ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

ไทยยึดเนิน 677 ช่องอานม้า 100% จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการควบคุมพื้นที่บริเวณช่องอานม้า ล่าสุดกระทรวงกลาโหมได้ออกมายืนยันถึงการเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้ 100% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ก.กลาโหม ยันคุมช่องอานม้า 100%

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์บริเวณ “ช่องอานม้า 100%” พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณและส่งกำลังใจให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นจากการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

โฆษก กห. เผยรายละเอียดเพิ่มเติม

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดน โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และในการปะทะบริเวณช่องอานม้านั้น มีทหารไทยจากกรมรบพิเศษที่ 1 เสียชีวิต 1 นาย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวีรชนผู้เสียสละเพื่อชาติ

ถึงแม้จะสามารถยึดเนิน 677 บริเวณช่องอานม้าได้ 100% แต่สถานการณ์ยังไม่ยุติ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอาวุธเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยต้องดำรงการยิงต่อต้านเพื่อสถาปนาพื้นที่และรักษาความปลอดภัยของกำลังพล

สถานการณ์โดยรวมและข้อควรพิจารณา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การยืนยันการควบคุมพื้นที่ช่องอานม้าได้ 100% เป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ความสำคัญของช่องอานม้า

ทำไมการยึดเนิน 677 ที่ช่องอานม้าจึงมีความสำคัญ ช่องอานม้าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเนื่องจาก…

  • เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ
  • เป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหาร
  • มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ

สิ่งที่ต้องจับตาหลังไทยยึดช่องอานม้า 100%

หลังจากที่ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ช่องอานม้าได้ 100% สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ…

  • ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชา
  • การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน
  • การให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจ การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – โฆษก กห. ยัน ไทยยึดเนิน 677 ที่ช่องอานม้าได้ 100% แต่ยังยิงต่อต้านเพื่อสถาปนาพื้นที่

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา: ทอ. ส่ง F-16 ถล่ม

โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ แต่กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ ขณะกองทัพอากาศ ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เร่งประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชาเท่าที่ควร พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยเน้นย้ำถึงความพยายามของ กต. ในการช่วยเหลือส่งคนไทยในกัมพูชากลับบ้านเกิด แม้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดจะส่งผลต่อการประสานงานบ้าง แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

ทบ.เผย ต้องปรับแนวรบบริเวณ บ้านคลองแผง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้รายงานถึงปฏิบัติการทางทหาร โดยระบุว่ากองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญหลายแห่งได้แล้ว เช่น ซำแต ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี รวมถึงบ้านหนองหญ้าแก้ว อย่างไรก็ตาม บริเวณช่องอานม้าและช่องคนาซึ่งมีปราสาทคนาตั้งอยู่ ยังคงต้องใช้ความพยายามในการควบคุมพื้นที่ต่อไป

สถานการณ์ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ยังคงมีความท้าทาย แม้ว่ากองทัพไทยจะสามารถทำลายฐานทหารโดยรอบได้จำนวนมาก แต่ภูมิประเทศที่ยากลำบากทำให้การเข้าควบคุมพื้นที่เป็นไปอย่างยากเย็น บริเวณบ้านคลองแผง ใน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว แม้จะมีการรายงานว่าสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้ต้องมีการปรับแนวรบใหม่

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

น.อ.นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตีในพื้นที่บ้าน 3 หลัง ใน ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เนื่องจากตรวจพบการขุดสนามเพลาะและสร้างบังเกอร์ใต้ดิน การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายบังเกอร์ของฝ่ายกัมพูชา เพื่อลดภัยคุกคามและดำเนินการยึดครองพื้นที่ต่อไป ข่าวกรองระบุว่ากัมพูชาได้มีการเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ไทยยังคงต้องปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง

ความพยายามในการส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ

น.อ.นรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยสามารถทำลายยานเกราะและรถถังของฝ่ายกัมพูชาได้ 9 คัน โดรน 68 ลำ แอนตี้โดรน 1 ระบบ เสาสื่อสาร 3 จุด เครื่องยิงจรวด BM-21 1 ระบบ และยืนยันว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 165 ราย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และกองทัพไทยยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

