

การที่อิสราเอลตัดสินใจกลับไปหยุดยิงแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้ง แต่การหยุดยิงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ในระยะยาว จำเป็นต้องมีการเจรจาอย่างจริงจัง และหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืนเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง

ที่มา – อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังเปิดฉากถล่มกาซารอบใหม่

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนศพ “สนธยา อัครศรี” แล้ว

ข่าวเศร้าที่ได้รับการยืนยันแล้ว อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนศพ “สนธยา อัครศรี” ตัวประกันชาวไทยที่ถูกสังหาร นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับครอบครัวและประเทศไทย

เว็บไซต์ i24News รายงานว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า ร่างของผู้เสียชีวิตที่กลุ่มฮามาสส่งคืนมานั้น คือร่างของนายสนธยา อัครศรี คนงานภาคเกษตรจากประเทศไทย ซึ่งถูกลักพาตัวไปในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ข่าวดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั่วประเทศ เนื่องจากนายสนธยาเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ถูกจับไปและมีความหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัว

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนศพ “สนธยา อัครศรี”

หลังจากกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์โดยศูนย์นิติเวชศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับตำรวจอิสราเอล และคณะรับไบแห่งกองทัพ IDF ได้แจ้งข่าวร้ายนี้แก่ครอบครัวอัครศรี พวกเขาได้รับแจ้งว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้กลับคืนสู่มาตุภูมิอิสราเอลแล้ว และได้รับการยืนยันอัตลักษณ์อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลข่าวกรองที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่า นายสนธยา อัครศรี ถูกลักพาตัวจากสวนผลไม้ในคิบบุตซ์เบรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 และถูกสังหารโดยกลุ่มฮามาส ร่างของเขาถูกนำไปยังฉนวนกาซา มีการประกาศว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความโหดร้ายของสงครามและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์

ความเสียใจจากรัฐบาลอิสราเอล

รัฐบาลอิสราเอลและ IDF ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวอัครศรี รวมถึงประชาชนชาวไทย และครอบครัวของผู้ที่ตกเป็นตัวประกันทุกคน พวกเขาให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมดจะได้รับการส่งคืน

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแสวงหาสันติภาพในภูมิภาค การสูญเสียชีวิตของนายสนธยา อัครศรี เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของความขัดแย้งที่มีต่อชีวิตของผู้คน และความจำเป็นในการหาทางออกอย่างสันติเพื่อยุติความรุนแรง

การยืนยันการเสียชีวิตของนายสนธยา อัครศรี และการส่งคืนร่างของเขากลับสู่มาตุภูมิ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการเยียวยาความเจ็บปวดให้กับครอบครัว แต่ความโศกเศร้ายังคงอยู่ การจากไปของเขาทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของแรงงานไทยในต่างประเทศ และความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการป้องกันเพื่อปกป้องพวกเขาจากอันตราย

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนศพ “สนธยา อัครศรี” เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ การสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญถึงผลกระทบของความขัดแย้งและความจำเป็นในการแสวงหาสันติภาพอย่างยั่งยืน เราหวังว่าครอบครัวของนายสนธยาจะได้รับความเข้มแข็งและกำลังใจในการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

การกลับมาของร่างนายสนธยา อัครศรี ไม่ใช่แค่การสิ้นสุดการรอคอยของครอบครัว แต่ยังเป็นการตอกย้ำพันธสัญญาของรัฐบาลอิสราเอลในการติดตามหาและนำตัวประกันที่เหลือกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด แม้ว่าความหวังจะริบหรี่ลงทุกที แต่ความพยายามที่จะนำความยุติธรรมมาสู่ผู้ที่จากไป และช่วยเหลือผู้ที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ จะต้องดำเนินต่อไป

ความสูญเสียของนายสนธยา อัครศรี ไม่ควรสูญเปล่า เราควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย เพื่อให้แรงงานไทยในต่างประเทศได้รับการคุ้มครองและมีสิทธิที่เท่าเทียมกันมากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าทุกชีวิตมีค่า และเราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนศพ “สนธยา อัครศรี” ตัวประกันชาวไทยแล้ว

ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย: อิสราเอลยังไม่ยืนยัน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ล่าสุด กลุ่มฮามาสได้ดำเนินการ ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย ที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่ถูกจับกุมไว้ โดยส่งมอบให้กับอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวโทษอิสราเอลว่าเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาศพตัวประกันที่เหลืออยู่

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบศพที่เชื่อว่าเป็นร่างของตัวประกัน 2 รายคืนให้อิสราเอลในคืนวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 โดยอ้างว่าสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตทั้งสองได้จากพื้นที่ในฉนวนกาซาในช่วงเช้าของวันเดียวกัน

หลังจากส่งมอบ ร่างของผู้เสียชีวิตถูกส่งต่อผ่านเจ้าหน้าที่กาชาดในฉนวนกาซาไปยังกองทัพอิสราเอล และได้นำส่งเข้าสู่ดินแดนอิสราเอลเพื่อทำการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืนยันว่าศพที่ได้รับคืนมานั้นเป็นตัวประกันจริงหรือไม่

นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสได้ปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่กลับสู่อิสราเอลครบทั้ง 20 คน และได้ ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย รวมเป็น 10 รายจากทั้งหมด 28 รายแล้ว อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการคืนศพยังเป็นไปอย่างล่าช้า

ความล่าช้านี้จุดประกายความไม่พอใจในอิสราเอล เนื่องจากเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องมีการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว ออกจากกาซา แต่กลุ่มฮามาสอ้างว่ากำลังเผชิญกับความยากลำบากในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักงานของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ออกคำสั่งให้ปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกาซาและอียิปต์ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยเน้นย้ำว่าการเปิดด่านอีกครั้งจะขึ้นอยู่กับการส่งคืนร่างตัวประกันที่เหลืออยู่ทั้งหมด และการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างครบถ้วน

จุดผ่านแดนราฟาห์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการเดินทางออกนอกพื้นที่ และสำหรับชาวปาเลสไตน์อีกหลายพันคนที่ต้องการเดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่

กลุ่มฮามาสได้ตอบโต้โดยกล่าวโทษอิสราเอลว่าทำให้การค้นหาศพตัวประกันที่เสียชีวิตเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากการโจมตีทางอากาศในกาซาได้เปลี่ยนอาคารจำนวนมากให้กลายเป็นซากปรักหักพัง และอิสราเอลไม่อนุญาตให้นำเครื่องจักรหนักและรถขุดเข้าไปในพื้นที่

ทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (UN) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า ฉนวนกาซา “ตอนนี้กลายเป็นดินแดนรกร้าง” โดยผู้คนต้องขุดคุ้ยตามซากปรักหักพังเพื่อหาร่างผู้เสียชีวิต และพยายามตามหาบ้านเรือนของตนเองที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง

ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย

สถานการณ์การ ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือในการค้นหาและส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ความคืบหน้าล่าสุด: ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย

แม้ว่าการ ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย จะเป็นความคืบหน้าในเชิงบวก แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย การเจรจาและความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การหยุดยิงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การสร้างความไว้วางใจและการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ที่มา – ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย อิสราเอลยังไม่ยืนยันใช่ร่างตัวประกันหรือไม่

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกัน ลั่นสู้ต่อ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงคุกรุ่นในตะวันออกกลาง เมื่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสคืนศพตัวประกันที่เหลือทั้งหมด พร้อมประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายอย่างไม่ย่อท้อ ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮามาสอ้างว่าไม่สามารถเข้าถึงศพตัวประกันอีก 19 รายได้

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 (ตามข่าวต้นฉบับ) นายเนทันยาฮูได้กล่าวในพิธีรำลึกถึงเหยื่อจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ว่ารัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญกับการนำศพตัวประกันกลับคืนประเทศให้ครบทุกคน และพร้อมที่จะใช้กำลังเต็มที่ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย

“การต่อสู้กับการก่อการร้ายของเราจะดำเนินต่อไปด้วยกำลังเต็มที่ เราจะไม่อนุญาตให้ความชั่วร้ายได้ผงาดขึ้นมา เราจะให้คนที่ทำร้ายเราต้องชดใช้อย่างเต็มที่” นายเนทันยาฮูกล่าว

คำกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มฮามาสได้ส่งคืนศพตัวประกัน 2 รายเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธว่าไม่สามารถเข้าถึงศพที่เหลืออีก 19 รายได้หากปราศจากอุปกรณ์พิเศษ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความไม่พอใจให้กับอิสราเอลเป็นอย่างมาก โดยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาได้ออกมาเตือนกลุ่มฮามาส แต่ยังไม่ได้ประณามว่าเป็นความผิด

ท่าทีของทรัมป์ต่อสถานการณ์

ในวันเดียวกันนั้นเอง โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าหากกลุ่มฮามาสยังคงเข่นฆ่าผู้คนในกาซาต่อไป สหรัฐฯ อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปและสังหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านายทรัมป์หมายถึงใครที่จะเข้าไปทำการสังหาร เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยปฏิเสธที่จะส่งทหารอเมริกันเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซา

อิสราเอลยืนยันว่าศพ 2 รายที่ฮามาสส่งคืนมานั้นเป็นศพของนายอินบาร์ ฮายแมน และจ่าสิบเอกมูฮัมหมัด อัล-อาตราช ซึ่งเป็นตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไปจริง

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง กลุ่มฮามาสได้ปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่จำนวน 20 คน แลกเปลี่ยนกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คนในเรือนจำอิสราเอล และผู้ถูกควบคุมตัวไปจากฉนวนกาซาอีก 1,718 คน

นอกจากนี้ กลุ่มฮามาสยังต้องส่งคืนศพตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 จนถึงขณะนี้ พวกเขาได้ส่งคืนศพให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง แต่ปรากฏว่าหนึ่งในร่างที่ส่งคืนมานั้นไม่ใช่ร่างของตัวประกัน ทำให้เหลือศพตัวประกันที่ฮามาสต้องหามาคืนให้ได้อีก 19 ราย ซึ่งประเด็นเนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

  • สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง
  • การเจรจาเพื่อสันติภาพยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก
  • นานาชาติต่างเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น

การที่เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการนำตัวประกันกลับคืนมา ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุด และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของอิสราเอลในขณะนี้คือการนำศพตัวประกันที่เหลือกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด และการที่เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าว

ที่มา – เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

ทรัมป์ขู่! อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลง

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะอนุมัติให้อิสราเอลกลับไปดำเนินมาตรการทางทหาร หากกลุ่มฮามาสไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังฮามาสมีท่าทีว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ครบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (เมื่อ 15 ต.ค. 2568) ระบุว่า เขาจะพิจารณาอนุมัติให้อิสราเอลกลับมาปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอีกครั้ง หากกลุ่มฮามาสปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังกลุ่มติดอาวุธนี้มีทีท่าว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ทั้งหมด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้รับร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 2 ร่าง จากเจ้าหน้าที่กาชาด ซึ่งรับส่งมอบจากกลุ่มฮามาสมาอีกทอดหนึ่งแล้ว และตอนนี้ร่างทั้งสองจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการระบุตัวตน เพื่อยืนยันว่าเป็นใคร

แต่กลุ่มฮามาสบอกด้วยว่า พวกเขาไม่สามารถค้นหาและนำร่างตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลง

ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า กองทัพของอิสราเอลสามารถกลับสู่ถนนในฉนวนกาซาได้ “ทันทีที่ผมเอ่ยปาก” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว

“ผมต้องรั้งพวกเขาไว้” นายทรัมป์กล่าวถึงกองกำลัง IDF และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู “ผมพูดคุยกับบีบี [เนทันยาฮู] อย่างชัดเจนในเรื่องนี้” “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับฮามาส จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุดซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่หรือไม่ สถานการณ์การส่งมอบร่างตัวประกันยังคงเป็นประเด็นหลัก

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันในวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้น ไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกันที่สูญหาย ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวัน โดยฝ่ายอิสราเอลระบุว่าจะไม่ประนีประนอมในเรื่องการส่งคืนตัวประกัน

ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส ท่าทีของทรัมป์ที่ขู่จะอนุมัติการโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบจากคำขู่ของทรัมป์ต่อข้อตกลงหยุดยิง

คำขู่ของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงได้หลายประการ:

