ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

ทภ.2 แฉสมุดทหารกัมพูชา ยึดซำแต-เนิน 677

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ได้จากสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา หลังจากการเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677 ได้สำเร็จ การค้นพบครั้งนี้เผยให้เห็นแผนผังการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทภ.2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ณ เวลา 11.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. การเข้ายึดที่หมายซำแต, เนิน 677 บริเวณช่องอานม้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการทางทหารเพื่อเคลียร์พื้นที่
  2. ในพื้นที่คณาดำเนินการเข้ายึดได้แล้ว 3 ที่หมาย และยังคงปฏิบัติการในส่วนที่เหลือ
  3. พื้นที่ตาควายยังคงมีการปะทะกันอย่างหนัก และผลการปฏิบัติงานจะรายงานให้ทราบต่อไป
  4. สำหรับพื้นที่สำคัญอื่นๆ ตลอดแนวชายแดน ยังคงมีการสู้รบประปราย แต่สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย

รายการยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญที่ยึดได้จากฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซำแต-เนิน 677 ประกอบด้วย:

  1. โทรศัพท์ 8 เครื่อง
  2. สมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา 1 เล่ม
  3. ลูกระเบิด m203 7 ลูก
  4. จรวด RPG พร้อมอุปกรณ์ 50 ชุด
  5. กระสุนปืน 11,765 นัด
  6. วิทยุสื่อสาร 15 เครื่อง

จากการตรวจสอบสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีการบันทึกแผนผังการวางทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จำนวน 11 จุด รวม 30 ลูก และกับระเบิดแสวงเครื่องประกอบ TNT จำนวน 2 จุด รวม 6 ลูก นอกจากนี้ ยังพบแผนการเตรียมวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 อีก 6 จุด แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนทุ่นระเบิด

โทรศัพท์ทั้ง 8 เครื่องและสมุดบันทึก 1 เล่ม ได้ถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบและขยายผลต่อไป ข้อมูลที่ได้จากสมุดบันทึกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนป้องกันและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ที่คาดว่าอาจมีการวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว และเตรียมการสำหรับหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด (EOD) เพื่อเข้าทำการตรวจสอบและพิสูจน์ต่อไป ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่กองทัพให้ความสำคัญสูงสุด

ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

ข้อมูลที่ได้จากการยึด ซำแต-เนิน 677 ครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจยุทธวิธีและการวางแผนของฝ่ายตรงข้าม ทำให้กองทัพสามารถตอบสนองและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของข้อมูลจากสมุดบันทึกทหารกัมพูชาในการปฏิบัติการที่ซำแต-เนิน 677

การได้มาซึ่งสมุดบันทึกของทหารกัมพูชา ช่วยให้ทราบถึง:

  • รูปแบบการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง
  • พื้นที่ที่คาดว่าจะมีการวางระเบิด
  • แผนการปฏิบัติงานอื่นๆ ของทหารกัมพูชา

ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการปฏิบัติการทางทหาร การป้องกันความเสียหาย และการรักษาความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินการทุกมาตรการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด การรักษา ซำแต-เนิน 677 และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เป็นภารกิจที่กองทัพให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชน

ที่มา – ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

วัชรพล จี้ ‘อนุทิน’ เร่งเยียวยาคนอุบลฯ

เด็กเพื่อไทย จี้ “อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ซัดลอยแพชาวบ้าน 65,000 คนในศูนย์อพยพ ปล่อยอดข้าวอดน้ำ เหตุงบไม่เพียงพอ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 10 อำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น อำเภอศรีอุดม และอำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภา เพราะต้องการหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นต่อประธานสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีเลือกหนีการตรวจสอบทางการเมือง

