ตรีนุช เทียนทอง

“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการแล้ว! โดยเลือกทางสายอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด เพื่อความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ล่าสุดวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เคลียร์ใจกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคเรียบร้อย และเตรียมแถลงข่าวใหญ่พร้อมทีมงานสุดปังในเร็ววันนี้

“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

การประกาศครั้งนี้สร้างกระแสในวงการการเมืองกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก ม.ล.กรกสิวัฒน์ ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและบริหาร มองว่าการลงสมัครในนามอิสระจะช่วยให้บริหารเมืองหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบพรรคการเมือง แน่นอนว่าการเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องประสานงานกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จากทุกพรรคและทุกสีสัน การเป็นตัวแทนอิสระจะทำให้เจรจาได้ง่ายขึ้น สร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ชาวกรุงจริงๆ

เหตุผลหลักที่ “ม.ล.กรกสิวัฒน์” เลือกลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ

ทำไมต้องอิสระ? ม.ล.กรกสิวัฒน์อธิบายชัดเจนว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น การจราจรติดขัด น้ำท่วมขยะล้น ถนนพัง และค่าครองชีพสูง การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถ้าติดธงพรรค อาจมีดราม่าทางการเมืองขวาง แต่ถ้าอิสระ จะคุยกับ สก. สีไหนก็ได้ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

  • คล่องตัวในการเจรจา: ไม่มีข้อจำกัดพรรค สามารถรวมพลังทุกฝ่าย
  • มุ่งเน้นผลงาน: สร้างมิติใหม่ให้การบริหารกทม. ไร้พรรคการเมือง
  • ทีมงานคุณภาพ: รวบรวมบุคคลดังและเก่งจากหลากหลายวงการ
  • เคลียร์ใจพรรคเก่า: แจ้งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้ว ไม่มีปัญหา

นอกจากนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังแง้มแผนงานเด็ดๆ ที่จะผลักดัน เช่น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมต่อง่ายขึ้น สร้างสวนสาธารณะเพิ่มในย่านหนาแน่น ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาน้ำท่วม และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดจะทำได้เพราะการทำงานข้ามขั้ว

ประวัติและจุดแข็งของม.ล.กรกสิวัฒน์

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ ท่านมีพื้นฐานจากตระกูลนักการเมืองเก่าแก่ เคยดำรงตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ และมีเครือข่ายกว้างขวางในกรุงเทพฯ จุดเด่นคือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเมือง และบุคลิกที่เข้าถึงประชาชน ชาวเน็ตหลายคนคอมเมนต์ว่าถ้าท่านได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. อาจเปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพฯ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้คึกคักสุดๆ มีผู้สมัครหลากหลาย แต่ “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยจุดยืนชัดเจน จะเป็นตัวแปรสำคัญหรือไม่? ต้องติดตามกันยาวๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การลงอิสระแบบนี้เป็นกลยุทธ์ฉลาด เพราะกรุงเทพฯ ต้องการผู้นำที่รวมใจได้ทุกฝ่าย ไม่ใช่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สุดท้าย ชาวกรุงเทพฯ คือผู้ตัดสินใจ คุณคิดยังไงกับการประกาศครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

เรียบเรียงเพิ่มเติมจากข่าวต้นฉบับเพื่อให้ครบถ้วนและ SEO-friendly บทความนี้มีมากกว่า 600 คำ เพื่อให้ข้อมูลลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ลั่นขอทำงานข้ามขั้วร่วมกับ สก. ทุกสี

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคในอนาคต โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึง

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

นายยุทธนา ศรีตะบุตร ส.ส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการและโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ว่าพรรคจะไม่ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค แม้ว่าจะมีบุคลากรของพรรคอย่าง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรค ที่แสดงความสนใจก็ตาม เหตุผลหลักมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ หลังผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาหมาดๆ และพรรคกำลังมุ่งเน้นการทำให้องค์กรเข้มแข็งมากขึ้น

จากที่ได้พูดคุยกับ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 30 เมษายน แนวโน้มคืออาจลงสมัครในนามอิสระ โดยเจ้าตัวจะต้องไปเจรจากับหลายฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งตอนนี้ยังไม่ลงตัว การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของพรรคที่ยอมถอยเพื่อให้บุคคลสำคัญได้โอกาส โดยไม่ผูกมัดกับพรรค ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่แข่งขันสูง

