ชายแดนไทย กัมพูชา

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง การที่ผู้นำระดับสูงจากทั้งมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของนานาชาติต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยป้องกันการปะทะกันในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทำไม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถึงสำคัญ?

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน

นอกจากนี้ “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาและประนีประนอม การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการเป็นคนกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากทั้งสองประเทศสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

เราหวังว่าการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

ทรัมป์ลั่น ลงนาม ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ระบุว่ากำลังเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซีย และจะลงนามทันทีที่เดินทางถึง

เมื่อ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในขณะนั้น) โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่าจะเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และย้ำว่า จะลงนามทันทีที่เดินทางไปถึงมาเลเซีย

“ผมกำลังเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย น่าเศร้าที่สมเด็จพระพันปีหลวงของประเทศไทยเสด็จสวรรคต ผมขอแสดงความเสียใจต่อปวงชนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ผมจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีที่น่าชื่นชมของพวกเขาเมื่อเราเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านสำหรับเหตุการณ์สำคัญนี้ เราจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพทันทีที่เดินทางถึง แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้!”

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ข่าวนี้สร้างความฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่ต้องมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม การประกาศของทรัมป์ก็จุดประกายความสนใจในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ

ทำไมทรัมป์ถึงประกาศเรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา?

เหตุผลที่ทรัมป์ออกมาประกาศเรื่องนี้ยังคงเป็นที่สงสัย แต่มีความเป็นไปได้หลายอย่าง:

  • ความต้องการที่จะสร้างผลงาน: ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
  • ความเข้าใจผิด: อาจมีความเข้าใจผิดในการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • การสร้างกระแส: การประกาศดังกล่าวอาจเป็นเพียงการสร้างกระแสความสนใจให้กับตัวเองและแพลตฟอร์ม Truth Social

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร การประกาศของทรัมป์ได้จุดประเด็นการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา และบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

การที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวถึงการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นต้องมีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว การกระทำนี้อาจมีนัยยะทางการเมือง หรือเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัวก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ข่าวสารในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้บริโภคข่าวสารจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นๆ

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ทรัมป์กล่าวว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย และต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน เพราะในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น การแยกแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอมเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การประกาศของทรัมป์เรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา อาจเป็นเพียงข่าวลือ หรือความเข้าใจผิด แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้จักการคิดวิเคราะห์ข้อมูล และไม่ด่วนสรุปจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่เดินทางถึงมาเลเซีย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง

ที่มา – ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

อนุทินบินมาเลเซีย ร่วมลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

นายกฯ เตรียมบินมาเลเซียเพื่อหารือกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาในวันพรุ่งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเวลา 18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย ในเวลา 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

สำหรับภารกิจในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิธีมอบรางวัลอาเซียน (ASEAN Prize) และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้โอกาสนี้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมย้ำบทบาทของประเทศไทย ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน ในการผลักดันอาเซียนให้คงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือที่ครอบคลุม เพื่อให้ภูมิภาคก้าวสู่ความสงบสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา “Joint Declaration between the Prime Minister of Kingdom of Thailand and the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia” โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าว ซึ่งจะมีการแถลงข่าวภายหลังพิธีดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกัน

อนุทินเตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสหารือกับผู้นำระดับโลกอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้แสดงศักยภาพและสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงภูมิภาคโดยรวม การยุติความขัดแย้งและความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะนำมาซึ่งโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาในด้านต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศในภูมิภาคสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้

การที่ไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความรุ่งเรืองให้กับประเทศและภูมิภาค การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้ความสนใจอย่างยิ่ง

คาดการณ์ได้ว่าการหารือและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บินไปมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา พรุ่งนี้

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา เช้า 26 ต.ค.! นายกฯ เผยต้องรีบกลับไทยให้ทันพระราชพิธีฯ ด้านสมเด็จพระพันปีหลวง มอบหมาย ‘สีหศักดิ์’ ร่วมประชุมเอเปกแทน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยช่วงหนึ่งตอบคำถามถึงกำหนดการเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า จริงๆ วันนี้ตนมีกำหนดการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้ขอยกเลิกไป แต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 จะมีเรื่องการลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยมีสักขีพยานคือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตนได้ขอให้ร่นระยะเวลามาลงนามในช่วงเช้า โดยจะเดินทางไปและรีบกลับมาให้ทันพระราชพิธีฯ

นายอนุทิน ระบุต่อไป ขอยืนยันให้ประชาชนทราบว่ากว่าจะถึงจุดนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเจรจามาตั้งแต่ในชั้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) จนได้ข้อสรุปที่เป็นเงื่อนไขแนวทางให้ทางกัมพูชาได้ปฏิบัติ เมื่อเขาปฏิบัติเราก็จะพิจารณาว่า เมื่อความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหากหมดไป เราก็ค่อยดำเนินการตามธรรมเนียมทางการทูต ขณะนี้จึงยังไม่มีสิ่งใดที่เป็นความกังวลว่าลงนามแล้วจะเกิดการเสียเปรียบหรือไม่ หรือทำให้สูญเสียอธิปไตย เรื่องแบบนี้ไม่มีทั้งสิ้น แต่เป็นการทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชนและลดความสูญเสีย รวมถึงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

การลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชานี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินตัดสินใจเดินทางไปลงนามด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง การที่ต้องเร่งรัดเวลาเพื่อกลับมาร่วมพระราชพิธีฯ ก็สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด

ทำไมการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาถึงสำคัญ?