นายวัชรพล ระบุว่า นายอนุทิน อาจจะหนีการตรวจสอบทางการเมืองได้ แต่จะหนีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะผลจากสงครามส่งผลให้ประชาชนคนอุบลราชธานีและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนหลายแสนคนที่อยู่ในศูนย์อพยพและบ้านญาติตามพื้นที่ต่าง ๆ ต้องหนีตายจากการสู้รบในพื้นที่มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายวัชรพล กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจุดที่มีการสู้รบกันหนักมาก ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน และอำเภอนาจะหลวย ต่างพากันทิ้งพื้นที่หนีตายอพยพมาพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการเตรียมการกันไว้ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 65,568 คน เวลานี้หลายคนไม่ได้รับอาหารและน้ำดื่ม เพราะจำนวนอาหารที่รัฐเตรียมไปไม่เพียงพอกับผู้อพยพ น้ำดื่มก็ขาดแคลน รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร กระทรวงมหาดไทยเลือกที่จะทอดทิ้งคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ หรือมีใครหาประโยชน์จากงบประมาณค่าอาหารของพี่น้องประชาชนที่มาพักอาศัยภายในศูนย์อพยพ ส่งผลให้การดูแลของรัฐไม่ทั่วถึง

“การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชารอบนี้หนักกว่ารอบที่ผ่านมา รอบนี้นายอนุทินเลือกจะโยนความผิดให้ใคร เพราะที่ผ่านมาพยายามปั่นกระแสว่าต้นเหตุการสู้รบมาจากสองตระกูลทะเลาะกัน วันนี้การสู้รบหนักกว่ามีทหารกล้าที่สู้รบตามแนวชายแดนพลีชีพและชาวบ้านเสียชีวิต นายอนุทิน จะโทษใครอีก นายอนุทิน จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ มีอำนาจในการดูแลประชาชน นอกจากนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะเยียวยาอย่างไร ประชาชนในพื้นที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐหรือไม่ สามารถออกไปทำมาหากินไม่ได้ บ้านเรือนเสียหาย ชาวบ้านจะหาเงินจากที่ไหนไปซ่อม นายอนุทิน ควรวางการเมืองแล้วให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่านี้”

วัชรพล จี้ ‘นายกฯ อนุทิน’ เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบาก ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น

ความเดือดร้อนของชาวอุบลฯ ที่รอคอยการเยียวยา

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม พวกเขาต้องทิ้งบ้านเรือน อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน การขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น การที่นายวัชรพลออกมาเรียกร้องให้เร่งเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่สมควรและจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องอาหารและน้ำดื่มแล้ว ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหาย การเยียวยาที่ครอบคลุมควรพิจารณาถึงการซ่อมแซมบ้านเรือน การสนับสนุนอาชีพ และการให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการการวางแผนและการดำเนินการที่เป็นระบบจากภาครัฐ

การที่นายวัชรพลออกมาตอกย้ำถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารประเทศและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

การดำเนินการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของสังคมโดยรวมที่ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาคสิ่งของจำเป็น การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น

ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การเมืองควรหลีกทางให้กับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุน เพราะเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนและนักการเมือง และเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความหวังให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – “วัชรพล” จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม ซัดปล่อยชาวบ้านอดข้าว

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ! ตัดทางลำเลียง

เช้าวันนี้มีรายงานข่าวว่ากองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตี “สะพานจัยจุมเนี๊ยะ” ทำให้สะพานได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงจากกัมพูชาที่อาจมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามายังพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 06.00 น.

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

ตามรายงาน กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 จำนวน 2 ลำ เข้าปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนตราด เพื่อทำลายสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ การปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากการร้องขอสนับสนุนจากกองทัพเรือ ซึ่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของการเสริมกำลังและอาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่ใกล้ชายแดนไทยด้านจังหวัดตราด

มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า เครื่องบิน F-16 ได้บินวนสำรวจพื้นที่ 2 รอบ ก่อนที่จะเริ่มทิ้งระเบิดชุดแรกเมื่อเวลา 06.00 น. การโจมตีระลอกต่อมาเกิดขึ้นในเวลา 06.07 น. และ 06.12 น. ตามลำดับ รายงานเบื้องต้นระบุว่า สะพานจัยจุมเนี๊ยะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นพังถล่มลงมาทั้งหมด

สถานการณ์ล่าสุดหลังจากการโจมตี สะพานจัยจุมเนี๊ยะ ทางฝั่งกัมพูชายังไม่ได้มีการตอบโต้หรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผลกระทบจากการโจมตีสะพานจัยจุมเนี๊ยะ

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงและการขนส่งข้ามแดนบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลำเลียงยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลที่อาจเกิดขึ้นจากฝั่งกัมพูชา การทำลายสะพานดังกล่าว จึงเป็นการตัดทอนศักยภาพในการเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การเจรจาหรือการหารือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อทำความเข้าใจและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