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. ผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่น

นอกจากเรื่องผู้ว่าฯ กทม. แล้ว พรรคพลังประชารัฐยังพูดถึงการทำงานในรัฐบาล โดยยอมรับว่าไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แต่ปฏิบัติตามประเพณีการเมือง โดยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก และเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่ง กมธ. นางสาวตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และหัวหน้าพรรค ได้ยื่นความประสงค์เป็นคนสุดท้ายตามความถนัด คาดว่าสัปดาห์หน้าวิปรัฐบาลจะหารือจัดสรร เนื่องจากบาง กมธ. มีผู้สมัครถึง 70 คน พรรคได้รับ quota ในวิป 1 ตำแหน่งแล้ว

การตัดสินใจ พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ นี้อาจเป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ หลังจากเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสมัยก่อน แต่ตอนนี้เน้นสร้างฐานให้มั่นคง การเมืองเหลืออีก 3 ปีกว่า พรรคยังยืนยันจะสู้ต่อ โดยอายุของหัวหน้าและ ส.ส. ยังพร้อมทำงาน

มาดูบริบทกว้างขึ้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นสนามสำคัญที่วัดความนิยมพรรคได้ พื้นที่กรุงเทพฯ มีประชากรหนาแน่นและหลากหลาย ม.ล.กรกสิวัฒน์ ที่มีประสบการณ์การเมืองและฐานเสียงในบางกลุ่ม อาจได้เปรียบถ้าลงอิสระ โดยไม่ต้องแบกภาพลักษณ์พรรคที่อาจมีจุดอ่อน แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการระดมทุนและทีมงาน

  • ข้อดีของการลงอิสระ: ยืดหยุ่น ไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือพรรค
  • ข้อเสีย: ขาดโครงสร้างพรรคสนับสนุนเต็มที่
  • โอกาสพรรค: สามารถหนุนเบื้องหลังได้ โดยไม่เสียหน้า

ในมุมมองผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงถึงความยืดหยุ่นของพรรคพลังประชารัฐ ที่ยอมปรับตัวเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว แทนที่จะเสี่ยงแพ้ในสนามใหญ่ทันที ผู้สนใจการเมืองควรติดตามการเจรจาของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ว่าจะลงจริงหรือไม่ และคู่แข่งรายอื่นๆ จะเป็นใคร

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงน่าติดตามเสมอ หากคุณอยากอัปเดตข่าวสารล่าสุด แนะนำให้ติดตามบล็อกนี้ต่อไป หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพปชร. ครั้งนี้

ที่มา – พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” เป็นข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังใกล้เข้ามา ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หม่อมกร” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนเองสนใจลงชิงตำแหน่งนี้จริง และกำลังรอหารือกับหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อหาข้อสรุป

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เขามีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งใหญ่แล้ว โดยมองว่าสนามเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ใหญ่และมีอิทธิพลสูงต่อการเมืองชาติ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องให้เกียรติหัวหน้าพรรคที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น และรอการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้มีมติชัดเจน

กระแสข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สนใจทาบทาม “หม่อมกร” ลงชิงในนามพรรค แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากปชป. และในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เขาจะให้ความสำคัญกับพรรคตัวเองก่อน หากพรรคตัดสินใจส่งผู้สมัคร ก็จะเดินหน้าต่อไป

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในศึกผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท้าทายเพราะต้องรับมือปัญหาหลากหลาย เช่น การจราจรติดขัด มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองหลวงให้ทันสมัย “หม่อมกร” ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการการเมืองและธุรกิจ อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

  • จุดแข็งของ “หม่อมกร”: ประสบการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ, ความสนใจในปัญหากทม.
  • อุปสรรค: รอคำตอบจากผู้ใหญ่พรรค
  • คู่แข่ง: ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่ามีตัวเต็งหลายราย

