ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

“ชูวิทย์” ชูกำปั้น ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ชวนตั้งสติ

“ชูวิทย์” ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ชูกำปั้น ชวนประชาชนตั้งสติ 5 วินาที เลือกชาติ-ประชาธิปไตย เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับหลายคนในวันเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง เดินทางมาที่หน่วยเลือกตั้งที่ 39 เขตดินแดง กรุงเทพฯ เพื่อใช้สิทธิ์ของตัวเอง โดยสวมเสื้อดำกางเกงครีมและแว่นดำสุดคูล ระหว่างทางยังชูกำปั้นขวาให้กำลังใจประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ด้วยกัน

“ชูวิทย์” ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ชูกำปั้น ชวนประชาชนตั้งสติ 5 วินาที เลือกชาติ-ประชาธิปไตย

บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งคึกคักมาก เมื่อเวลา 09.59 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชูวิทย์อยู่ในลำดับที่ 101 รอคิวอย่างใจเย็น ประชาชนที่เจอต่างทักทาย ‘สู้ๆ’ แต่เจ้าตัวยิ้มตอบว่า ‘สู้อะไร ผมไม่ใช่นักการเมืองแล้ว’ แล้วเชิญชวนทุกคน ‘ตั้งสมาธิ ระลึกถึงชาติ ประชาธิปไตย ใน 5 วินาที แล้วมากาบัตรใบเดียวให้เสียงของท่านดัง’

หลังจากรอคิวเกือบชั่วโมง ชูวิทย์ออกมาก็มีน้ำตาคลอ สัมภาษณ์สื่อว่าอากาศสดใส ผู้คนมาใช้สิทธิ์เยอะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กาบัตร 3 ใบ! เขาเตือนประชาชนให้เข้าใจดีๆ

บัตรเลือกตั้ง 3 ใบที่ต้องระวัง

  • บัตรใบที่ 1: ส.ส. เขต สีชมพู กาเลือกผู้สมัครในเขต
  • บัตรใบที่ 2: เลือกพรรค แบ่งแบบสัดส่วน
  • บัตรใบที่ 3: ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ เห็นชอบหรือไม่

ชูวิทย์ย้ำ ‘ระวังกาผิดนะ จะเสียคะแนนเปล่าๆ’ และขอบคุณอาสาสมัครที่ทำงานท่ามกลางอากาศร้อน ช่วงหนึ่งเขาถึงกับน้ำตาไหล เมื่อเห็นอาสาสมัครสาบานว่าจะเลือกชาติประชาธิปไตย ‘เห็นแล้วสมเพช ร้องไห้ด้วยกันเลย’

ส่วนกำปั้นขวาที่ชู? ชูวิทย์อธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์ให้ระลึกถึงทหารที่พลีชีพ เสียแขนขาเพื่อชาติ ‘เราต้องสู้ ไม่ร้องไห้ แต่ทำหน้าที่ประชาชน’ เขาหวังว่าคนไทยจะมาใช้สิทธิ์ถึง 80% และเตือนอย่าปลุกปั่น อย่าโกหก อย่าซื้อเสียง ‘เลือกตามใจ แต่คิดถึงชาติเป็นหลัก’

ชูวิทย์วิเคราะห์การเมืองด้วยว่า อย่าหวังเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ยิ่งเปลี่ยนยิ่งแย่ ระบบการเมืองไทยวนเวียน ‘ฉกฉวย แย่งชิง ผูกขาด’ มานาน หลังปิดหีบต้องจับตากระแสกรุงเทพฯ และการนับคะแนนให้ดี

เหตุการณ์ “ชูวิทย์” ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ชูกำปั้น ชวนประชาชนตั้งสติ 5 วินาที เลือกชาติ-ประชาธิปไตย นี้ สะท้อนความรักชาติของอดีตนักการเมืองคนนี้ ที่แม้ไม่ลงเล่นแต่ยังห่วงใยประชาธิปไตยไทย ชูวิทย์เคยเป็นนักพัฒนาคลับเด็ก ต่อสู้คอร์รัปชัน เคยเป็น ส.ส. ปราบยาเสพติด สไตล์ตรงไปตรงมา ทำให้มีแฟนคลับเยอะ การชูกำปั้นครั้งนี้เหมือนจุดประกายให้คนรุ่นใหม่คิดถึงความรับผิดชอบ