  • เพิ่มแรงกดดันต่อฮามาส: ฮามาสอาจรู้สึกถูกกดดันให้ต้องดำเนินการตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
  • ลดความน่าเชื่อถือของคนกลาง: หากทรัมป์อนุมัติการโจมตีต่อ แม้ว่าฮามาสจะพยายามทำตามข้อตกลงแล้วก็ตาม อาจทำให้บทบาทของคนกลางในการเจรจาในอนาคตลดลง
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรง: การขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง และทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

การที่ทรัมป์ออกมาขู่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของสหรัฐฯ ต่อการดำเนินการของฮามาส และความมุ่งมั่นที่จะให้อิสราเอลได้รับการตอบสนองต่อการจับตัวประกัน

ความท้าทายในการส่งคืนร่างตัวประกัน

การที่ฮามาสอ้างว่าไม่สามารถค้นหาร่างตัวประกันได้ทั้งหมด หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าฮามาสมีความสามารถและความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ การที่อิสราเอลพบว่าร่างที่ส่งคืนมานั้นไม่ใช่ตัวประกันที่สูญหาย ยิ่งเป็นการเพิ่มความระแวงและความไม่ไว้วางใจ

ดังนั้น ข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงในการคืนร่างตัวประกันจึงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของข้อตกลงนี้อย่างมีนัยสำคัญ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความ conflict ระหว่างอิสราเอลและฮามาสนั้นยังคงเปราะบาง และพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ การเจรจาและหาทางออกทางการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ที่มา – ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

ฮามาสส่งศพตัวประกัน: อิสราเอลขู่ตอบโต้ทันที!

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากลุ่มฮามาสได้ส่งมอบศพของตัวประกันอิสราเอลเพิ่มอีก 4 ราย คืนให้กับอิสราเอลเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมขู่หากฮามาสถ่วงเวลาส่งศพตัวประกันมาไม่ครบ จะตอบโต้ทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลออกคำเตือนชัดเจนว่าจะจำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หากฮามาสไม่ส่งคืนศพตัวประกันทั้งหมด 28 รายที่ยังคงสูญหาย โดยก่อนหน้านี้ฮามาสได้ส่งตัวประกันกลับคืนแล้ว 24 ราย แบ่งเป็น 20 รายที่ยังมีชีวิตอยู่และ 4 รายที่เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน กาชาดยังยืนยันว่า ได้ส่งมอบศพชาวปาเลสไตน์ 45 รายที่ถูกควบคุมตัวในอิสราเอล กลับคืนสู่ฉนวนกาซาเมื่อวันอังคารเช่นกัน

ฮามาสส่งศพตัวประกัน: อิสราเอลขู่ตอบโต้ทันที!

แผนหยุดยิงทรัมป์ส่อสะดุด

ข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอิสราเอลและฮามาสต่างตอบรับ กำหนดให้กระบวนการส่งมอบตัวประกันทั้งหมด 48 รายแล้วเสร็จภายในเที่ยงวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ตัวประกันที่ยังมีชีวิตทั้งหมดถูกส่งคืนแล้ว แต่ปัญหาค้างคาเรื่อง ศพของอีก 20 ราย กำลังกลายเป็นจุดเดือดทางการเมืองและมนุษยธรรม

โฆษกกองทัพอิสราเอลแถลงว่าฮามาสต้องปฏิบัติตามข้อตกลงและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวประกันอิสราเอลทั้งหมดกลับคืนสู่ครอบครัวของพวกเขาเพื่อการฝังศพอย่างสมเกียรติ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเตือนว่า หากฮามาส จงใจหลีกเลี่ยงหรือถ่วงเวลา จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง และอิสราเอลจะตอบโต้ทันที

เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุเพิ่มเติมว่า การส่งความช่วยเหลือและการเปิดด่านชายแดนราฟาห์กับอียิปต์ถูกชะลอไว้ชั่วคราว เนื่องจากฮามาสยังไม่ส่งคืนศพตัวประกันครบตามที่ตกลงไว้