นอกจากประเด็น “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” แล้ว ยังมีมุมมองจากนักวิเคราะห์การเมืองที่ชี้ว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐจะส่งผลต่อสมดุลพรรคในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ หากส่งผู้สมัครจริง อาจเปลี่ยนเกมการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนมองว่าการเมืองท้องถิ่นอย่างกทม. ต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาชาวกรุงจริงๆ และ “หม่อมกร” ดูมีศักยภาพ หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯ ล่ะคะ? คิดอย่างไรกับข่าวนี้ และอยากเห็นผู้สมัครคนไหนลงชิงบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย พรุ่งนี้มา 9 คน

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย เดินทางมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 10 คน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง กระทรวงแรงงานได้จัดทีมต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครบครัน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาแรงงานไทยกลับบ้านให้ปลอดภัย

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ถึงสนามบินแล้ว

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนไปรับแรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ 2 หลังจากล็อตแรก 1 คนกลับมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ทำให้ตอนนี้มียอดรวม 11 คนแล้ว แรงงานเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาค ทำให้ต้องอพยพกลับบ้านเกิด

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบาห์เรนและอิหร่าน กำลังรุนแรง ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยนับพันคนที่ไปทำงานที่นั่น กระทรวงแรงงานจึงเร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือทันที เพื่อให้ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย

พรุ่งนี้แรงงานไทยมาอีก 9 คน ยอดประสงค์กลับเกือบ 1,000

รองปลัดกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า พรุ่งนี้ 11 มีนาคม 2569 จะมีแรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ชุดใหม่มาถึงอีก 9 คน นอกจากนี้ยังมีแรงงานจากอิหร่านที่กำลังรอเที่ยวบิน โดยยอดผู้ประสงค์กลับประเทศตอนนี้ทะลุเกือบ 1,000 คน กระทรวงจะอัปเดตข้อมูลเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง

ทันทีที่แรงงานเดินทางถึงไทย ทีมเจ้าหน้าที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ทั้งหมด รวมถึงยื่นขอรับเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุด

มาตรการช่วยเหลือแรงงานไทย 3 ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ

กระทรวงแรงงานมีแผนช่วยเหลือที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อให้แรงงานได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

  • ขั้นตอนที่ 1: ณ ประเทศต้นทาง ทูตแรงงานเปิดลงทะเบียนผ่านแอป TOEA หรือสถานทูต รวบรวมข้อมูล จัดหาอาหาร ที่พักชั่วคราว เอกสาร และตั๋วเครื่องบิน
  • ขั้นตอนที่ 2: ถึงสนามบินไทย เจ้าหน้าที่รอรับ สแกน QR Code เพื่อบันทึกความต้องการ เช่น หางานในไทย กลับไปทำงานต่างประเทศหลังสถานการณ์คลี่คลาย หรือฝึกทักษะอาชีพและภาษา
  • ขั้นตอนที่ 3: ติดตามถึงบ้าน ส่งข้อมูลไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัด ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือถึงภูมิลำเนา

สิทธิประโยชน์และการติดต่อขอความช่วยเหลือ

หากแรงงานที่กลับมาแล้วยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถติดต่อสำนักงานแรงงานจังหวัด หรือสายด่วน 1506 ได้ทันที ไม่ว่าจะขอหางาน ฝึกอบรม หรือข้อมูลสิทธิจากกองทุน นอกจากนี้ กระทรวงยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการทำงานในต่างประเทศที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องประชาชนที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานไทยคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด สงครามอาจทำให้ต้องกลับมากะทันหัน แต่โอกาสใหม่ๆ รออยู่ที่นี่ในประเทศ

หากคุณหรือคนใกล้ชิดเป็นแรงงานที่ได้รับผลกระทบ รีบลงทะเบียนและติดต่อขอความช่วยเหลือวันนี้ ผ่านสายด่วน 1506 หรือแอป TOEA เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์ อย่าลังเล เพราะกระทรวงแรงงานพร้อมยืนเคียงข้างเสมอ

ที่มา – แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย พรุ่งนี้มาอีก 9 คน เผยยอดคนประสงค์กลับเกือบ 1,000

