ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

ตราด: ชาวบ้านชายแดน เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราดยังคงน่าจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่า ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นเกรงว่าจะเกิดการปะทะหนักในช่วงกลางดึก ซ้ำรอยเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบผิดปกติ ทำให้ความกังวลในหมู่ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทีมข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่บริเวณแนวชายแดนในตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูเงียบสงบ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจตราบุคคลที่เดินทางเข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหลุมหลบภัย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีสัญญาณของการปะทะเกิดขึ้นก็ตาม

ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับสร้างความกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อใด หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์มาหลายวันติดต่อกันแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้อีกครั้ง

ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

นอกจากความกังวลและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกนายปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบางและความไม่แน่นอนสูง

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนเช่นนี้ ถือเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงให้การสนับสนุนด้านจิตใจ เพื่อบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้คือการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพกายและใจ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นปะทะหนักกลางดึกซ้ำรอยคืนก่อน

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

นายกฯ น้ำตาคลอ พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”


“นายกฯ อนุทิน” น้ำตาคลอ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบไทย-กัมพูชา พร้อมให้กำลังใจครอบครัว-สวมกอดลูกสาวทั้ง 2 คนของ “จ่าเพียว”

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังสนามบินร้อยเอ็ด และในเวลา 15.10 น. เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต หรือ จ่าเพียว ทหารกล้าที่ได้สละชีพจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา ณ วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าร่วมในพิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และการสูญเสียของ จ.ส.อ.ศตวรรษ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทย การจัด พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” อย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย และความใส่ใจของผู้บริหารประเทศที่มีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ รวมทั้งได้พูดคุยกับบุตรสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ตั้งใจเรียนหนังสือ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณและเงินช่วยเหลือจากกองทัพบก โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีน้ำตาคลอในช่วงที่พูดคุยกับครอบครัว พร้อมทั้งกล่าวว่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับขอให้เก็บไว้ดูแลบุตรทั้งสองคน และได้สวมกอดลูกสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

นายกฯ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะเดินทางกลับขึ้นรถยนต์ ได้มีประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมในพิธีได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทักทายประชาชน ในขณะที่ประชาชนได้กล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีให้สู้ๆ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้จบในรุ่นของเรา ในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชูกำปั้นแสดงสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ก่อนที่จะชี้ไปที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งกล่าวว่าคนนี้เป็นแม่ทัพใหญ่

ความเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียของครอบครัวและคนที่รัก การให้ความสำคัญกับพิธีศพและการให้กำลังใจครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความห่วงใยจากสังคม

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีทางศาสนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้กล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า

การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดูแลและให้ความสำคัญกับทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยและให้กำลังใจกับครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่สูญเปล่า

ที่มา – นายกฯ น้ำตาคลอพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ทหารกล้าพลีชีพ ให้กำลังใจครอบครัว

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เปิดภาพ! ความเสียหายชายแดนสระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้วทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อฝ่ายกัมพูชายิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เราจะมาเปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา การโจมตีจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมาย ทำให้ความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

รายงานจากกองทัพภาคที่ 1 ระบุถึงความเสียหายใน 2 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดของกัมพูชา

ความเสียหายในอำเภอตาพระยา

ในพื้นที่อำเภอตาพระยา ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านเรือนของประชาชน และพื้นที่ไร่นาทางการเกษตร หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถพักอาศัยได้ตามปกติ และพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เกษตรกรหลายรายสูญเสียพืชผลทางการเกษตร ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ

ความเสียหายในอำเภอโคกสูง

สำหรับอำเภอโคกสูง ความเสียหายค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง เสาไฟฟ้า รวมถึงบ้านเรือน และไร่นาของประชาชน ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสาไฟฟ้าที่ถูกยิงได้รับความเสียหาย ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่สามารถใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ บ้านเรือนและไร่นาของประชาชนก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับในอำเภอตาพระยา

รายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม:

  • ถนนคอนกรีตและถนนลาดยางหลายสายได้รับความเสียหาย
  • เสาไฟฟ้าในหมู่บ้านหักโค่น ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่
  • บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ทั้งหลังคา ผนัง และโครงสร้าง
  • พื้นที่ไร่นาทางการเกษตรถูกทำลาย พืชผลเสียหาย

สถานการณ์เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือน ไร่นา และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่า การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

รถถังยิงต่อเนื่อง ปากกระบอกปืนแตก!