  • การระงับการลำเลียงอาวุธ: การโจมตีสะพานมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงและอาวุธ
  • การเพิ่มความตึงเครียดชายแดน: เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการทูตและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่
  • ผลกระทบต่อการค้าชายแดน: การขนส่งสินค้าและวัตถุดิบอาจหยุดชะงัก

การที่กองทัพอากาศตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติ และการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

ชายแดนตราดดุเดือด! ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา รายงานสถานการณ์ล่าสุด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด ที่ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา มาติดตามรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ที่ยังคงมีการปะทะกันเป็นระยะๆ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งจากการยิงด้วยปืนใหญ่ ปืน ค. และปืนเล็ก สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันนี้

ในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นที่บ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ฝ่ายไทยได้ทำการระดมยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะยอ บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา สืบเนื่องจากการข่าวที่พบว่ามีความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบฐานปืนใหญ่จำนวน 4 จุด ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทางฝ่ายไทยจึงได้ตัดสินใจดำเนินการทำลายฐานปืนใหญ่ทั้งสี่จุดจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนของกัมพูชาได้รายงานข่าวว่า กองทัพเรือของไทยได้ทำการยิงปืนใหญ่กว่า 20 นัด เข้าใส่พื้นที่บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ส่งผลให้ประชาชนในหมู่บ้านปากคลองต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน จนทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด: ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาจากหลายฝ่าย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การปะทะกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งเป็นอย่างมาก ชาวบ้านต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การเจรจาและการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงและการตอบโต้กันไปมา จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง การส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในระยะยาวได้อีกด้วย

สถานการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศ การหันหน้าเข้าหากันและการพูดคุยกันอย่างเปิดอก จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย ล้วงข้อมูลส่งทัพ

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด? สื่อกัมพูชารายงานว่า เจ้าหน้าที่จังหวัดบันเตียเมียนเจยได้ทำการจับกุมบุคคลต้องสงสัยว่าเป็น “กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย” ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลให้กับกองทัพไทย ข่าวนี้กำลังเป็นที่จับตาและสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชารายงานว่า เจ้าหน้าที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับการจับกุมชายสัญชาติไทยรายหนึ่งในหมู่บ้านสรักครัม อำเภอสวายเชก ขณะที่เขากำลังเก็บข้อมูลที่น่าสงสัย ซึ่งอาจถูกนำไปส่งต่อให้กับกองทัพไทย ตามรายงานของทางการกัมพูชา

รายงานระบุว่า ชายไทยผู้นี้ถูกควบคุมตัวในบริเวณใกล้ชายแดน ขณะที่เขากำลังดำเนินกิจกรรมที่อาจเข้าข่าย “สอดแนมข้อมูลด้านความมั่นคง” ซึ่งขณะนี้ทางการกัมพูชากำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อขยายผล

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชายังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัย รวมถึงประเภทของข้อมูลที่เชื่อว่าเขากำลังรวบรวมอยู่ แต่พวกเขาได้ระบุว่านี่เป็น “คดีอ่อนไหวด้านความมั่นคง” และจะมีการแถลงข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อการสอบสวนมีความคืบหน้ามากขึ้น

กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย จริงหรือไม่?

การที่กัมพูชาอ้างจับสายลับไทยครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค ข้อมูลที่ถูกกล่าวหาว่าถูกรวบรวมนั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงของกัมพูชาอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคตอย่างไร กำลังเป็นที่สนใจของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความจำเป็นในการสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดเผยเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การกล่าวหาเรื่องการจารกรรมเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดและโปร่งใสเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้หลายประการ:

  • ความตึงเครียดชายแดน: อาจทำให้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามากขึ้น
  • การทูต: รัฐบาลทั้งสองประเทศอาจต้องมีการเจรจาและการทูตอย่างเข้มข้นเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ความเชื่อมั่น: อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งสำคัญ และประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการจารกรรมและการคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ก็ตามควรเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล รวมถึงเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักการของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์ที่กัมพูชาอ้างจับสายลับไทยครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความมั่นคงและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย ล้วงข้อมูลส่งกองทัพ

ทรัมป์โพสต์! ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ จริงหรือ?

