ชายแดนไทย กัมพูชา

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแนวหลัง อย่าประมาท

“อนุทิน” เน้นย้ำปกป้องอธิปไตย ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับ ชรบ. อย่าประมาท แม้บรรยากาศดี

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ณ เทศบาลตลาดนิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน 7 จังหวัด (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมชุด ชรบ. ในพื้นที่บุรีรัมย์กว่า 2,500 คน ที่มาร่วมรับนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้รายงานผลการดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังของ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ได้มีการประสานข้อมูลกับกองทัพและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์อพยพ พร้อมระบบคัดแยกกลุ่มเปราะบาง (เด็ก, ผู้สูงอายุ, คนมีครรภ์ และผู้ป่วยติดเตียง) และจัดชุด ชรบ. กว่า 115,393 คน ใน 7 จังหวัด เพื่อดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้อพยพในช่วงเกิดเหตุการณ์

นายอนุทินได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. โดยเน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีจากการร่วมกันสำรวจพื้นที่ข้อพิพาทและปักหมุดเขตแดนชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ก็ไม่ควรประมาท เพราะสามารถเกิดเหตุได้ทุกเมื่อ แม้ตนเองจะงานยุ่งเหยิงก็ต้องมาพบกับพี่น้อง ชรบ. เป็นเครื่องหมายว่า รัฐบาลของท่านเน้นย้ำในการปกป้องแผ่นดินและอธิปไตยขอให้ทุกท่านอย่าพะวง ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ดีพอ

นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำการปฏิบัติ 3 ด้านว่า ความมั่นคงชายแดนแนวหลังต้องพร้อมปกป้องเต็มที่  การให้ความปลอดภัยประชาชนและอพยพอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กำลังพล 4 แนว คือ ทหาร และกองสนับสนุนพื้นที่แนวรบ/ดูแลหมู่บ้าน/ศูนย์พักพิงอพยพ ซึ่งล้วนมี ชรบ. เข้าไปเกี่ยวข้อง

หลังการกล่าวให้กำลังใจ นายอนุทินได้เข้าเยี่ยมชมและสังเกตการณ์การซ้อมแผนเผชิญเหตุตามแผนพิทักษ์ส่วนหลังที่ อ.บ้านกรวดจัดขึ้นด้วย และหลังเสร็จสิ้นภารกิจนายอนุทินให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด เนื่องจากมีสัญญาณบอกเหตุตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยย้ำว่าไม่ประสงค์พูดเรื่องความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจกัมพูชา แต่เน้นย้ำที่ความพร้อมของไทยเป็นสำคัญ

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากมีการยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม แล้วเกิดเหตุปะทะขึ้น นายอนุทินยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ถูกยุบไปด้วย ในช่วงนั้นผู้ว่าฯ จะสามารถเปิดพื้นที่ฉุกเฉินรับมือการปะทะได้ และรัฐบาลรักษาการจะสนับสนุนทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

สำหรับการที่ รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมอนุสัญญาออตตาวาเพื่อนำเสนอท่าทีของไทยต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าการประท้วงไม่ได้ผล พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากไทยถูกทำร้ายหรือมีการรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย ไทยพร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบ เพื่อรักษาอธิปไตย

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยเน้นย้ำให้ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

ความสำคัญของการลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ นอกจากนี้ ยังเป็นการติดตามความคืบหน้าของแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ ชรบ. เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และการดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองการณ์ไกล และความเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

สำหรับประชาชนทั่วไป การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นการสร้างความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยเเละกัมพูชา จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเเต่การ นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี ก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเเละความพร้อมให้เเก่ประชาชน

การเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูสงบสุขก็ตาม การมีแผนสำรองและกำลังพลที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

ฮุน เซน ชี้ ทหารสละชีพเพื่อชาติ ไม่แลกดินแดน

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

จากกรณีที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทหารทั้ง 18 นายที่ถูกจับกุม ได้ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว และรัฐบาลกัมพูชาจะไม่ใช้ดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ทำไมฮุน เซน ถึงกล่าวว่าทหารสละชีพเพื่อชาติ ไปแล้ว?