การสร้างสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

เมื่อถามถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ ก็จะให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่แทน ซึ่งส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ.

การตัดสินใจมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเอเปกแทน แสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจภายในประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะอยู่ในประเทศในช่วงเวลานี้ อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองหรือประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว การเดินทางไปลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยคำนึงถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์และการบริหารจัดการภารกิจภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” บินมาเลย์ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาเช้า 26 ต.ค. รีบกลับให้ทันพระราชพิธีฯ

“สีหศักดิ์” มั่นใจ ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมั่นใจว่า “บิ๊กเล็ก” จะได้ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” บนเวทีอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยย้ำว่ามีแผนการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ตามเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ณ พระลานพระราชวังดุสิต นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งทุกประเด็นที่ประเทศไทยให้ความสำคัญนั้นมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้แล้วเช่นกัน หลังจากนี้จะมีการทำงานและพูดคุยกันต่อไปว่ามีจุดใดบ้างที่มีการรุกล้ำ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น รวมถึงในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีการลงนามบันทึกสรุปการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะสามารถดำเนินการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซียในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงผู้นำชาติสมาชิกอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ความหวังใหม่แห่งชายแดน

นายสีหศักดิ์ยังได้เปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังจากการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เสร็จสิ้นว่า ในการลงนามครั้งนี้ จะมีแผนการดำเนินการแนบมาด้วย ซึ่งจะระบุถึงขั้นตอนการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะมีแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่ชัดเจน

ขั้นตอนหลังลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะได้พูดคุยกันในรายละเอียดให้ชัดเจน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

การลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนาน การดำเนินการตามแผนที่วางไว้หลังจากนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

การแก้ไขปัญหาชายแดนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อเวทีอาเซียน ได้ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

ไทยย้ำเงื่อนไข! “บิ๊กเล็ก” ถก GBC ไร้กังวล

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะเดินทางไปมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวล และไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ ได้เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งที่ 2/2568 เพื่อหารือถึงสันติภาพร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา สถานการณ์ชายแดน และความร่วมมือด้านต่างๆ

ก่อนการเดินทาง พล.อ.ณัฐพลได้เปิดเผยถึงความคาดหวังในการประชุม GBC ครั้งนี้ โดยกล่าวว่า เท่าที่ทราบจากฝ่ายเลขานุการ ขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปกว่า 90% และจะมีการพูดคุยเพิ่มเติมในรายละเอียดอีกเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังยอมรับว่าจากกรณีที่ประชุม JBC วานนี้มีการปฏิเสธอำนาจในการตัดสินใจสร้างรั้ว ก็จะมีการหยิบยกไปหารือในวง GBC เช่นกัน

พล.อ.ณัฐพลยังระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่น่ากังวล เนื่องจากเหลือรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยกับประธาน GBC ของฝ่ายกัมพูชา แต่ยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมที่ไทยได้เสนอไปก่อนหน้านี้

“บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

รายละเอียด 4 เงื่อนไขที่ไทยย้ำกับกัมพูชาในการประชุม GBC

สำหรับ 4 ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการประชุม GBC เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้แก่

  • 1. การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
  • 2. การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
  • 3. ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
  • 4. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ “บิ๊กเล็ก” นำคณะเข้าร่วมการประชุม GBC และยืนยันถึงความคืบหน้าในการเจรจา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การที่ไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาและหารือกันต่อไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการประชุม GBC

การประชุม GBC เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ การหารือในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ไทยยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมในการประชุม “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความมั่นคงของทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุม GBC ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่าอาจจะต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย แต่การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

การติดตามความคืบหน้าของการประชุม GBC และการดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งในอนาคต สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยและกัมพูชาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอเลื่อนไปก่อน! เกิดอะไรขึ้น? มาติดตามสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

กัมพูชาได้ตอบรับคำเชิญจากกองทัพไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) แล้ว แต่ขอเลื่อนการหารือออกไปก่อน จนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะสิ้นสุดลง ซึ่งประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Facebook เพื่อประกาศการตอบรับคำเชิญจากฝ่ายไทยในการจัดการประชุม RBC อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ขอเลื่อนกำหนดการออกไป จนกว่าการประชุม GBC ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม (พ.ศ. 2568) จะเสร็จสิ้นเสียก่อน การตัดสินใจนี้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและความสำคัญของการประชุมทั้งสอง

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุอย่างชัดเจนว่า “กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแจ้งให้สาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศทราบดังต่อไปนี้:” เพื่อเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการสื่อสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์นี้อยู่ที่ “เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกองทัพกัมพูชาได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) กัมพูชา-ไทย ที่กำลังจะมาถึง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน

“ฝ่ายกัมพูชายินดีรับคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดการประชุม กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ได้เสนอให้เลื่อนออกไปจนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย วาระพิเศษครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ถึง 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสิ้นลง” ข้อความนี้เน้นย้ำถึงความเต็มใจที่จะร่วมมือ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการประชุมระดับสูงกว่าก่อน

“หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งที่ 2 แล้ว กองทัพภาคที่ 4 และ 5 จะกลับมาหารือกับฝ่ายไทยอีกครั้ง เพื่อจัดการประชุม RBC ในส่วนที่เกี่ยวข้อง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาหารือในประเด็น RBC อีกครั้งหลังจากการประชุม GBC สิ้นสุดลง

เหตุผลที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการประชุม GBC ก่อนนั้นมาจากความต้องการที่จะ “นำผลลัพธ์จากการประชุม GBC มาใช้ เพื่อรับประกันให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ, แสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ และอำนวยความสะดวกในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประชุม GBC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคต

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

การตัดสินใจของกัมพูชาในการเลื่อนการประชุม RBC ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสำคัญของการหารือในระดับต่างๆ

ทำไมต้องรอ GBC ก่อน

หลายฝ่ายมองว่าการที่กัมพูชาต้องการให้การประชุม GBC สิ้นสุดลงก่อน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและข้อตกลงในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค การทำเช่นนี้จะช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากขึ้น

  • การประชุม GBC เป็นการประชุมระดับนโยบายที่สูงกว่า
  • ผลลัพธ์จากการประชุม GBC จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับการประชุม RBC
  • ช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรอผลการประชุม GBC ก่อนที่จะหารือใน RBC อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อให้การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของกัมพูชาในการตอบรับการประชุม RBC แต่ขอเลื่อนไปจนกว่าการประชุม GBC จะจบลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค อาจเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในที่สุด ล่าสุด กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย หลังจบ GBC คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นสำคัญหลายอย่าง

การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การแสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับกระบวนการที่รอบคอบและครอบคลุมเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาตอบรับ จัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอประชุม GBC จบก่อน

อนุทินย้ำ! คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จริงหรือ?

นายกฯ ย้ำ คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ลั่น ชีวิตของประชาชนเอามาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ ยันรัฐบาลไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน บอกช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม รอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 5 ร่วมงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมรับมอบโล่เกียรติยศหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่นพิเศษ 1 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 10 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 2 และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ในฐานะ ปธพ.รุ่นที่ 12 (รุ่นปัจจุบัน) เข้าร่วมด้วย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ตนเคยพูดกับนายพัฒนาแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีอะไรที่ให้แล้วเอาคืนไม่ได้ อะไรที่ให้ประชาชนแล้วไม่สามารถเอาคืนได้ มันเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งว่าการฟอกไตฟรีในสมัยตนฟรีหมด จะเอากลับไปฟรีเฉพาะหน้าท้องไม่ได้ ตนบอกรัฐมนตรีว่าต้องเอากลับมาให้หมดฟอกไตฟรี คนไทยต้องรักษาฟรีทั้งหมด มันเป็นเป้าหมายของเรา และเชื่อว่ารัฐมนตรีเห็นแล้วว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะประสบความลำบากอีกมหาศาล ลูกหลานทำมาหากินเท่าไหร่ก็ต้องมารักษาคนที่บ้านหมด เราปล่อยให้มันเกิดเหตุเช่นนั้นไม่ได้ เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ต้องยืนยันว่าในเมื่อให้ไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ไม่ใช่เพราะการเมืองบอกให้เอากลับคืน เพราะกลัวคนที่ทำไว้ได้คะแนนเสียงดีขึ้น อย่าเอาชีวิตของประชาชนมาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ตนเร่งให้นโยบายกับรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีก็ทำทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไป ประเทศไทยเราจะเจอปัญหาตลอดเวลา สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเจอโควิด-19 เดี๋ยวนายพัฒนาก็ต้องเจออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตนเชื่อมั่นในรากฐานที่พวกท่านได้วางเอาไว้ บุพการีทางการแพทย์ บรรพบุรุษทางการแพทย์ เชื่อเราผ่านได้แน่นอน ต่อไปนี้หากเกิดสถานการณ์ทางสาธารณสุข เกิดโรคระบาด ประเทศไทยต้องมีวัคซีนภายใน 180 วัน เป็นภารกิจของเราของสถาบันวัคซีน สามารถที่จะเดินเข้าสู่เป้าหมายได้เลย โดยการแสวงหาความร่วมมือ ตนกล้าพูด ถือเป็นจุดแข็งของเราที่ต้องรักษาไว้ให้มากที่สุด