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความหลังคุยผู้นำไทยกับกัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายยอมตกลงหยุดยิงแล้ว พร้อมระบุด้วยว่าเหตุทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยกลับตอบโต้อย่างรุนแรง

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังจากได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะหยุดยิงแล้ว และกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพตามเดิม

เมื่อเช้านี้ ผมมีการสนทนาที่ดีมากกับนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เรื่องการปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างน่าเศร้าของสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการยิงทั้งหมด โดยมีผลตั้งแต่เย็นนี้เป็นต้นไป และกลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพดั้งเดิมที่พวกเขาทำไว้กับผม ด้วยความช่วยเหลือจาก นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม

ก่อนหน้านี้ นายอนุทินเปิดเผยกับสื่อเรื่องการสนทนากับนายทรัมป์ โดยบอกว่า นายทรัมป์อยากให้ไทยกัมพูชาหยุดยิง แต่ตนบอกผู้นำสหรัฐฯ ไปว่า “ขอให้ไปบอกเพื่อนเราดีกว่า ว่าอย่าบอกว่าหยุดยิงเฉยๆ ต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาจะหยุดยิง กัมพูชาจะถอนกำลังออกไป กัมพูชาจะเก็บกู้วัตถุระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด แล้วทำให้เห็น ประเทศไทยเราอยู่เฉยๆ ไม่เคยอยากจะเข้าไปได้อะไรของเขาอยู่แล้วไม่มี แต่เขาต้องหยุดทุกอย่างก่อน” และย้ำว่า “กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดสัญญาต้องแก้ไข ไม่ใช่คนที่ต้องถูกกระทำมาแก้ไข”

ข้อความของนายทรัมป์ระบุด้วยว่า “เหตุทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุซึ่งทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น เป็นอุบัติเหตุ แต่ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็ได้ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง

ทั้งสองประเทศพร้อมสร้างสันติภาพและทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาต่อไปเป็นเกียรติของผมที่ได้ทำงานร่วมกับอนุทินและฮุน มาเนต ในการแก้ไขสิ่งที่อาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างสองประเทศที่ยอดเยี่ยมและมั่งคั่งนี้! ผมขอขอบคุณ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม สำหรับความช่วยเหลือของเขาในเรื่องที่สำคัญยิ่งนี้ด้วย

อนึ่ง ในเรื่องของกับระเบิด นายอนุทินเผยว่า ได้บอกกับนายทรัมป์ไปว่า “นี่เป็นสิ่งที่ทางกองทัพรายงานมาตลอดว่ามันจะถึงจุดนี้ เมื่อวันที่เราเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ปฏิญญาไปถึงจุดหนึ่งที่เราจะเจอเยอะมาก แล้วเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าไป เราก็เก็บมา 2-3 อาทิตย์ ผู้สื่อข่าวก็เห็นมี ASEAN Observer Team (AOT) ซึ่งเป็นสักขีพยานของนานาชาติจากอาเซียนเข้ามาร่วมกับเรา และวัตถุระเบิดที่เราไปเก็บกู้มาหรือกับระเบิดที่ทำให้น้องๆ ทหารของเราต้องบาดเจ็บ เสียชีวิตไป ก็ได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นระเบิดใหม่เพิ่งวาง”

ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

จากกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่าเหตุการณ์ ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ นั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเทศไทย หลายฝ่ายมองว่าเป็นการมองข้ามความสูญเสียและการบาดเจ็บของทหารไทย

ท่าทีของไทยต่อกรณีทหารเหยียบกับระเบิด

ถึงแม้ว่าทรัมป์จะออกมากล่าวว่าเหตุการณ์ ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว โดยยืนยันว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติและเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การตอบโต้ของไทยแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาและการมองข้ามความสูญเสียของทหารไทย

อย่างไรก็ตาม การออกมาแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคต แม้ว่าทรัมป์จะพยายามแสดงบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย แต่การสื่อสารที่ไม่ระมัดระวัง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอก จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมองข้ามความรู้สึกและความสูญเสียของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ที่มา – ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