ในมุมกว้าง การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญเพราะมีประชามติรธน.ใหม่ด้วย ผู้มีสิทธิ์ในหน่วยดินแดงกว่า 2,800 คน คาดว่าทุกคนตื่นเต้นกับบัตร 3 ใบนี้ มันคือโอกาสกำหนดอนาคตชาติ หาก turnout สูงถึง 80% อย่างที่ชูวิทย์หวัง จะเป็นสัญญาณดีให้ประชาธิปไตยไทยแข็งแกร่ง

สุดท้าย ชูวิทย์ฝากว่า ‘อย่ามาเลือกบ่อยๆ มันเหนื่อย’ แต่ภารกิจของประชาชนยังไม่จบ คุณล่ะ คิดยังไงกับคำชวนตั้งสติ 5 วินาทีนี้? ไปใช้สิทธิ์แล้วหรือยัง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วเรามาร่วมติดตามผลเลือกตั้งคืนนี้กัน คุณเชื่อว่าจะมีคนมาโหวต 80% มั้ย? มันคือพลังของชาติที่แท้จริง!

ที่มา – “ชูวิทย์” ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ชูกำปั้น ชวนประชาชนตั้งสติ 5 วินาที เลือกชาติ-ประชาธิปไตย

วิโรจน์โต้ชูวิทย์ ปชช. ไม่มีดีลลับบิ๊กโจ๊ก

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ไม่มีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นั่งรองนายกฯ เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายร้อง กกต. เอาผิดใส่ร้ายป้ายสีทำพรรคเสื่อมเสีย ชี้อย่าใช้จินตนาการ ย้ำยังเคารพแต่จะแฉใครต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสมกับนายชูวิทย์ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่าไปรับงานใดๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ต้องการใช้วิธีการเดียวกันกับการกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นแบบนายชูวิทย์ แม้ว่าจะสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาปะติดปะต่อเพื่อโจมตีตอบโต้ได้ แต่ด้วยมโนธรรมส่วนตัวและความเคารพที่มีต่อนายชูวิทย์ในฐานะบุคคลหนึ่ง ตนไม่ประสงค์จะกระทำเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารระดับสูงบางรายในอดีต ซึ่งเป็นคนสนิทของนายชูวิทย์ ชื่อ “บิ๊ก ด.” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในช่วงรับราชการและหลังเกษียณ โดยระบุว่า หากมีภาพหรือพฤติกรรมที่แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลบางราย ประชาชนย่อมตั้งคำถามได้ถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลชาวต่างชาติคนหนึ่งคือนายเบน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ส่วนสาเหตุที่ออกมาแฉนายชูวิทย์ระบุว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพราะเป็นเด็กที่คิดการใหญ่และเห็นว่าพรรคอาจทำในสิ่งที่เกินความสามารถ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ ตนไม่ได้ติดใจ เนื่องจากถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้กระทั่งเรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ก็มีความเห็นไม่แตกต่างจากสมาชิกพรรคเช่นกัน แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะมีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกัน แต่ทุกคนเคารพมติพรรคและเข้าใจกลไกของพรรคการเมือง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์ หากเป็นไปโดยสุจริตพรรคก็พร้อมน้อมรับ ต่อให้จะถูกนายชูวิทย์ด่าหรือจะทำด้วยอคติเราก็น้อมรับ

นายวิโรจน์ ระบุว่า ในระยะหลังการกล่าวหาของนายชูวิทย์มีลักษณะของการโยงข้อมูลและจับคู่เหตุการณ์โดยใช้จินตนาการมั่วที่สุด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มั่วและไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งคำถามว่า การนำข้อมูลจริงบางส่วนผสมกับข้อมูลเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ถูกกล่าวหา เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ พร้อมถามกลับว่าพฤติกรรมแบบนี้สมควรทำหรือไม่ โดยย้ำว่าการกล่าวหาเช่นนี้ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมท้าให้เปิดหลักฐาน