ก่อนกล่าวต่อไปว่า “ในฐานะเป็นรัฐบาลเรื่องภัยกัมพูชาก็ให้ทำใจให้เย็นๆ เราไม่มีเสียเปรียบแน่นอน มีคนถามว่าทำไมรัฐบาลเงียบจัง ท่านครับ จะไปรบกับใครแล้วมาบอกแผนการรบได้หรือ จะทำอะไร จะไปเจรจาอะไรต้องบอก บอกปุ๊บเขาก็แก้อยู่ที่โน่น จะไปทำโน่นทำนี่ ขอให้ทุกท่านทราบได้อย่างเดียวว่าไม่มีทางที่คนเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะยอมให้ประเทศของเราเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศใดก็ตามที่เรามีความขัดแย้งกันอยู่ เราต้องรักษาประโยชน์ของประเทศเรา”

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า เรื่องหลายเรื่องตอนนี้สื่อโซเชียลทำให้ท่านเสพ ใน 10 เรื่องอาจจริง 3-4 เรื่อง ไม่จริงทั้งหมด เขาบอกประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เขาทำฝ่ายเดียว ก็ขอให้ทุกท่านทราบว่าทุกวันนี้มันไม่มีการยิงอะไรเข้ามา ไม่มีการรุกราน ไม่มีการยั่วยุอะไรตามชายแดนของเราเพราะอะไร เพราะข้อความของเราไปถึงเขาว่าถ้ามาก็จัดเต็ม เขารู้และก็ต้องคิดแล้วว่าอย่ามาดีกว่า แต่เรื่องเหล่านี้จะให้ตนไปบอกว่าถ้ามาเดี๋ยวจะส่งกองกำลังนี้ไป มันเป็นไปไม่ได้ เราจะเอาสิ่งที่ที่เราแพลนอยู่ไปบอกให้คนอื่นให้เขาเตรียมตัว มันไม่เคยมีอยู่ในสมองของนายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษา และเราทราบดีว่าคนไทยต้องการอะไร ตนไปหาเสียงที่ไหน ไปเจอคนที่อยู่ตามแนวชายแดน ตนคิดว่าเขาเดือดร้อน ตนถามว่าให้เปิดด่านไหม 100% เขาบอกว่ายอมเดือดร้อน เราฟังเขา ฉะนั้นในการเจรจาอะไรต่างๆ ไม่มีเรื่องการเปิดด่าน จนกว่าความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยจะหมดไป ฉะนั้นเรื่องเปิดด่านไม่มี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าอยู่ในเขตเรา เราไล่อยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่ในเขตที่สงสัยเราต้องใช้วิธีทางสากลในการทำ เพราะเราบอกพื้นที่ตรงนี้ของเรา เขาก็บอกของเขา ฉะนั้นก็ต้องเริ่มเจรจาพูดคุยกันก่อน โดยเราทำได้ระดับหนึ่ง ตนไม่รู้เป็นอะไรเข้ามามีบทบาทตรงไหนก็จะเจอแต่ของหนักทั้งนั้นเลย แต่ไม่มีปัญหา ภาษาฝรั่งเขาบอกว่า “Been there, done that!” หรือเคยผ่านประสบการณ์แบบนั้นมาแล้ว

“เชื่อว่าสถานการณ์โควิดปลูกฝังความอดทนในตัวผมว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่อย่าช้าเกินไปเดี๋ยวจะถูกกระทืบ เอาแต่สุขุมดีกว่า และรอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ รับรองว่าจะไม่ให้เกิดอะไรที่มันเป็นการเสื่อมเสียซึ่งเกียรติภูมิ เกียรติยศอธิปไตยตรงนี้เท่าไหร่ก็ต้องแลกขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจ พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อรับใช้บ้านเมืองและทำให้ศักยภาพของประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

อนุทิน ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด

ทำไมนายกฯ ถึงย้ำว่าคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด?

จากเนื้อหาข้างต้น เราจะเห็นว่านายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด อย่างมาก และย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

การที่นายกฯ ย้ำเรื่อง คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง และไม่ต้องการให้ใครต้องลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

นอกจากเรื่องการฟอกไตฟรีแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องที่นายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนกับประเทศกัมพูชา โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบอย่างแน่นอน

การที่รัฐบาลออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่นายกฯ อนุทิน กล่าวในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการดูแลประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

อนาคตของนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ยันรัฐบาลไม่ให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน

Scroll to top