วราวุธอาลัย จ่าโอม ปกป้องชาติ ประณามกัมพูชา

“วราวุธ” ประณามกัมพูชารุกรานไทย ขอสดุดี “จ่าโอม – จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง” อุทิศชีวิตปกป้องผืนแผ่นดินไทย มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ช่วยดูแลความเป็นอยู่ครอบครัว ตอบแทนนักสู้ผู้เสียสละ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ที่วัดวังน้ำเย็น ต.วังน้ำเย็น อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ว่า ขณะนี้ตนยืนอยู่ต่อหน้าทุกคนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ประเทศไทยได้สูญเสียหนึ่งในผู้กล้าของแผ่นดิน หนึ่งในลูกหลานของพวกเราทุกคน หลังจากเหตุยั่วยุโจมตีที่ไม่อาจยอมรับได้จากกองกำลังของกัมพูชาต่อทหารไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

นายวราวุธ ระบุต่อไปว่า ทหารที่สูญเสียไปไม่ได้เป็นเพียงผู้สวมเครื่องแบบเพื่อปกป้องประเทศไทยเท่านั้น แต่เขาเป็นชายหนุ่มจากสุพรรณบุรีบ้านเกิดเดียวกันกับตน ซึ่ง จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง หรือ จ่าโอม ชายผู้มีความฝัน ผู้กำลังจะริเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ และเป็นผู้ที่ต้องรับภาระดูแลครอบครัวด้วยความเข้มแข็ง เขาถูกปลิดชีวิต อนาคตของเขาถูกพรากไปจากครอบครัว พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและประเทศไทย ทำให้เราต้องเผชิญกับความเศร้าโศกจากการกระทำที่ไร้เหตุผลในครั้งนี้

เราขอประณามการรุกรานอย่างรุนแรงของกัมพูชา การกระทำที่ไม่เพียงละเมิดบรรทัดฐานสากลเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอีกด้วย ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ถูกข่มเหง จะไม่ยอมให้หยดเลือดของคนไทยต้องร่วงหล่นโดยไร้เสียงตอบรับ ถึงทหารของเราที่ประจำการอยู่แนวชายแดน พวกเราขอยืนเคียงข้างความกล้าหาญ ความมีระเบียบวินัย มีความมุ่งมั่นอันไม่หวั่นไหวของเหล่าทหารหาญในการปกป้องราชอาณาจักรไทย นั่นคือแรงบันดาลใจแห่งความเคารพอย่างสุดซึ้งของประชาชนชาวไทยทุกคน ทหารคือผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ และวันนี้เราน้อมสดุดีการปฏิบัติหน้าที่ของทุกเหล่าทัพ

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของวีรชนผู้ล่วงลับ ขอให้ทราบว่า จ่าโอม เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งและการเสียสละ และจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคนไม่เลือนหาย การปฏิบัติหน้าที่ของเขาครั้งนี้จะไม่ถูกลืม และเป็นเครื่องเตือนใจของเราเสมอว่า อธิปไตยของประเทศไทยนั้นศักดิ์สิทธิ์ และตราบใดที่ยังมีภัยคุกคามแม้เพียงเล็กน้อย พวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียว ไม่ย่อท้อ และยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่ออธิปไตยของไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการมาร่วมงานสวดพระอภิธรรม จ.ส.ท.จิระวัฒน์ ในวันนี้ นายวราวุธ ในฐานะรองประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา เปิดเผยด้วยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ให้เป็นตัวแทนประสานงานในการซ่อมแซมบ้านพักที่อยู่อาศัยของครอบครัวมุ่งกลาง เพื่อให้ครอบครัวของ จ.ส.ท.จิระวัฒน์ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมกับการตอบแทนหัวใจของนักสู้ผู้เสียสละ ที่อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องประเทศและคนไทยทุกคน ตอบแทนผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่ต้องการให้คนไทยไม่ทิ้งกัน.

วราวุธอาลัย จ่าโอม ปกป้องชาติ ประณามกัมพูชา

“วราวุธ” สดุดี “จ่าโอม” ปกป้องชาติ

จากเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ ขอสดุดีวีรกรรมของ จ่าโอม และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

พวกเราต้องร่วมมือกันประณามการกระทำที่รุนแรงของกัมพูชา และยืนหยัดเคียงข้างทหารไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

วราวุธอาลัย จ่าโอม ผู้กล้าของแผ่นดินไทย

ที่มา – “วราวุธ” อาลัย “จ่าโอม” หนุ่มสุพรรณฯ อุทิศชีวิตปกป้องประเทศ ประณามกัมพูชารุกรานไทย

Scroll to top