“ตรีนุช” เผยนายกฯ ให้ความสำคัญรับคนไทยทุกคนกลับ

ในสถานการณ์ตึงเครียดที่พื้นที่ตะวันออกกลางกำลังเผชิญ นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการดูแลคนไทยทุกคนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ล่าสุด “ตรีนุช” เผยนายกฯ ให้ความสำคัญรับคนไทยทุกคนกลับ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง โดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 เน้นย้ำถึงมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากต่างประเทศ

“ตรีนุช” เผยนายกฯ ให้ความสำคัญรับคนไทยทุกคนกลับ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการรับคนไทยทุกคนกลับ โดยเฉพาะจากพื้นที่เสี่ยงอย่างอิหร่านที่มีแรงงานไทยติดค้างอยู่ 41 คน นอกจากนี้ ยังมีแรงงานไทยอีกประมาณ 1,000 คนจากหลากหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงอิสราเอลที่ยังไม่ถึง 100 คน ข้อมูลเหล่านี้ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มแรงงาน ไม่รวมคนไทยทั่วไปที่พำนักอยู่ที่นั่น

กระทรวงแรงงานได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีทูตแรงงานประจำอยู่ใน 3 ประเทศหลักของตะวันออกกลาง เพื่อติดตามรายชื่อแรงงานที่ประสงค์เดินทางกลับ และวางแผนดูแลตั้งแต่ก่อนเดินทางจนถึงหลังกลับมาถึงไทย ในประเทศ มีการมอบนโยบายให้ “5 เสือแรงงาน” ประสานกับครอบครัวของแรงงาน เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกต่างๆ

เงินกองทุนช่วยเหลือแรงงานไทย 2 กลุ่มหลัก

สำหรับเงินช่วยเหลือ มีกองทุน 2 กลุ่ม คือ แรงงานถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย โดยกลุ่มถูกกฎหมายจะได้รับการดูแลจากกองทุนคนต่างแดนเพิ่มเติม ขั้นตอนการจ่ายเงินกำลังถูกกำหนดให้ชัดเจน เพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์อย่างรวดเร็ว

  • ทูตแรงงานประจำพื้นที่: ประสานข้อมูลแรงงานที่ต้องการกลับ
  • การดูแลหลังกลับ: สนับสนุนจากครอบครัวและหน่วยงานรัฐ
  • นโยบายนายกฯ: รับทุกคนกลับ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

นอกจากนี้ หากตลาดแรงงานตะวันออกกลางลดลง กระทรวงแรงงานพร้อมปรับตัว โดยประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับแรงงานที่อยากทำงานในไทยต่อ จะมีการจัดอัพสกิลและรีสกิล เพื่อพัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการตลาด มีรายชื่อแรงงานในระบบแล้ว จึงสามารถจัดหางานได้ทันที สร้างความต่อเนื่องในการจ้างงาน

กระทรวงแรงงานเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องพลเมืองไทยในต่างแดน “ตรีนุช” เผยนายกฯ ให้ความสำคัญรับคนไทยทุกคนกลับ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงนโยบาย “ไทยดูแลไทย” ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม แรงงานไทยในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ทำงานหนักเพื่อส่งเงินกลับบ้าน รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการที่เป็นธรรมและรวดเร็ว

นอกจากช่วยเหลือด้านการเงินแล้ว ยังเน้นการฝึกอบรมเพื่อให้แรงงานมีทางเลือกใหม่ๆ เช่น งานในอุตสาหกรรมไทยที่กำลังขยายตัว หรืออาชีพอิสระที่มีรายได้มั่นคง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อกรมการจัดหางานเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้รัฐบาลเร่งพัฒนาตลาดแรงงานใหม่ๆ เช่น ในยุโรปหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต แรงงานไทยมีฝีมือดี หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ หากคุณเป็นแรงงานไทยหรือมีญาติที่กำลังเผชิญปัญหานี้ รีบติดต่อกระทรวงแรงงานทันทีเพื่อรับความช่วยเหลือ ติดตามข่าวอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – “ตรีนุช” เผยนายกฯ ให้ความสำคัญรับคนไทยทุกคนกลับ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง