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชูวิทย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า คาดว่าจะเป็นลักษณะการแถลงข่าวรายวันเช่นเดียวกับที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่เสียเวลาโต้เถียงรายวัน และไม่ให้ค่า แต่จะชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้สังคมได้พิจารณาและตั้งคำถามด้วยวิจารณญาณของตนเอง ว่าควรให้คุณค่ากับข้อมูลที่นายชูวิทย์นำเสนอหรือไม่ และหากไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงรองรับ เชื่อว่าประชาชนย่อมตัดสินได้เอง

ส่วนในประเด็นที่นายชูวิทย์อ้างว่า ได้ยินข้อมูลเรื่องดีลลับจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอให้แสดงหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าพรรคไม่ต้องการใช้วิธีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน แม้จะสามารถทำได้ แต่ไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น ทั้งนี้ แม้ยังคงให้ความเคารพต่อนายชูวิทย์ แต่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกินขอบเขตที่พรรคจะยอมรับได้ นายวิโรจน์ยังเปรียบกรณีนี้เป็นการเหมือนตนเองแย่งมีดมาจากมือนายชูวิทย์ “เมื่อผมแย่งมีดมาจากมือพี่ชูวิทย์ได้แล้วผมก็จะไม่นำมีดนั้นกลับไปแทงพี่ชูวิทย์อีก จะขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่เอามีดกลับไปแทง” 

นายวิโรจน์ยังชี้แจงถึงกระบวนการรับข้อมูลของพรรคประชาชนว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธว่ารับข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง แต่ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากข้าราชการและบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานรัฐ

ส่วนเมื่อถามว่าเรื่องตั๋วช้างที่พรรคประชาชนออกมาแฉสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ข้อมูลมาจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่ง บางข้อมูลเป็นการส่งมาโดยไม่เปิดเผยตัวตนเป็นนิรนาม และพรรคจะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และสอบเทียบผ่านกลไกของรัฐสภา หากเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเข้าข่ายใส่ร้ายเลื่อนลอย พรรคจะไม่นำมาใช้

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า “เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่สร้างเรื่องว่าพรรคประชาชนจะให้ตำแหน่งรองนายกฯ กับ บิ๊ก ด. ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะบิ๊ก ด. เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด ดังนั้นพวกที่มาฟอกเงินก็เป็นพวกหนักแผ่นดิน”

นายวิโรจน์กล่าวว่า ข้าราชการจำนวนมากให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน เนื่องจากมั่นใจว่าพรรคจะไม่ใช้ข้อมูลไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นการตบทรัพย์แบบนักการเมืองรุ่นเก่า เมื่อพรรคทำงานอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการที่มีเจตนาดีก็พร้อมส่งข้อมูลให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชูวิทย์เปิดเผยรายชื่อนักการเมือง ส. ในพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกับทุนสีเทานั้น นายวิโรจน์ระบุว่า พรรคไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามปั่นประสาทรายวัน” โดยพรรคได้กำหนดมาตรฐานการจัดการปัญหาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีกรณีกี่รายก็จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเคารพกระบวนการยุติธรรม และหากเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค จะมีการเจรจาให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครสิ้นสุดลง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนอย่างเหมาะสม ต่อให้จะมีอีกกี่รายก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐานออกมาได้เลย นายวิโรจน์ยังเปรียบเทียบด้วยว่าขณะเดียวกันยังมีผู้สมัคร สส.บางพรรค ถูกดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ยังให้ลงสมัครต่อได้ รวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางพรรค ที่ถูกศาลต่างประเทศพิพากษาเรียบร้อยก็ยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ รวมถึง ส.ส. อีกไม่น้อยที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่พรรคการเมืองพรรคนั้นก็ยังส่งเป็นผู้สมัครต่อไปได้

ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ นายวิโรจน์ระบุว่า จะดำเนินการในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีใส่ร้ายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดตราด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่แตกต่างจากกรณีสแกมเมอร์ แต่ทำไมพรรคไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น สส. ในสภา ขณะเดียวกันนายรังสิมันต์ โรม ก็ได้ลงพื้นที่ไปปราบสแกมเมอร์ที่จังหวัดตราดมาแล้ว

นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคเราไม่โทษที่ตัวบุคคล เพราะหากโทษที่ตัวบุคคลจะทำให้เกิดความสั่นคลอน หาคนรับผิดชอบในพรรค เพราะถ้าอย่างนั้นก็คงออกกันทั้งพรรค แต่โทษไปยังระบบดีกว่าเพราะสังคมไทยเวลาเกิดปัญหาจะถามว่าใคร แต่พรรคเราจะถามว่าเกิดจากอะไร โดยพรรคได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีการรับเรื่องร้องเรียนและพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าพรรคไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จึงตรวจสอบได้เพียงประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถูกร้องก็สามารถชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ออกมาระบุว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้กับพรรคตนเอง หัวหน้าพรรคก็คงรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วนั้น นายวิโรจน์ย้อนว่า นายจตุพร ต้องย้อนไปดูประวัติการทำงานของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการประจำว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสหรือไม่

เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายชูวิทย์ เหมือนกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยถูกนายชูวิทย์แฉลักษณะนี้เช่นกันนั้น นายวิโรจน์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีแค่กฎหมายเลือกตั้ง พรรคไม่ได้ต้องการให้นายชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้การวิจารณ์เป็นไปโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช้จินตนาการหรือข้อมูลเท็จในการใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งคำถามว่าการกระทำของนายชูวิทย์มีเป้าหมายเพื่อใคร หรือพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์ และข้อกล่าวหามีหลักฐานรองรับเพียงใด โดยระบุว่า ข้อมูลที่เป็นความจริงย่อมมีคุณค่า ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงก็จะด้อยค่าลงไปเองในสายตาของสังคม

วิเคราะห์สถานการณ์ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายวิโรจน์ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชนในการปกป้องชื่อเสียงของพรรค และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

อนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตอบสนองของประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลและพร้อมที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของพรรค

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนถูกกล่าวหาถึงเรื่อง “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคได้ ดังนั้น พรรคประชาชนจึงต้องพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงและโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรค

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อมั่นในพรรคการเมืองใด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการดำเนินงานของพรรคการเมือง จะช่วยให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” เตรียมร้อง กกต. เอาผิด “ชูวิทย์” ใส่ร้ายพรรค

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ชูวิทย์เตือน! ภูมิใจไทยคะแนนขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “พรรคภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทาง “พรรคประชาชน” พร้อมเหน็บการเมืองของผู้ใหญ่กับของเด็กมันต่างชั้นกัน

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เตือนกันแล้วไม่ฟัง วันนี้พรรคประชาชนจะแก้ตัว จะอภิปราย จะล้มรัฐบาล หากไม่ทำตาม MOA แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเขาครื้นเครง คะแนนพุ่งปรู๊ดปร๊าด สส. เดินเข้าพรรค บันไดไม่แห้ง ไม่มีใครไปสนใจ MOA แต่ที่คนสนใจมากกว่ากลับเป็นพรรคประชาชน ที่พลาดแล้วร้องเสียงหลงตีอกชกตัวเองเหมือนเด็ก

เห็นหรือยังว่า การตัดสินใจยุบสภาเลย กับรออีก 4 เดือน ค่อยยุบสภา มันต่างกันเยอะ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น แต่พรรคประชาชนกลับต่ำลง การเมืองของผู้ใหญ่ กับของเด็กมันต่างชั้นกัน เมื่อคนหนึ่งกินไวน์ อีกคนกินนม ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนต้องไปทบทวนตัวเองว่า ทำไมพลาดแล้วพลาดอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าไปฝันว่าจะได้คะแนนเหมือนตอนรุ่งๆ ในเมื่อคนที่เขาเลือกมาเตือนแล้วเตือนอีกแต่ไม่ฟัง”.