การดำเนินการของกองทัพอากาศในการส่ง F-16 เข้าโจมตีถือเป็นการตอบโต้ที่เด็ดขาดต่อการรุกล้ำอธิปไตย และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการปกป้องดินแดน

กต. ยังคงต้องทำงานอย่างหนักต่อไปในการเจรจาและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าส่งคนไทยในกัมพูชากลับได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ที่มา – โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับ ด้าน ทอ. ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลัง

สดุดีวีรชน! ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน กลับลพบุรี

ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ! สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ผู้เสียสละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณช่องอานม้า ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา เตรียมนำร่างอันกล้าหาญกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ครอบครัวและญาติมิตรได้ประกอบพิธีทางศาสนา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.13 น. ที่ผ่านมา (12 ธันวาคม) เมื่อกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 จำนวน 3 ชุด เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สังกัด รพศ.1 พัน.2 ตำแหน่ง พนง.วิทยุ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความเศร้าสลดใจแก่เพื่อนทหารและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง

นอกจาก สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” แล้ว ยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ ส.ท.พีรภัทร เจนจบ สังกัด รพศ.1 พัน.1 ถูกยิงที่แขนซ้าย และ ส.อ.สุรศักดิ์ สระแสง สังกัด รพศ.1 พัน.2 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่เบ้าตา ทั้งสองนายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ร่างของ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสนามไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลา 13.20 น. เพื่อดำเนินการชันสูตรตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน”

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการชันสูตรแล้ว ร่างของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน จะถูกนำไปบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เพื่อนทหารและประชาชนทั่วไปได้ร่วมไว้อาลัย ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

กำหนดการเคลื่อนย้ายร่าง ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน

  • เคลื่อนย้ายร่างจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ไปยังพุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • เคลื่อนย้ายร่างกลับบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี (วันและเวลาจะแจ้งให้ทราบต่อไป)

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารกล้า ผู้พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง ขอสดุดีและไว้อาลัยต่อ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” และขอเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ขอให้ดวงวิญญาณของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สู่สุคติ และขอให้ครอบครัวของท่านเข้มแข็ง ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปให้ได้

ที่มา – สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” เตรียมนำร่างเดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.ลพบุรี

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารเป็นของขวัญปีใหม่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ แต่ชาวบ้านบางส่วนเลือกที่จะ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” พวกเขาลงทุนสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่กำบังในกรณีฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในทรัพย์สินและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะยังได้ยินเสียงปืนดังจากชายแดนสุรินทร์เป็นระยะ แต่ชาวบ้านใน อ.บ้านกรวดจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งบ้าน พวกเขาลงทุนซื้อท่อซีเมนต์ จ้างรถแบคโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขุดหลุมหลบภัยในบริเวณบ้านของตนเอง นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของจำเป็นใส่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง

นายพล นนทบท ชาวบ้านวัย 52 ปี จาก อ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เขาไม่สะดวกที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิง จึงตัดสินใจสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย เพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับตนเองและเพื่อนบ้าน “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” เป็นการป้องกันไว้ก่อน หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป

ในหมู่บ้านของนายพล มีชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 70% แต่เขาและเพื่อนบ้านที่เหลือเลือกที่จะอยู่ต่อ เพื่อดูแลทรัพย์สินและช่วยผู้นำชุมชน รวมถึง ชรบ. รักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้าน การตัดสินใจ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียสละของคนในชุมชน

ความสำคัญของหลุมหลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

การที่ชาวบ้านตัดสินใจสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หลุมหลบภัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

  • การเตรียมพร้อม: หลุมหลบภัยช่วยให้ชาวบ้านมีสถานที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน
  • ความอุ่นใจ: การมีหลุมหลบภัยทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น
  • การพึ่งพาตนเอง: การสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ฝากกำลังใจไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทหารทุกนายสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินไปนัก พวกเขาปรารถนาให้ทหารไทยได้รับชัยชนะกลับมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สิ่งที่ชาวบ้านทำนั้น แสดงถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อกองทัพที่เสียสละ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ปกป้องตนเอง แต่ยังส่งกำลังใจให้ทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติอีกด้วย สิ่งที่ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจของคนไทย

ที่มา – ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารรักษาอธิปไตย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูกที่ตราด: รายงานล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ตราด ตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ มาติดตามรายละเอียดของเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด กัน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 ซึ่งสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพเรือ ได้ทำการทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ลงบนแนวคูที่ทหารกัมพูชาขุดไว้ บริเวณใกล้เคียงกับบ้านเรือนประชาชนในตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายแนวป้องกันที่ทหารกัมพูชาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้ายึดพื้นที่ของนาวิกโยธินไทย หลังจากเครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดแล้ว เรือรบและปืนใหญ่ภาคพื้นดินก็ได้ทำการยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

รายละเอียดเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ที่ตราด

หลังจากการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ช่วงเวลาประมาณ 16.10 น. ได้มีการปะทะกันด้วยปืนเล็กเป็นเวลาประมาณ 1 นาที ก่อนที่เสียงปืนใหญ่จะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายนาที สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงตึงเครียด และมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด นี้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ทางหน่วยงานภาครัฐได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

การที่ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

กรมศิลป์ยัน! ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทตาควาย ล่าสุดสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งสงบลงเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าดำเนินการสำรวจและบูรณะได้อย่างเต็มที่

นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ซึ่งดูแลรับผิดชอบโบราณสถานในพื้นที่อีสานใต้ ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ ได้กล่าวถึงกรณีปราสาทตาควายถูกใช้เป็นบังเกอร์ในการสู้รบและได้รับความเสียหายว่า ทางกรมศิลปากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เตรียมการที่จะเข้าสำรวจความเสียหายทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ จริงหรือ?

ผู้อำนวยการทศพร กล่าวว่า จากภาพที่ปรากฏ สภาพของปราสาทตาควายในปัจจุบันพบว่าส่วนยอดของปราสาทได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการสู้รบ อย่างไรก็ตาม ทางกรมศิลปากรได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบนี้แล้ว

“ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดได้ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คณะกรรมการจะเข้าสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการบูรณะซ่อมแซมต่อไป” นายทศพรกล่าว นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าปราสาทตาเมือนธมและปราสาทคนา อาจได้รับผลกระทบจากการปะทะในครั้งนี้ด้วย

ขั้นตอนการบูรณะปราสาทตาควาย

นายทศพรยังกล่าวเสริมอีกว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ และสามารถบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีกรณีโบราณสถานอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 ได้รับความเสียหายมากกว่าปราสาทตาควายเสียอีก แต่ก็สามารถบูรณะให้กลับมาสวยงามได้ดังเดิม

สำหรับขั้นตอนในการบูรณะนั้น จะเริ่มจากการขุดค้นทางโบราณคดี การจัดทำแบบแปลน การทำรูปแบบรายการสำหรับการบูรณะ และนำไปสู่ขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมจริง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นมาตรฐานในการบูรณะโบราณสถานทุกแห่ง

ดังนั้น จึงขอยืนยันว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แน่นอน เพียงแต่ต้องรอให้สถานการณ์สงบลงก่อน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การบูรณะโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการรักษาทรัพย์สินทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของชาติ การที่สำนักศิลปากรที่ 10 ยืนยันว่าปราสาทตาควายสามารถซ่อมแซมได้ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับผู้ที่รักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ที่มา – สำนักศิลปากรที่ 10 ยันปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แต่ต้องรอเหตุปะทะสงบก่อน

เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดน: ปลอดภัยต้องมาก่อน

การเลื่อนสอบเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการสอบที่สำคัญอย่าง TCAS ล่าสุดมีข่าวสำคัญเกี่ยวกับการ เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ตัดสินใจประกาศ เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธาน ทปอ. ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่าการ เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

จังหวัดใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนสอบ TCAS ครั้งนี้

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนสอบครั้งนี้มีทั้งหมด 7 จังหวัด ได้แก่

  • สุรินทร์
  • บุรีรัมย์
  • ศรีสะเกษ
  • อุบลราชธานี
  • ตราด
  • สระแก้ว
  • จันทบุรี