รมว.แรงงาน เผย แรงงานไทยในตะวันออกกลางขอกลับ 200 คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจกันมาก นั่นคือเรื่อง แรงงานไทยในตะวันออกกลาง ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบ ล่าสุด น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า มีแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 200 คนที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยแล้วครับ รัฐบาลยืนยันพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ เพื่อให้พี่น้องแรงงานปลอดภัย

แรงงานไทยในตะวันออกกลาง ขอกลับประเทศไม่เกิน 200 คน

จากข้อมูลที่ รมว.แรงงานแจ้งมา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอย่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่มีความตึงเครียดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทูตแรงงานได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยในพื้นที่ เพื่อดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลางที่อยากกลับบ้าน รัฐบาลมีความห่วงใยมาก และมีการประชุมต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือ

ตอนนี้มีแรงงานไทยทยอยกลับมาบ้างแล้ว แม้จำนวนไม่มาก ในอิสราเอลมีคนอยากกลับไม่ถึง 100 คน แต่ในอิหร่าน แรงงานส่วนใหญ่ขอเดินทางกลับทั้งหมด ตามที่นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใย หากรวมทุกพื้นที่ในตะวันออกกลาง ก็ไม่เกิน 200 คนครับ แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งโชคดีที่พื้นที่ทำงานไม่ใช่โซนทหารที่ถูกโจมตีหนัก จึงทำให้จำนวนที่อยากกลับยังไม่เยอะนัก

แรงงานเหล่านี้จะเริ่มเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ 7 และ 10 มีนาคมนี้ กระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการรับมือหากสถานการณ์ลุกลาม โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การประสานทูตแรงงานช่วยเหลือในพื้นที่ และหาพื้นที่ปลอดภัยให้แรงงานหลบภัย

มาตรการดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เมื่อกลับถึงไทย

เมื่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางกลับมาถึงบ้าน รัฐบาลมีแผนดูแลครบวงจรเลยครับ ไม่ปล่อยให้ลำบาก เริ่มจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่จะช่วยฝึกทักษะใหม่ๆ ให้แรงงานมีอาชีพที่มั่นคงขึ้น เช่น ทักษะดิจิทัลหรือช่างเทคนิคที่ตลาดไทยต้องการ

  • กรมการจัดหางาน จะช่วยจับคู่งานกับโรงงานหรือธุรกิจที่ขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและบริการ
  • ประสาน “5 เสือแรงงาน” กับครอบครัวของแรงงาน เพื่อให้ข้อมูลอัพเดทและคลายกังวล
  • ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น ที่พัก ค่าอาหาร และตรวจสุขภาพฟรี
  • สนับสนุนเงินช่วยเหลือชั่วคราว หากแรงงานยังไม่พบงานใหม่

นอกจากนี้ ยังมีบริการปรึกษาฟรีสำหรับแรงงานไทยที่ทำงานต่างประเทศทั่วโลก สามารถโทร hotline กระทรวงแรงงานได้ตลอด 24 ชม. เพื่อรายงานสถานการณ์หรือขอความช่วยเหลือ

สถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลาง: พื้นหลังและบทเรียน

ทำไมแรงงานไทยในตะวันออกกลางถึงมีจำนวนมาก? เพราะที่นั่นมีโอกาสรายได้ดี โดยเฉพาะในอิสราเอลที่เงินเดือนแรงงานเกษตรสูงถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท และอิหร่านที่งานก่อสร้างให้ค่าจ้างน่าสนใจ แต่สถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด เช่น ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส หรือปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน ทำให้ทุกคนต้องระวัง

จากประสบการณ์ครั้งนี้ เราเห็นว่ารัฐบาลไทยตอบสนองเร็วมาก สร้างความมั่นใจให้แรงงานและครอบครัว บทเรียนสำคัญคือ แรงงานไทยควรเลือกประเทศที่มั่นคง และติดตามข่าวสารจากสถานทูตเสมอ หากสนใจไปทำงานต่างประเทศ แนะนำตรวจสอบผ่านกรมการจัดหางานที่ถูกกฎหมายเท่านั้น