การที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของทหารที่ถูกจับกุม รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า กัมพูชาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อการต่อรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ เป็นการยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงครอบครัวของทหารที่ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ฮุน เซน ยืนยันว่าจะไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า กัมพูชาจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ที่มา – ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

อันวาร์คุยทรัมป์! ไทย-กัมพูชา พร้อม**เจรจาแก้ปัญหาชายแดน**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน ได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยนายอันวาร์ได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการเจรจา

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ในข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายอันวาร์ระบุว่า เขาได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน และความพยายามทางการทูตเป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เขายังได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังได้แสดงความยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญที่นายอันวาร์เน้นย้ำคือ การที่ทั้งไทยและกัมพูชาเลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนนั้นอยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ลดความตึงเครียด และป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย การเจรจาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความยืดหยุ่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคประชาสังคม และประชาชนทั้งสองประเทศ การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ

แนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูต
  • การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ

การเจรจาแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและยาวนาน การที่ทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการทูตเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเจรจาคืบหน้าไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเจรจาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธีและยั่งยืน

ในอนาคต หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง หรือ “บิ๊กกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นคำสั่งหยุดยิงที่เกิดขึ้นในการปะทะเมื่อปี 2568 การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก กมธ. เห็นถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของสถานการณ์บริเวณชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวในการประชุมถึงเหตุการณ์การสู้รบกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หลังจากเริ่มการรบได้เพียง 6 ชั่วโมง กลับมีคำสั่งให้หยุดยิง ทำให้ กมธ. ตัดสินใจเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพเเห่งดินแดน

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

กมธ. เล็งเห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง จึงได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่และอำนาจของ กมธ. ต่อไป

ทำไมต้องถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา?

การหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความซับซ้อนเเละเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาเเละเเนวทางการเเก้ไข จะช่วยลดความตึงเครียดเเละป้องกันความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ การรับฟังข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงอย่าง พล.ท.บุญสิน จะช่วยให้ กมธ. สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้านเเละนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเเม่นยำ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา ได้กำหนดวันประชุมในวันที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 08.00 น. โดยได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเเนวโน้มในอนาคต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์และนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กมธ.ทหารฯ สว. เปิดเวทีให้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติวิธี

ประเด็นเรื่อง กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงเเค่เรื่องของความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนด้วย การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา การสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ

การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในความสำคัญของปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ และร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน

ที่มา – กมธ.ทหารฯ สว. เชิญ “บิ๊กกุ้ง” ให้ข้อมูล หารือชายแดนไทย-กัมพูชา เค้นปมคำสั่งหยุดยิง

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

ปมคำสั่งหยุดยิง “ภูมิธรรม” แจงไม่ตรงข้อเท็จจริง เผยมติ สมช. ให้กองทัพมีอำนาจเต็มตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง ย้ำจุดยืนปกป้องอธิปไตยไทย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง “คำสั่งหยุดยิง” ในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา ทำให้เกิดคำถามคาดเดาไปต่างๆ นานา และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ในฐานะผู้เคยปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านความมั่นคง และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเห็นว่าควรนำข้อเท็จจริงจากช่วงเวลานั้นมาอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนดังนี้

นายภูมิธรรม ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลในขณะนั้นได้เรียกประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้มีการหารืออย่างรอบคอบ และมีมติสำคัญคือ “มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามหลัก Rules Of Engagement (ROE)” ซึ่งหมายความว่า กองทัพไทยมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง

ประการต่อมา การปฏิบัติการป้องกันประเทศในครั้งนั้นมี 2 ระดับที่ชัดเจน คือ ระดับนโยบาย (รัฐบาล) กำหนดกรอบยุทธศาสตร์และแนวทางทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และระดับปฏิบัติ (กองทัพ) เป็นผู้ดำเนินการตามหลักยุทธวิธีและ ROE ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจาก สมช. ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า “มีคำสั่งหยุดยิงจากฝ่ายการเมือง” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะในห้วงเวลานั้นกองทัพได้รับอำนาจในการปฏิบัติอย่างอิสระภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล

ตลอดช่วงสถานการณ์ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สมช. กระทรวงกลาโหม และกองทัพภาคที่เกี่ยวข้อง โดย สมช. ทำหน้าที่ “กำหนดทิศทางและเป็นศูนย์รวมข้อมูล” ให้รัฐบาลใช้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย ในขณะที่หน่วยปฏิบัติได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและเสรีในการปฏิบัติหน้าที่ ผ่านกลไกของกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลทางกฎหมายภายหลัง ทั้งนี้ ในกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวในข้างต้น รัฐบาลในขณะนั้นมีหลักการสำคัญ โดยยึดมั่นในสันติวิธีตามหลักสากลและการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และทุกการตัดสินใจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกลไกความมั่นคงของรัฐ

“ที่ผ่านมา ในช่วงที่ผมเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานประสานกับผู้นำเหล่าทัพต่างๆ อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการหารือและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ ผมเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของผู้นำเหล่าทัพทุกท่าน ทำให้ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศผ่านไปด้วยความราบรื่น และอำนวยประโยชน์ให้ประเทศอย่างสูงสุด โดยยึดหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นมีจุดยืนเพียงหนึ่งเดียวคือ ปกป้องอธิปไตยของไทยด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของกำลังพลและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนให้ได้มากที่สุด”

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็น “คำสั่งหยุดยิง” ที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจของกองทัพที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้กำกับดูแลและให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในเชิงนโยบาย การอธิบายนี้ช่วยคลายความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารในช่วงเวลาดังกล่าว

ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง”

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดำเนินการทางทหาร การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยลดความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและกองทัพ

นอกจากนี้ การที่นายภูมิธรรมอดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคง ได้ออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ การที่ข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล

โดยสรุปแล้ว การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ไม่เพียงแต่ช่วยคลายความเข้าใจผิดและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของไทยและการรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่รัฐบาลในขณะนั้นมอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามสถานการณ์จริง ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และในปัจจุบันการที่เราได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจในการทำงานของกองทัพและรัฐบาลที่มุ่งมั่นปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง กองทัพได้รับอำนาจปฏิบัติอย่างอิสระ

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง!

เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จนขาขาดเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า เมื่อกำลังพลเหยียบกับระเบิดในบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย คือ จ.ส.อ. เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ซึ่งมีอาการข้อเท้าขวาขาด และ พลฯ วชิระ พันธนา ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกจากการถูกแรงอัด ปัจจุบันทั้งสองนายได้รับการส่งตัวโดยอากาศยานเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ด่วนที่สุด สันติภาพไม่มีอยู่จริง ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย บาดเจ็บ 2 นาย ปัจจุบันกำลังนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา รายละเอียดอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป”

ข้อความนี้ได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์และความคิดเห็นดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาพิจารณาถึงความหมายและความเป็นไปได้ของสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดจากการเหยียบกับระเบิดเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สันติภาพไม่มีอยู่จริง อย่างที่กองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ หรือว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง? การแสวงหาสันติภาพอาจเป็นกระบวนการที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การยอมแพ้ต่อความยากลำบากก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความรุนแรงและความขัดแย้ง

การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา การสร้างความไว้วางใจ และการเจรจาอย่างสันติ การใช้ความรุนแรงอาจเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและให้โอกาสแก่ทุกคนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารที่เหยียบกับระเบิดเป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความเสียสละ การร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ไม่มีใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพจึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย การสร้างความเข้าใจ การเจรจา และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – เพจกองทัพภาคที่ 2 ชี้สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังทหารเหยียบระเบิด ขาขาดรายที่ 7

บิ๊กเล็กลงศรีสะเกษ ตรวจชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งให้กำลังใจทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนด้วยตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญต่างๆ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

พลเอก ณัฐพล ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้รายงานภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด

บิ๊กเล็กลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมกำลังพล

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญกับการพูดคุยและสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด โดยได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น

นอกจากนี้ พลเอก ณัฐพล ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ โดยกำชับให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป

การลงพื้นที่ตรวจชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนและการให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารเป็นประจำ จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติสืบไป

สรุปได้ว่า การลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นการแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ รวมถึงการติดตามสถานการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหาร

Scroll to top