กำหนดการสอบเดิมคือวันที่ 13-15 ธันวาคม 2568 ได้ถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 17-19 มกราคม 2569 แทน

ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทปอ. ขอเป็นกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และทางกระทรวง อว. และ ทปอ. จะดูแลเยาวชนอย่างเต็มที่ การเลื่อนสอบครั้งนี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้สอบและผู้ปกครอง

สำหรับศูนย์สอบอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน 7 จังหวัดดังกล่าว จะยังคงดำเนินการสอบตามปกติ การตัดสินใจนี้มีขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เตรียมตัวสอบมาพร้อมแล้ว และเพื่อให้การสอบเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แม้ว่าการสอบจะไม่พร้อมกัน แต่ทาง ทปอ. ยืนยันว่าข้อสอบทุกชุดมีมาตรฐานเดียวกัน และจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแน่นอน คุณภาพและความยากง่ายของข้อสอบจะยังคงเดิม

การ เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของกระทรวง อว. และ ทปอ. ที่มีต่อผู้เข้าสอบทุกคน ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ และการตัดสินใจครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

การเลื่อนสอบครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการของน้องๆ หลายคน แต่เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบในวันใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน!

ที่มา – เลื่อนสอบ TCAS 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

ด่วน! ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต: กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปตตึงเครียดอย่างมาก เมื่อทางการกัมพูชายังไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ทำให้มีคนไทยตกค้างอยู่บริเวณชายแดนเป็นจำนวนมาก รายงานล่าสุดระบุว่ามีคนไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 คนที่รอข้ามแดนกลับประเทศไทย

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย นายอำเภออรัญประเทศ และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว จะได้พยายามประสานงานกับ pihak Kamboja เพื่อให้เกิดความชัดเจนและอำนวยความสะดวกให้แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศแล้วก็ตาม สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ยังคงไม่คลี่คลาย

กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ด่านอรัญประเทศยังคงชุลมุนวุ่นวาย เนื่องจากมีชาวกัมพูชาจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกันเพื่อรอข้ามแดนกลับประเทศ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ไทย ฝ่ายไทยได้จัดระเบียบพื้นที่และอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่เพื่อให้การเดินทางกลับประเทศของชาวกัมพูชาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่น่ากังวลคือ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ ณ เวลา 10.00 น. แม้จะมีการนัดหมายและประสานงานล่วงหน้าแล้วก็ตาม แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชามีความพยายามเรียกเก็บเงินจากคนไทยบางคนที่ต้องการเดินทางกลับ ทำให้เกิดความล่าช้าและความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

หลังจากได้รับรายงานเรื่องการเรียกเก็บเงิน เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยและนายอำเภออรัญประเทศได้เข้าประสานงานกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาเพื่อขอความชัดเจน และยืนยันว่าคนไทยต้องได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ทั้งสิ้น

ความคืบหน้าล่าสุด: สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

แหล่งข่าวยืนยันว่าการเจรจามีความคืบหน้า โดยเจ้าหน้าที่กัมพูชายอมปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดและจะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการส่งตัวกลับมายังฝั่งไทย

เมื่อคนไทยเดินทางกลับมาถึงฝั่งไทยแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามมาตรการที่กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล การซักถามความปลอดภัย เพื่อคัดแยกกลุ่มต่างๆ ให้ชัดเจน หลังจากผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาต่อไป

สถานการณ์โดยรวมยังคงต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณผู้รอเดินทางทั้งสองฝ่ายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้น

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงกักตัวคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยไว้บริเวณฝั่งกัมพูชา และบางส่วนถูกไล่กลับไปยังอาคารสำนักงานในฝั่งปอยเปต คาดว่ามีจำนวนประมาณ 3,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้ว่าผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วจะเข้าไปเจรจาแล้วก็ตาม สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ยังไม่คลี่คลาย

สถานการณ์ที่ด่านอรัญประเทศยังคงเป็นจุดที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนการปล่อยตัวคนไทยจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงต่อไป

การที่ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมากที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและกัมพูชาควรเร่งแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ที่มา – ด่วน ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต ตึงเครียด “กัมพูชา” ไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

Scroll to top