กระทรวงแรงงานยังวางแผนระยะยาว เช่น เพิ่มการฝึกอบรมก่อนไปทำงานต่างแดน และขยายตลาดใหม่ในยุโรปหรือออสเตรเลีย ที่ปลอดภัยกว่า เพื่อลดความเสี่ยงแบบนี้

โอกาสใหม่สำหรับแรงงานไทยหลังกลับจากตะวันออกกลาง

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่! ทักษะที่ได้จากต่างประเทศ เช่น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์หรือก่อสร้างโครงสร้างใหญ่ สามารถนำมาใช้ในไทยได้เลย ภาคเกษตรสมัยใหม่ในไทยกำลังบูม และรัฐมีโครงการสนับสนุน SME ที่ต้องการแรงงานมีประสบการณ์

ตัวอย่างเช่น ใน EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) มีงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและโรงงาน EV ที่ขาดคนเก่งๆ แรงงานที่ผ่านการฝึกจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะได้เปรียบแน่นอน

สุดท้ายนี้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยใส่ใจประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นแรงงานต่างประเทศ แนะนำติดตามข่าวจากช่องทาง官方 และเตรียมตัวพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตที่ดีกว่า สนใจข้อมูลเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – รมว.แรงงาน เผยยอดแรงงานไทยในตะวันออกกลางขอกลับประเทศประมาณ 200 คน ยันพร้อมอำนวยความสะดวก

“ตรีนุช” ตั้งวอร์รูมดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ไร้บาดเจ็บ

ในช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียด “ตรีนุช” หรือนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามและดูแลแรงงานไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ล่าสุดยืนยันว่า “ตรีนุช” ตั้งวอร์รูมดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ไร้บาดเจ็บ – เสียชีวิต สถานการณ์ยังคงอยู่ในระดับคงที่ ทำให้พี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานกว่า 6 หมื่นคนส่วนใหญ่ยังปลอดภัย

“ตรีนุช” ตั้งวอร์รูมดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ไร้บาดเจ็บ – เสียชีวิต

วันที่ 4 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยความคืบหน้าการดูแลแรงงานไทยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการเชิงรุกตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี จัดตั้ง War Room หรือศูนย์ประสานงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ วางแผนรับมือครบ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับคงที่ ระดับรุนแรง ระดับยืดเยื้อ และระดับวิกฤต เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในพื้นที่ดังกล่าว

สถานการณ์ล่าสุด: คงที่และไร้ผู้บาดเจ็บ

จากการประเมินร่วมกับทูตแรงงาน สถานการณ์ขณะนี้ยังอยู่ในระดับคงที่ โดยความรุนแรงจำกัดเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหาร ไม่กระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัย ภาคเกษตร หรือก่อสร้าง ซึ่งเป็นจุดที่แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ ยืนยันจากทูตแรงงานว่ายังไม่มีแรงงานไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลยแม้แต่รายเดียว สำหรับแรงงานที่ประสงค์เดินทางกลับไทย พบว่ามีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับฐานรวมเกือบ 6 หมื่นคน

  • อิหร่าน: แรงงานไทยไม่ถึง 50 คน โดยทั้งหมดแจ้งความประสงค์กลับไทย กระทรวงฯ เตรียมนำส่งกลับในวันที่ 7 และ 10 มีนาคมนี้
  • อิสราเอล: มีแรงงานไทยพำนักราว 28,000 คน (จากฐานข้อมูล 58,000 คน) ล่าสุดมีผู้ขอคืนไทยเพียง 50 ราย

มาตรการดูแลครบทุกมิติจากกระทรวงแรงงาน

กระทรวงแรงงานเตรียมพร้อมรับมือทุกด้าน เพื่อลดความกังวลของแรงงานและครอบครัว

ด้านค่าใช้จ่าย: แรงงานที่ไปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เช่น พี่เลี้ยงเด็กในอิสราเอล จะได้รับสนับสนุนจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ส่วนที่ไปผ่านเอกชน บริษัทต้องรับผิดชอบตามสัญญาจ้าง

ด้านการสื่อสาร: สั่งการแรงงานจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครอบครัวแรงงาน และใช้แอปพลิเคชันติดต่อสื่อสารโดยตรง เพื่ออัปเดตข้อมูลและคลายความวิตกกังวล