ด้านฮามาสอ้างว่า การค้นหาศพผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบางส่วนถูกฝังหรือสูญหายจากการสู้รบในกาซา ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาข้อตกลงที่สื่ออิสราเอลเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งระบุว่า ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นอาจไม่สามารถค้นหาศพทั้งหมดได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ภาระอันใหญ่หลวงได้ถูกยกออกไปแล้ว แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น! ศพตัวประกันยังไม่ถูกส่งคืนตามสัญญา! ขั้นตอนที่สองเริ่มต้นตอนนี้”

ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ สหรัฐฯ อ้างว่าได้ปล่อยนักโทษและผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน เพื่อแลกกับการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำหลายประเทศร่วมลงนามกับทรัมป์ รวมถึงอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย ขณะที่ผู้นำอิสราเอลและฮามาสไม่ได้เข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานจาก BBC และสำนักข่าววาฟา ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คนในวันอังคาร จากการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่กาซาตะวันออกและข่านยูนิส

ตามแผนของสหรัฐฯ ฉนวนกาซาจะถูกบริหารโดย คณะกรรมการชั่วคราวของผู้เชี่ยวชาญชาวปาเลสไตน์ ภายใต้การกำกับของ “คณะกรรมการสันติภาพ” ก่อนจะส่งมอบอำนาจคืนให้รัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) หลังผ่านการปฏิรูป

แต่สิ่งที่ยังต้องเจรจากันอย่างยืดเยื้อคือ การถอนทหารอิสราเอล, การปลดอาวุธฮามาส, และอนาคตการปกครองของกาซา ซึ่งฮามาสยืนยันชัดว่า จะไม่ปลดอาวุธจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สงครามในกาซาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 หลังฮามาสบุกโจมตีภาคใต้ของอิสราเอล คร่าชีวิตประชาชนกว่า 1,200 คน และจับตัวประกันไป 251 ราย นับจนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วกว่า 67,000 ราย ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮามาส.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับตัวประกันอิสราเอล

สถานการณ์การส่งมอบศพตัวประกันยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การที่อิสราเอลขู่ตอบโต้หากฮามาสไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในอนาคต

ที่มา – ฮามาสส่งศพตัวประกัน 4 รายคืน ขณะที่อิสราเอลขู่หากส่งไม่ครบ พร้อมตอบโต้ทันที

ทรัมป์-ผู้นำโลก ลงนามข้อตกลงหยุดยิงกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว โดยที่นายทรัมป์ได้แย้มถึงแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซาด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกอีกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว ที่การประชุมสุดยอดในเมืองตากอากาศ ชาร์มเอลชีค ของอียิปต์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568

ข้อตกลงดังกล่าวเน้นย้ำถึง พันธสัญญา ที่จะยุติความขัดแย้งซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 ปี และแสดงวิสัยทัศน์สำหรับภูมิภาคที่นิยามโดย “ความหวัง ความมั่นคง และ วิสัยทัศน์ร่วม เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง” แต่กลับมี รายละเอียดน้อยมาก

“เราเข้าใจว่าสันติภาพที่ยั่งยืนคือสันติภาพที่ทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ โดยที่สิทธิมนุษยชนพื้นฐานของพวกเขาได้รับการปกป้อง ความมั่นคงของพวกเขาได้รับการรับรอง และศักดิ์ศรีของพวกเขาได้รับการยกย่อง” ข้อตกลงดังกล่าวระบุ “นี่คือบทใหม่สำหรับภูมิภาค”

หลังจากลงนาม นายทรัมป์ได้ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยเขาเรียกตนเองว่าเป็น นักเจรจาข้อตกลง (dealmaker) และกล่าวว่าข้อตกลงนี้มีศักยภาพที่จะเป็น “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” พร้อมกับใช้เวลาพอสมควรในการขอบคุณผู้นำจากประเทศต่างๆ เช่น อียิปต์, ปากีสถาน, ฮังการี และสหภาพยุโรป