ภาพประกอบจากแฟ้ม

กองทัพบกเร่งตรวจสอบสาเหตุ รถถังยิงต่อเนื่อง VT4 ปากกระบอกปืนแตก หลังทำการรถถังยิงต่อเนื่องในการปะทะกับกัมพูชา บริเวณแนวชายแดน ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงความมั่นคงและประชาชนทั่วไป

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ “Wassana Nanuam” ของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ทบ.เผย รถถังสายพันธุ์มังกร VT4 สละชีพ ยิงต่อเนื่องในสมรภูมิรบ จนปากกระบอกปืนแตก โฆษก ทบ. เผยเร่งส่งซ่อม รอสรรพาวุธ ทบ. สรุปสาเหตุ

พันเอก ริชฌา สุชสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. กล่าวถึงกรณีรถถัง VT4 ของไทยเกิดอุบัติเหตุ ยิงจนปากกระบอกปืนแตก นั้นว่า เกิดขึ้นจริง รถถังมีความเสียหาย ส่วนสาเหตุยังระบุไม่ได้ อยู่ในขั้นการตรวจสอบสายเทคนิค 

แต่จากข้อสันนิษฐานเป็นไปได้หลายประการ เนื่องจากรถถัง VT4 เข้าร่วมปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง ทำการยิงอย่างหนักหน่วง ในห้วงตั้งแต่มีการปฏิบัติการมา อาจจะเป็นสาเหตุนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม อยากให้รอการพิสูจน์ทางเทคนิค โดยกรมสรรพาวุธอย่างละเอียดอีกครั้ง”

รถถังยิงต่อเนื่อง ในการปะทะกัมพูชา จนปากกระบอกปืนแตก

เหตุการณ์รถถังยิงต่อเนื่อง จนปากกระบอกปืนแตกนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความล้าของโลหะที่ใช้ทำปากกระบอกปืนเอง การใช้งานที่เกินขีดจำกัด หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอก เช่น กระสุนที่ไม่ได้มาตรฐาน

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้รถถังยิงต่อเนื่องแล้วปากกระบอกปืนแตก

  • ความล้าของโลหะ: การใช้งานอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้โลหะที่ใช้ทำปากกระบอกปืนเกิดความล้า และนำไปสู่การแตกร้าวได้
  • การใช้งานเกินขีดจำกัด: รถถังแต่ละรุ่นมีขีดจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกัน การใช้งานเกินขีดจำกัด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อส่วนประกอบต่างๆ ของรถถังได้
  • กระสุนไม่ได้มาตรฐาน: การใช้กระสุนที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดแรงดันภายในปากกระบอกปืนสูงเกินไป และนำไปสู่การแตกร้าวได้
  • การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม: การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ของรถถังเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายได้

การตรวจสอบอย่างละเอียดโดยกรมสรรพาวุธจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การฝึกอบรมพลประจำรถถังให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานและการบำรุงรักษารถถังอย่างถูกต้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาและตรวจสอบยุทโธปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ การลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ที่มา – รถถังยิงต่อเนื่อง ในการปะทะกัมพูชา จนปากกระบอกปืนแตก

“สุทิน” ชี้ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ!

“สุทิน” ห่วงสถานการณ์ชายแดน ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งเจรจาช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา หวั่นกลายเป็นตัวประกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดสำนักงานกฎหมายคลังแสง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 67/26 หมู่ 8 ตลาดอู้ฟู่ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งนายกำพลศักดิ์ คลังแสง ประธานบริษัทสำนักงานกฎหมายคลังแสง ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีคณะทำงานด้านกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมแสดงความยินดี

จากนั้น นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะที่อดีตเคยเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และกำลังทหารทุกหน่วยในช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีหลายวิธีที่ควรทำ ดีกว่ามาใช้กำลัง เสียดายที่ผ่านมาเราทำไม่สมบูรณ์ในบางขั้นตอน จนทำให้เกิดการเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วประเทศไทยเราก็ถอยไม่ได้ ไทยก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และต้องทำให้ศัตรูหรือข้าศึกนั้นต้องเข็ดหลาบ แต่การสู้รบสมัยใหม่นั้นสู้ด้วยกำลัง สู้ด้วยทางการทูต สู้ด้วยจิตวิทยาสังคมที่ต้องช่วงชิงกัน กองทัพและรัฐบาลจะต้องคำนึงประเด็นดังกล่าวให้ดี เราอาจจะต้องชนะทุกคนและทุกเรื่องไปพร้อมกัน โดยส่วนตัวก็ต้องให้กำลังใจทหาร ให้กำลังใจรัฐบาล การจบด้วยสันติวิธีโดยที่ไทยเรานั้นจะต้องไม่เสียเปรียบ”

นายสุทิน ยังเผยอีกว่า ไทยเราเจรจาไม่รอบคอบในหลายประเด็น เราเปิดช่องโหว่ให้มีการเล็ดลอด มีการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นเมื่อมีการเล็ดลอดเกิดขึ้นก็เกิดข้อพิพาททันที ทำให้การเจรจาต่างๆ ไม่สำเร็จ การเจรจาระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ จะต้องคุยกันให้ลึกและปิดรอยรั่ว เพราะหากไม่ทำจริงจังก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้กลับคืนมาอีก

“รัฐบาลรักษาการของคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ทำได้เกือบทุกเรื่องตามกรอบกฎหมายที่กำหนด แต่เรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลรักษาการก็ต้องยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก อย่าคิดให้เป็นประเด็นหรือประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจังหวะแบบนี้ถ้าคนคิดไม่ดีก็จะเอาเป็นประโยชน์ทางการเมืองได้ จึงต้องช่วยกันเตือนสติรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย”

ในช่วงท้าย นายสุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐบาลมีการประเมินแล้วว่าจะมีสถานการณ์สู้รบเกิดขึ้น จะต้องรีบจัดการในเรื่องเหล่านี้ก่อน รัฐบาลและทหารจะรู้กันก่อนว่าหากเกิดการสู้รบก็ต้องอพยพประชาชนของตนเองออกมาก่อน แต่มาวันนี้กัมพูชาไม่ให้คนไทยเกือบ 7,000 คนออกมาจากประเทศ แบบนี้ไทยเสียหายและเสียเปรียบในดุลทางทหารด้วย เพราะหากกลายเป็นการจับพลเรือนไทยเป็นตัวประกัน เราเสียเปรียบชัดเจน.

“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทำไม “สุทิน” ถึงมองว่าไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ?

นายสุทินมองว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่รอบคอบ ทำให้เกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นการเสียเปรียบในดุลทางทหาร โดยหากคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน สถานการณ์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การที่“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ที่มา – “สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้นายกฯ เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

ทหารไทยถอนกำลังจาก “ปราสาทคนา” ชั่วคราว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา ล่าสุดมีรายงานว่าทหารไทยได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ “ปราสาทคนา” ชั่วคราว หลังจากการปะทะอย่างหนักกับฝ่ายกัมพูชา รายละเอียดเป็นอย่างไร เรามาติดตามกัน

ทหารไทยถอนกำลังจาก “ปราสาทคนา” ชั่วคราว

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ “ปราสาทคนา” จังหวัดสุรินทร์ โดยชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้มีการรายงานว่าฝ่ายไทยสามารถยึดครองพื้นที่ได้ 100% แต่สถานการณ์ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

หลังจากที่ฝ่ายไทยได้เข้าไปควบคุมพื้นที่ “ปราสาทคนา” ได้แล้วนั้น ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่พื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับยุทธวิธี และตัดสินใจถอนกำลังออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ายึดครองพื้นที่อีกครั้ง

เหตุผลในการถอนกำลังชั่วคราวจากปราสาทคนา

  • เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล: การระดมยิงของฝ่ายกัมพูชาเป็นไปอย่างหนักหน่วง การถอนกำลังชั่วคราวเป็นการลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย
  • เพื่อปรับยุทธวิธี: สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การถอนกำลังช่วยให้ฝ่ายไทยมีเวลาในการวางแผนและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • เพื่อรักษาสมดุล: การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลาย การถอนกำลังชั่วคราวเป็นการแสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยไม่ได้ต้องการที่จะยั่วยุให้เกิดสงคราม

อย่างไรก็ตาม รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า การถอนกำลังเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น และฝ่ายไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมที่จะเข้ายึดครองพื้นที่ “ปราสาทคนา” อีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

การตัดสินใจถอนกำลังชั่วคราวจาก “ปราสาทคนา” แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังของกองทัพไทยในการรับมือกับสถานการณ์ที่อ่อนไหว การรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย การเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดอกจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศได้ในระยะยาว

ที่มา – ทหารไทยถอนกำลังชั่วคราวจาก “ปราสาทคนา” หลังกัมพูชาระดมโจมตีหนัก

ชาวบ้านบุรีรัมย์หวั่นเหตุปะทะบานปลาย อพยพ!

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ล่าสุด ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย จึงตัดสินใจทยอยเก็บของเพื่ออพยพไปยังศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากรับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ เสียงปืนใหญ่และแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านในบริเวณชายแดนของบุรีรัมย์เกิดความกังวลใจอย่างยิ่ง

หลายครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเรือนใกล้แนวชายแดน ต่างเร่งรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว พวกเขาได้เห็นเพื่อนบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่ไปก่อนแล้ว และตัดสินใจที่จะทำตามเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ชาวบ้านหลายรายให้ข้อมูลว่า การปะทะกันในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขาสามารถรับรู้ถึงเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ทำให้เกิดความหวาดกลัวและกังวลว่าจะได้รับอันตราย ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย

ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ชาวบ้านตัดสินใจอพยพ

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ยังสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทางการจังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย เพื่อให้ผู้ที่อพยพมาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย และต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาควรเป็นไปอย่างสันติวิธี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การเจรจาและการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

แม้ว่าทางการจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในอนาคตยังคงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญ การกลับคืนสู่สภาวะปกติและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายจริงๆ และภาวนาให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน สามารถช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ที่มา – ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย ทยอยเก็บของ อพยพไปศูนย์พักพิงต่อเนื่อง

Scroll to top