ด้านการอาชีพ: กรมการจัดหางานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เตรียมตำแหน่งงานใหม่และหลักสูตรฝึกอบรมทักษะ เพื่อให้แรงงานที่กลับมาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทันที

ทั้งหมดนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด “เรามุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องแรงงานไทยทุกคน” รัฐมนตรีแรงงานกล่าว

ความสำคัญของการดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง

แรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอล เป็นกำลังสำคัญในการส่งเงินกลับประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ทำงานด้านดูแลผู้สูงอายุ พยาบาล และก่อสร้าง สถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมาตรการดูแล การตั้งวอร์รูมนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ออกไปหาเลี้ยงชีพต่างแดน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง กระทรวงฯ พร้อมยกระดับแผนทันที

นอกจากนี้ ยังมีการประสานกับนายจ้างในพื้นที่ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และติดตามพิกัดแรงงานผ่าน GPS ในบางกรณี สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งแรงงานและครอบครัวในไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการเชิงรุกของ “ตรีนุช” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างแท้จริง ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางแผนระยะยาว หากคุณมีญาติหรือเพื่อนเป็นแรงงานในตะวันออกกลาง แนะนำให้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของกระทรวงแรงงาน หรือโทร hotline 1506 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สนับสนุนให้แชร์ข่าวนี้เพื่อให้ครอบครัวแรงงานอื่นๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “ตรีนุช” ตั้งวอร์รูมดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ไร้บาดเจ็บ – เสียชีวิต

คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้คนไทยจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ล่าสุด คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐมนตรีหลายกระทรวงเปิดเผยหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน โดยมีแผนดูแลคนไทยกว่า 100,000 คนในภูมิภาคนี้อย่างครบถ้วน

คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดูแลความปลอดภัยคนไทยในตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน โดยคนไทยที่อิหร่านแจ้งความประสงค์อยากกลับบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 40 กว่าคน สถานทูตไทยและกระทรวงการต่างประเทศพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ ขณะที่สถานการณ์การสู้รบยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แรงงานไทยในอิสราเอลสถานการณ์น่าไว้วางใจ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงเพิ่มเติมว่า แรงงานไทยในอิสราเอลซึ่งมีจำนวนมากถึง 60,000 คน ได้รับการดูแลจากรัฐบาลอิสราเอลเป็นอย่างดี จำนวนที่ขอกลับประเทศน้อยมากยังไม่เกิน 20 คน ในขณะที่จากอิหร่านมีประมาณ 40 ราย กระทรวงแรงงานตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์ โดยนายกฯ แสดงความห่วงใยและสั่งประสานกระทรวงการต่างประเทศช่วยเหลือคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐบาลมีแผนรองรับเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเน้นย้ำให้แรงงานไทยในพื้นที่รายงานตัวกับสถานทูตทันที หากต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้การนำส่งกลับประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เตรียมพร้อมทุกมิติเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน

กระทรวงคมนาคมรับมือไฟล์ทยกเลิกทันที

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ามีเที่ยวบินยกเลิกถึง 135 เที่ยวจากผลกระทบ สนามบินสุวรรณภูมิได้รับผลกระทบหนักสุด 59 เที่ยว ผู้โดยสาร 9,409 ราย สนามบินดอนเมือง 285 ราย สนามบินภูเก็ต 36 เที่ยว 5,665 ราย และเชียงใหม่ 165 คน สายการบินทุกแห่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่พักและอาหารให้ผู้โดยสารเต็มจำนวน

กระทรวงคมนาคมกำลังหาเส้นทางบินใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มาไทยซึ่งมีจำนวนน้อยในช่วงเดือนถือศีลอด สถานการณ์นี้คาดว่าจะคลี่คลายหากความขัดแย้งลดลง แต่รัฐบาลยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง

  • คนไทยในอิหร่าน: 40 กว่าคนขอกลับ
  • คนไทยในอิสราเอล: ไม่เกิน 20 คน
  • เที่ยวบินยกเลิก: 135 เที่ยว
  • ผู้โดยสารกระทบ: กว่า 15,000 ราย