นายทรัมป์บอกอีกว่า “สำหรับประชาชนในกาซา สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นในตอนนี้คือต้องฟื้นฟูพื้นฐานคุณภาพชีวิต เราจะมีเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่กาซา และจะมีการสร้างใหม่และการก่อสร้างมากมาย” โดยย้ำด้วยว่า หลายประเทศที่มี “ความมั่งคั่ง อำนาจ และศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่” ได้เสนอตัวและระบุว่าพวกเขาต้องการช่วยฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เตือนว่า “การฟื้นฟูกาซาจำเป็นต้องมีการ ปลดอาวุธ และต้องอนุญาตให้มี กองกำลังตำรวจพลเรือนที่ซื่อสัตย์ชุดใหม่ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในกาซา”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้กล่าวถึงการจัดตั้ง คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนหยุดยิงของเขาด้วย โดยระบุว่า “เราจะให้พวกคุณบางคนอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ ทุกคนอยากจะอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพ คือ คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศใหม่ ที่จะดูแลรัฐบาลชั่วคราวที่จะก่อตั้งขึ้นในฉนวนกาซาหลังจากนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองจากกลุ่มฮามาสให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่ในมือของกลุ่มฮามาส ในขณะที่อิสราเอลก็ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ประมาณ 1,700 คน เป็นการแลกเปลี่ยน

นายทรัมป์ระบุว่า การได้เห็นตัวประกันกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวที่พวกเขาไม่ได้พบมานานนั้น เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ “มันเป็นความรักและความโศกเศร้าในระดับที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม ฮามาสยังคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 4 รายจากทั้งหมด 28 รายให้แก่อิสราเอลแล้วด้วย แต่พวกเขายอมรับว่า ไม่รู้ว่าร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 24 รายอยู่ที่ไหน

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริง และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของประชาคมระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและปลอดภัย

ก้าวต่อไปหลังจากการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา

หลังจากที่ ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ความคาดหวังต่างๆ มุ่งไปที่การฟื้นฟูฉนวนกาซาและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน การปลดอาวุธและการสร้างกองกำลังตำรวจพลเรือนที่ซื่อสัตย์เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในกาซา การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพยังเป็นขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการปกครอง

การปล่อยตัวประกันและการแลกเปลี่ยนนักโทษเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นใหม่ แต่ยังมีอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้ความไว้วางใจกลับคืนมาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ความพยายามในการฟื้นฟูควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนในกาซาและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน การสนับสนุนและความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่แท้จริงและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้งและการสร้างความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลง หยุดยิงกาซา นี้จะไม่เป็นเพียงแค่การหยุดพักชั่วคราวในความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ความสำเร็จของข้อตกลง ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ขึ้นอยู่กับการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างเต็มที่ และความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการสร้างอนาคตที่สงบสุขและมั่นคงสำหรับทุกคนในภูมิภาค การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชาคมระหว่างประเทศและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับกระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา แย้มก้าวต่อไปของกาซา

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ที่ไบเดนทำไม่ได้

ดีลประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกาซาเกิดขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมด ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่รัฐบาลโจ ไบเดน พยายามเกือบสองปีแต่ล้มเหลว นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของทรัมป์กับผู้นำอิสราเอลและประเทศอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากยุโรปและอาหรับที่ต้องการยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อทีมเจรจาของกลุ่มฮามาส ในประเทศกาตาร์ ดูเหมือนจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยิ่งผลักดันโอกาสแห่งสันติภาพให้ห่างไกลออกไป การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ และเสี่ยงที่จะขยายสงครามไปทั่วภูมิภาค จนดูเหมือนว่าการเจรจาทางการทูตได้พังทลายลงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ข้อตกลงการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในที่สุด ความสำเร็จนี้เป็นเป้าหมายที่ทั้งตัวเขาและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันมาเกือบสองปี

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปลดอาวุธของฮามาส การบริหารกาซา และการถอนทหารอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ยังคงต้องเจรจาต่อ แต่หากข้อตกลงนี้เป็นผลสำเร็จ นี่อาจกลายเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สำคัญที่สุดของทรัมป์ในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของไบเดนไม่สามารถบรรลุได้ สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์ และความสัมพันธ์ที่สำคัญกับอิสราเอลและโลกอาหรับ ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งนี้

ความสัมพันธ์แนบแน่นที่ไบเดนไม่เคยมี

ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมาตลอด ทรัมป์เคยย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม และยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผยในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

การสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหล่านี้ อาจทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ในการกดดันอิสราเอลอย่างลับๆ โดยมีรายงานว่า ผู้เจรจาของทรัมป์ได้กดดันเนทันยาฮูอย่างหนัก จนต้องยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันบางส่วน และการที่ทรัมป์ได้ออกโรงกดดันนายกรัฐมนตรีอิสราเอลถึงขั้นที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทรัมป์มีเหนือผู้นำอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของไบเดนกับรัฐบาลเนทันยาฮูมีความตึงเครียดมากกว่า ไบเดนต้องระมัดระวังทุกก้าวเดิน เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองภายในพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสงครามกาซา ในขณะที่ทรัมป์ได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฐานเสียงพรรครีพับลิกัน ทำให้เขามีอิสระในการดำเนินงานทางการทูตมากกว่า

สายสัมพันธ์ทางธุรกิจช่วยหนุนการสนับสนุนจากชาติอาหรับ

หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในโดฮา ซึ่งทำให้พลเมืองกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดต่อเนทันยาฮูว่า สงครามต้องยุติลง การโจมตีบนแผ่นดินกาตาร์ถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทรัมป์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดยืนของชาติอาหรับในการยุติสงคราม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทรัมป์กับรัฐกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งมีทั้งการดำเนินธุรกิจกับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดจนการเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ ในปีนี้ ได้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดของเขา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ทรัมป์ไม่แวะเยือนอิสราเอลแต่ไปเยือนเมืองหลวงของประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้เขาได้รับฟังเสียงเรียกร้องซ้ำๆ ให้ยุติสงคราม

ภายในหนึ่งเดือนหลังการโจมตีในโดฮา นายกฯ เนทันยาฮูได้โทรศัพท์ขอโทษกาตาร์ด้วยตนเอง และในวันเดียวกันนั้น ผู้นำอิสราเอลได้ลงนามในแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมสำคัญในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากความสัมพันธ์ของทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดโอกาสให้เขากดดันอิสราเอลได้ ประวัติความสัมพันธ์กับผู้นำมุสลิมก็ช่วยให้ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา และอาจช่วยให้พวกเขาโน้มน้าวให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงได้

อิทธิพลของยุโรปกดดันอิสราเอล

การประณามอิสราเอลจากทั่วโลกต่อการปฏิบัติการในกาซา ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายถึงขีดสุด ทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติมากขึ้น

เมื่ออิสราเอลเข้าควบคุมเส้นทางเสบียงอาหาร และประกาศแผนโจมตีเมืองกาซาซิตี ประเทศสำคัญในยุโรป นำโดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไขของวอชิงตันอีกต่อไป นำไปสู่ความแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป

ในที่สุด ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างพันธมิตรยุโรป-อาหรับ กับกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล และทรัมป์ได้เลือกพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ข้อตกลงสันติภาพของฝรั่งเศส-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ มีการอ้างถึงการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ในอนาคต ทำให้ทรัมป์บีบเนทันยาฮูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ยุติสงคราม

แม้ว่าสไตล์การทูตที่ฉีกแนวของทรัมป์มักจะสร้างความตกตะลึง แต่สุดท้ายก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด ซึ่งในสถานการณ์นี้ การดำเนินงานที่ดูไม่เป็นไปตามแบบแผนของเขา ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสามารถปลดล็อกทางตันที่ยืดเยื้อมานานได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้ทำให้อิสราเอลตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คน และถอนทหารบางส่วนออกจากกาซา ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และทำให้การสิ้นสุดของสงครามในกาซาซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 67,000 คน เป็นไปได้ในที่สุด.

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ดีลกาซา” ที่ทรัมป์สร้างขึ้นนี้ ยังคงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และจะเป็นบทเรียนให้กับผู้นำคนอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างไร

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ความสำเร็จที่ไบเดนทำไม่ได้

ทำไมทรัมป์ถึงสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์สามารถสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นกับผู้นำอิสราเอลและชาติอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้ยุติสงคราม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างของวิธีการดำเนินงานระหว่างทรัมป์และไบเดน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สไตล์การทูตที่แตกต่างกัน อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้

การเจรจาที่นำไปสู่ “ดีลกาซา” นี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ที่มา – ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

Scroll to top