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์หยิบยกขึ้นมาคือ การที่พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมลดลง

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

นายชูวิทย์ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าได้เตือนพรรคประชาชนแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทำให้พรรคพลาดโอกาสสำคัญทางการเมือง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เน้นไปที่ความแตกต่างในการตัดสินใจและยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค โดยเปรียบเทียบการเมืองของผู้ใหญ่กับการเมืองของเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และความเข้าใจในเกมการเมืองที่แตกต่างกัน

ทำไมคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยถึงสูงขึ้น?

ปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอาจมีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และการมี ส.ส. ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในพรรค นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง การพลาดโอกาสในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ และการไม่รับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง

การเมืองไทยในปัจจุบัน: ความท้าทายและโอกาส

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ การที่นายชูวิทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าใจประชาชนและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

พรรคการเมืองต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง

ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองอย่างสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันมาสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ มากขึ้น และหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

ชูวิทย์: พรรคประชาชนต้องร่วมรัฐบาล เพื่อยุบสภา

“ชูวิทย์” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “พรรคประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อเป้าหมายให้นายกฯ ยุบสภาตามเวลาที่กำหนด ชี้การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วประกาศเป็นฝ่ายค้าน เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเมืองไทย

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยระบุว่า “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้”

พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

นายชูวิทย์ มองว่า หากนายอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะหนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า นักการเมืองหน้าเดิมก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ และ 2 กระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม

“สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์ พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามว่า การโหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตกลับยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมานั้น ทำไปเพื่ออะไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง และเชื่อว่าเครื่องจักรดูด สส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่มีคนเข้ามาเอง

นายชูวิทย์เสนอว่า หากต้องการจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือ การเป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังระบุว่า กระทรวงที่พรรคประชาชนควรคุมคือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกรมที่ดินที่ไม่รู้ว่าจะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่ นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น

“แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แล้วคอยดูหน้าตา ครม.หนู” นายชูวิทย์กล่าว

ทำไมพรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล?

นายชูวิทย์มองว่า พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉยๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่าใครจะเป็น แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้

“ให้ตายเถอะ ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยเลย” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ พิธาเป็นนายกฯ อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้ ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

นายชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า “รอดูได้เลย ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้ จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว หรือจะว่าไปนี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย”

จากความคิดเห็นของนายชูวิทย์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองมีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การที่พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “ชูวิทย์” มอง “พรรคประชาชน” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

ชูวิทย์เตือน ปชช. อย่าทำการเมืองแบบ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เตือน “พรรคประชาชน” ปมโหวตเลือกนายกฯ ลั่นอย่าทำการเมืองแบบนี้ “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอ”

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งมีคนติดตามกว่า 2 ล้านคน ได้แสดงความคิดเห็นถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยระบุว่า พรรคประชาชนเสียงแตก ความหลากหลายของพรรคประชาชน ทำให้เสียงแตกดังโพล๊ะอย่างไม่เกินความคาดหมาย เพราะพลพรรคประชาชนนั้นเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง แตกต่างจากพรรคการเมืองยุคเก่า

เมื่อถึงคราวที่พรรคประชาชนจะต้องไปพายเรือโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จึงไม่ได้ง่ายเหมือนพรรคอื่นๆ ที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ วงในของพรรคประชาชนบอกว่า ทำใจไม่ได้กับการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ยิ่งเห็นอนุทินจับมือกับแต่ละคนบนเวที ให้เป็นรัฐมนตรีเสวยอำนาจ