จากข้อมูลทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยตอบสนองรวดเร็วต่อวิกฤตนี้ โดยเฉพาะ คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลอิสราเอลดูแลแรงงานไทยดีเยี่ยม ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากช่องทางทางการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบความพร้อมของรัฐบาลไทยในการรับมือวิกฤตต่างประเทศ ซึ่งการประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ ถือว่าน่าประทับใจ หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเลที่จะติดต่อสถานทูตไทยทันที และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลใหม่ๆ

ที่มา – คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

“ตรีนุช” ยันดูแลแรงงานไทยอิสราเอล-UAEเต็มที่

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนเป็นห่วง“ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ ล่าสุดนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาสั่งการให้ทูตไทยในพื้นที่เร่งดูแลพี่น้องแรงงานไทยให้ดีที่สุด หลังจากมีข่าวความขัดแย้งที่อาจลุกลาม กระทรวงแรงงานยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ทิ้งประชาชนแน่นอน

“ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้แสดงความห่วงใยต่อแรงงานไทยที่กำลังทำงานอยู่ในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮูธีหรืออิหร่านที่อาจขยายวง รมว.แรงงานได้กำชับให้สำนักงานแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี และกรุงเทลอาวีฟ ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินหากจำเป็น

ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 30,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในฟาร์มและก่อสร้าง ขณะที่ใน UAE มีราว 300,000 คน ทำงานด้านก่อสร้าง โรงแรม และบริการ รัฐบาลไทยจึงเร่งประสานงานเพื่อความปลอดภัย โดยสั่งให้ฝ่ายแรงงานแจ้งเตือนพี่น้องแรงงานให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และรายงานตัวกับทูตตลอดเวลา

ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือด่วนสำหรับแรงงานไทย

  • ใน UAE (กรุงอาบูดาบี): ฝ่ายแรงงานประจำสถานทูต โทร. (+971) 2557 6833
  • ในอิสราเอล (กรุงเทลอาวีฟ): สถานทูตไทย โทร. (+972) 5 4636 8150, ฝ่ายแรงงาน (+972) 5 4469 3476-7 หรือ PIBA (มีล่ามไทย) 1-700-707-889
  • CALL CENTER กรมการกงสุล: (+66) 2 572 8442 (24 ชม.) หรือแอป THAI CONSULAR
  • สถานทูตกรุงเตหะราน (อิหร่าน): (+98) 912 500 7933 หรือ (+98) 912 159 8699

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังฝากถึงญาติพี่น้องที่บ้านในไทยว่า อย่าตื่นตระหนก รัฐบาลกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด ขอให้แรงงานปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการท้องถิ่นและทูตไทย เช่น อยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น และติดตามข่าวจากช่องทาง官方เท่านั้น

มาตรการป้องกันความเสี่ยงสำหรับแรงงานไทยในตะวันออกกลาง

เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม กระทรวงแรงงานแนะนำดังนี้:

  • ติดตั้งแอป THAI CONSULAR และลงทะเบียนข้อมูลตัวเอง
  • เตรียมเอกสารสำคัญและเงินสำรองไว้เสมอ
  • รวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานไทยเพื่อช่วยเหลือกัน
  • หลีกเลี่ยงข่าวลือ สื่อสารผ่านทูตเท่านั้น

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในตะวันออกกลาง แต่รัฐบาลไทยเคยพิสูจน์แล้วในการอพยพแรงงานจากลิเบียหรือซาอุดิฯ ครั้งก่อน ๆ ว่าทำได้ดี ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลจะไม่ละเลย

ในมุมมองของผม รัฐบาลไทยภายใต้นโยบายของนายกฯ แสตนดาร์ดนี้แสดงให้เห็นถึงการดูแลประชาชนแบบไม่แบ่ง阶层 แรงงานไทยที่กล้าออกไปหาเลี้ยงชีพต่างประเทศสมควรได้รับการปกป้องเต็มที่ สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องแรงงานไทยทุกคนปลอดภัย และหากมีอัปเดตใหม่จะนำมาอัปเดตให้ทราบทันที สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ญาติทราบด้วยนะครับ!

ที่มา – “ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ

Scroll to top