ชายแดนไทย กัมพูชา

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

ฮุน เซนย้ำ! ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยหาเสียง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน พร้อมอ้างว่าไทยใช้เรื่องนี้หาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง

ประเด็นเรื่องด่านชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ย้ำว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้นำระดับสูงของไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ฮุน เซน กล่าวว่า “นับตั้งแต่มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะทูตสันติภาพ”

“เราได้สังเกตเห็นความคืบหน้าที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งรวมถึงการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) รวมถึงการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาทในเบื้องต้น ภายใต้การดูแลของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นี่เป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ”

ฮุน เซน กล่าวต่อไปว่า แม้จะชื่นชมความคืบหน้า แต่ก็จำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนชาวกัมพูชาทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

“การที่ผู้นำไทยบางคนหยิบยกประเด็นการเปิดจุดผ่านแดนขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ อาจเป็นประเด็นในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย”

ฮุน เซน ชี้ว่า การกล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนซ้ำ ๆ โดยผู้นำไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี สร้างความสับสนให้กับประชาชนชาวกัมพูชาและไทย ทำให้บางคนเชื่อว่ากัมพูชาได้ร้องขอให้ไทยเปิดจุดผ่านแดน

“ผมไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเข้านอนด้วยข้อมูลที่ผิด ๆ นี้ สำหรับสาธารณชนชาวไทย นี่เป็นเรื่องภายในประเทศที่อาจถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้ง โดยการเปิดจุดผ่านแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียง”

ฮุน เซน ย้ำว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยปิดพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนเลย หากประเทศไทยต้องการปิดต่อไปอีก 100 ปี หรือ 500 ปี นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขา

การปิดพรมแดนไม่ได้ทำให้กัมพูชาล่มสลาย แต่กลับสร้างโอกาสให้สินค้าภายในประเทศเติบโตขึ้นมาทดแทนสินค้าไทย กระตุ้นการผลิตในท้องถิ่น

ฮุน เซน กล่าวว่า ได้สื่อสารกับมิตรประเทศว่า การที่ประเทศไทยปิดพรมแดนกับกัมพูชา ไม่เพียงตัดความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังขัดขวางอาเซียนและเอเชียโดยรวม แล้วถนนอาเซียน, ทางรถไฟอาเซียน และทางหลวงเอเชียล่ะ?

ฮุน เซน หวังว่าสารนี้จะไปถึงผู้นำไทยและประชาชนชาวไทย และทำให้ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้มีการเปิดจุดผ่านแดน

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

จากประเด็นดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

ทำไมฮุน เซน ถึงต้องออกมาเน้นย้ำเรื่อง "ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง" ในเวลานี้?

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำไปใช้ในเกมการเมืองภายในของประเทศไทย การที่ผู้นำไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องการให้มีการเปิดด่านพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว การตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทย และกัมพูชาสามารถปรับตัวได้กับการปิดพรมแดน

สำหรับประเทศไทย การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านพรมแดน ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และหลีกเลี่ยงการนำประเด็นนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง จะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองภายในประเทศมักส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยว แต่การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาว การพูดคุยและการเจรจาอย่างเปิดอก จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้

ที่มา – ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว

วันที่ 3 พ.ย.2568 กองทัพภาคที่ ๑ โดยกองกำลังบูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ยังคงเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยบ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว ตามแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงต้องสงสัย เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกิน

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ล่าสุด ที่ บ.หนองหญ้าแก้ว หน่วยเฉพาะกอจที่ 12 (ฉก.12) โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ร่วมกับ TMAC โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดพร้อมชุดเครื่องจักร สำรวจและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ E ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ต.ค.68 ปัจจุบันได้พื้นที่ปฏิบัติการสะสม 18,905 ตร.ม. คิดเป็น 9.20 % (จากพื้นที่ 205,405 ตร.ม.) และยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ส่วนในพื้นที่ บ.หนองจาน เริ่มดำเนินการเมื่อ 30 ต.ค.68 สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ A ไปแล้ว 11,219 ตร.ม. คิดเป็น 35.06 % (จากพื้นที่ 32,000 ตร.ม.) และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น (30 ต.ค.68) ก่อนประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน

กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

นอกจากนี้ กกล.บูรพา โดย กองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและบังเกอร์ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์”กองทัพบก ในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ปัจจุบันได้ดำเนินการตามแผนเร่งด่วน เป็นหลุมภัยประชาชน 3 จุด และบังเกอร์ 10 จุด มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 40 % และดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ 2 คือ การสร้างหลุมหลบภัยประชาชน 3 หลุมและบังเกอร์ 62 จุด มีความคืบหน้าประมาณ 6%