พรรคประชาชนจะบอกว่า “ไม่เกี่ยว” เพราะเป็นฝ่ายค้านคงไม่ได้ ที่สำคัญ ส.ส. แต่ละคนของพรรค “จะไปตอบประชาชนยังไง?” ในเมื่อเพิ่งด่าว่าไร้ฝีมือ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับไปโหวตให้หน้าตาเฉย คาดได้ว่าคะแนนครั้งหน้าคงลงคลอง เพราะเป็นเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า เซ็นชื่อแล้วให้อนุทินเป็นนายกฯ กรอกตัวเลข”

ถึงเวลาอนุทินจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีชุดใหม่ เห็นหน้าแต่ละคนแล้วก็หนาวสะท้านไปถึงทรวงอก อนุทินต้องตอบแทนบุญคุณทางการเมือง ให้ “พรรคกล้าหัก” เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย พรรคประชาชนจึงต้องรับผิดชอบไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่พ้น เพราะเป็นคนโหวตให้เองกับมือ

พรรคประชาชนจะโหวตให้ใคร เป็นเรื่องของพรรค แต่คนที่เลือกพรรคอย่างผม ก็มีสิทธิวิจารณ์ เพราะไปเลือกมา จุดยืนเป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ใครจะจัดรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้าน เพราะตัวเองไม่ได้เข้าร่วม นี่เป็นระบอบประชาธิปไตยสากลทั่วโลก

มันไม่มีที่ไหน โหวตให้ แต่ตัวเองขอเป็นฝ่ายค้านต่อไป แล้วรอ 4 เดือนให้ยุบสภา หากไม่ยุบจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทำไปทำไมไม่ทราบ? หากมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ตั้งไว้ทำไม่ได้ขึ้นมา หรือบรรดานักการเมืองเขี้ยวลากดินก่อเรื่องขึ้น พรรคประชาชนจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบทันที ในฐานะเป็นนั่งร้านให้ อย่าไปทำการเมืองแบบนี้ เขาเรียกว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอ”

ชูวิทย์เตือน ปชช. อย่าทำการเมืองแบบ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

จากกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชช.) นั้น ได้สร้างความน่าสนใจและก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ประเด็นหลักที่นายชูวิทย์เน้นย้ำคือ การกระทำของพรรค ปชช. ที่อาจเข้าข่าย “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ซึ่งหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนบุคคลหรือพรรคการเมืองอื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ แถมยังอาจต้องแบกรับความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

วิเคราะห์นัยยะ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ในบริบทการเมือง

คำกล่าวที่ว่า “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” นั้น เป็นสำนวนไทยที่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่บุคคลหรือองค์กรเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่กลับต้องแบกรับภาระหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ในบริบททางการเมือง นายชูวิทย์ใช้สำนวนนี้เพื่อเตือนพรรค ปชช. ว่าการโหวตสนับสนุนบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม ควรพิจารณาถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบ หากการกระทำนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพรรค ปชช. หรือประชาชนโดยรวม แต่กลับทำให้พรรคต้องแบกรับความรับผิดชอบในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งที่นายชูวิทย์กังวลคือ การที่พรรค ปชช. อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคการเมืองนั้นมีประวัติที่ไม่โปร่งใส หรือมีนโยบายที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรค ปชช. การที่พรรค ปชช. ไปโหวตสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและไม่ไว้วางใจในจุดยืนของพรรคได้

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ส.ส.ของพรรค ปชช. จะตอบคำถามประชาชนอย่างไร หากต้องไปโหวตสนับสนุนบุคคลที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก การกระทำดังกล่าวอาจทำให้คะแนนนิยมของพรรค ปชช. ลดลงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การตัดสินใจของพรรค ปชช. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากการกระทำใดๆ ก็ตามเข้าข่าย “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลเสียต่อพรรคและประชาชนในระยะยาว

ดังนั้น พรรค ปชช. ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องและโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน และสร้างสรรค์การเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมและการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่การยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของประชาชน จะเป็นแนวทางที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและยั่งยืน หวังว่าทุกฝ่ายจะตระหนักถึงความสำคัญของการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – ชูวิทย์ เตือน ปชน. อย่าทำการเมืองแบบนี้ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

Scroll to top