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao
กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ ๑ พร้อมอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ในการลงพื้นที่สำรวจแนวเส้นชายแดนและดูแลความปลอดภัยในการร่วมสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ตามแนวทางข้อตกลงของคณะกรรมการ GBC ในการจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และยืนยันความพร้อมในทุกมิติ ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

ตามข่าวก่อนใครได้ที่ playkhao.com

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา สแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด หน้าจอ LCD 48 เครื่อง คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงทางออนไลน์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็ยังคงมีช่องว่างให้เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น เราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ การที่ซิมการ์ดจากหลากหลายประเทศถูกนำมาใช้ในการกระทำผิด ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

การบุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขามีการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก มีการใช้ซิมการ์ดจากต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม และมีการกระจายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการถูกจับกุม

ความสำคัญของการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา ที่ลักลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ เพราะนอกจากจะช่วยลดจำนวนเหยื่อที่ถูกหลอกลวงแล้ว ยังเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสืบสวนและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลและเตือนภัยให้ผู้อื่นได้รับทราบ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การตระหนักถึงภัยคุกคามทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากกลโกงต่างๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา ช่วงเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย บอก รอถามตอนนายกฯ กลับมา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่าส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำพื้นที่เขาก็มี โดย พล.อ.ณัฐพล หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “รอถามตอนนายกรัฐมนตรีกลับมา” จากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป บางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายอนุทินกล่าว เนื่องจากเป็นการยอมรับความจริงว่าปัญหาการรุกล้ำชายแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความขัดแย้ง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์มากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเรื่อง อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นการรุกล้ำชายแดนระหว่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกล่าวถึงการรุกล้ำอาจกระทบความสัมพันธ์
  • ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา: ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  • ความโปร่งใส: รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์

การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสำคัญเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล และอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงความโปร่งใสและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่รอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้

การที่ พล.อ.ณัฐพล เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกรณี อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการจัดการอย่างระมัดระวัง หวังว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมา จะมีความชัดเจนและข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำกัมพูชา บอก รอถามนายกฯ

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความคืบหน้าล่าสุด! สื่อกัมพูชารายงานว่า กองทัพกัมพูชาได้เริ่ม ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการนี้ด้วย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าว TVK ของกัมพูชา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 ตุลาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์วิดีโอสดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพการถอนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ พร้อมข้อความที่ระบุถึงการปรับกำลังยุทโธปกรณ์และอาวุธหนักในระยะแรก โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เป็นสักขีพยาน

การตัดสินใจ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมเป็นสักขีพยานในข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหารถึงสำคัญ

  • ลดความตึงเครียด: การลดจำนวนอาวุธหนักในพื้นที่ชายแดนช่วยลดโอกาสของการเผชิญหน้าและการกระทบกระทั่ง
  • สร้างความไว้ใจ: การดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การลดความตึงเครียดจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว
  • เสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค: ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การถอนอาวุธในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ แต่มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล และสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น หวังว่าการเริ่มต้นที่ดีนี้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไปในอนาคต

การ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงและดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระยะยาว การมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมในกระบวนการนี้ ยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาแข็งแกร่งและยั่งยืน แต่การถอนอาวุธในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – สื่อกัมพูชาเผย กองทัพเริ่มถอนอาวุธหนัก ออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

“อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ยึดข้อตกลง ให้คำมั่นลดตึงเครียด ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ฟื้นฟูเชื่อมั่น หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสองฝ่ายจะยอมรับการสิ้นสุดเป็นปรปักษ์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ เผยถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีเนื้อหาว่า พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ขอประกาศ ดังนี้

1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่น ในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

2. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่นและดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกัน ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

3. พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์

4. นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน :

  • ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอน ภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง
  • ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ
  • เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
  • ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ
  • ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใดๆ และตระหนักว่า คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภท ที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

5. เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

6. พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

7. พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่สภาวการณ์ต่างๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้า และเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

8. พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่าง ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย.

การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขข้อพิพาทและการลดความตึงเครียดจะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ทั้งสองประเทศ หวังว่าการดำเนินการตามข้อตกลงนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลเป็นรูปธรรม

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต การลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน การถอนอาวุธหนัก และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุมถึงการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนอย่างสันติวิธี การเพิ่มพูนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของนานาชาติ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากอาเซียนและประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ การสนับสนุนจากนานาชาติแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และความมุ่งมั่นของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

แน่นอนว่าการลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพและความร่วมมือที่ยั่งยืน ความท้าทายที่สำคัญคือการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และการแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การดำเนินการเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เปิดถ้อยแถลง “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา มุ่งแก้ไขข้อพิพาท-ลดตึงเครียด

Scroll to top