ทรัมป์ขึ้นภาษี

สงครามภาษีไม่มีวันจบเมื่อทรัมป์ใช้ประเด็นแรงงานบังคับ

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

เมื่อพูดถึงนโยบายการค้าโลกในช่วงนี้ คงไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่ากับการเดินเกมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนว่า สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ อย่างไม่ลดละ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกศาลสูงสหรัฐฯ เบรกในเรื่องของการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของนโยบาย America First แต่อย่างใด

ถอดรหัสกลยุทธ์ภาษีแบบฉบับทรัมป์: จากแผน A สู่แผน C

การเดินเกมของทำเนียบขาวในครั้งนี้เปรียบเสมือนการเล่นหมากรุกที่เตรียมแผนสำรองไว้เสมอ โดยสื่อต่างประเทศอย่าง CNN ได้วิเคราะห์เส้นทางนโยบายภาษีของทรัมป์ออกมาเป็น 3 ระดับ:

  • แผน A: ใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก ซึ่งสุดท้ายถูกศาลฟันธงว่าเกินขอบเขตอำนาจ
  • แผน B: ใช้กฎหมายการค้ามาตรา 122 เพื่อตรึงภาษีไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน
  • แผน C: การหยิบประเด็น “แรงงานบังคับ” ในห่วงโซ่อุปทานมาเป็นฐานทางกฎหมายใหม่ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเก็บภาษีต่อประเทศคู่ค้า

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ โดยพุ่งเป้าไปที่การกดดันประเทศคู่ค้ากว่า 60 แห่ง รวมถึงประเทศไทยที่โดนหางเลขในอัตรา 12.5% ไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่นโยบายที่เปลี่ยนไป แต่เป็นแค่การเปลี่ยนเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดิม นั่นคือการลดการขาดดุลการค้าและดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ

ผลกระทบที่คนทั้งโลกต้องจับตา

นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายออกมาเตือนว่า การใช้ข้ออ้างเรื่องแรงงานบังคับในครั้งนี้อาจเป็นดาบสองคม แม้รัฐบาลจะพยายามสร้างความชอบธรรมในแง่ของสิทธิมนุษยชนและการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่สุดท้ายต้นทุนเหล่านี้มักจะถูกผลักภาระไปให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องซื้อของแพงขึ้น การที่ สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ เช่นนี้ ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในมุมมองของผม นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายเทคนิค แต่มันคือสงครามจิตวิทยาทางการค้าที่ไม่มีใครยอมใคร หากกฎหมายชุดใหม่ถูกท้าทายในศาลอีก เป็นไปได้สูงมากที่เราอาจจะได้เห็น “แผน D” ตามออกมาอีกอย่างแน่นอน ภาคธุรกิจในไทยควรติดตามความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสงครามครั้งนี้จะยังคงอยู่และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกไปอีกนาน

ที่มา – สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่

ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการยานยนต์และการค้าสากล ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนการนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะมีผลในสัปดาห์หน้า นี่คือการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง

ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่

ทรัมป์กล่าวหาว่า EU ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่เคยตกลงกันไว้ แม้จะไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจน แต่การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นไม่ถึงปี หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงที่สนามกอล์ฟเทิร์นเบอร์รีในสกอตแลนด์ ซึ่งกำหนดภาษีสินค้าส่วนใหญ่ไว้ที่ 15% และหลีกเลี่ยงภาษี 30% ที่ทรัมป์เคยขู่ นี่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที

ปฏิกิริยาจากฝั่งยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปตอบโต้ทันควัน โดยยืนยันว่า EU ปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการ และพร้อมใช้วิธีการทุกทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก EU การขึ้นภาษีนี้จะกระทบผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Volkswagen, BMW, Mercedes-Benz และอื่นๆ ซึ่งส่งออกรถไปสหรัฐจำนวนมาก สหรัฐนำเข้ารถจาก EU กว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจโลก

การขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปจะทำให้ราคารถในสหรัฐพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องจ่ายแพงกว่าเดิม นอกจากนี้ อาจจุดชนวนสงครามการค้าที่ใหญ่กว่าเดิม EU อาจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐ เช่น วิสกี้ เครื่องบินโบอิ้ง หรือสินค้าเกษตร สถานการณ์คล้ายสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนในสมัยทรัมป์รอบแรก

  • ราคารถยุโรปในสหรัฐเพิ่ม 25% ทันที
  • ผู้ผลิตรถอเมริกันอย่าง Ford, GM ได้เปรียบชั่วคราว
  • ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด ยอดขายรถลดลง
  • เศรษฐกิจ EU ชะลอตัว GDP ลด 0.5-1%

นอกจากนี้ ยังกระทบไทยด้วย เพราะไทยส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนไปสหรัฐและ EU หากศึกการค้าลุกลาม ไทยอาจถูกเลื่อนชั้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว สูญสิทธิ GSP ส่งผลให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น

ประวัติศาสตร์และนโยบายทรัมป์

ทรัมป์มีนโยบาย ‘America First’ ชัดเจนมาตลอด สมัยแรกเขาเคยขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจาก EU ทำให้เกิดการตอบโต้ทันที ครั้งนี้เหมือนเป็นการทดสอบ EU ก่อนเลือกตั้งสหรัฐปีหน้า เพื่อดึงคะแนนจากฐานเสียงในรัฐอุตสาหกรรมอย่างมิชิแกนและโอไฮโอ

นักวิเคราะห์คาดว่า หาก EU ยอมเจรจา ภาษีอาจลดลง แต่ถ้าตอบโต้ สงครามการค้าอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกผันผวน ดัชนี Dow Jones ร่วง 2% หลังประกาศ

ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่นี้ สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรติดตามใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ เช่น กระจายตลาดส่งออกไปเอเชียและออสเตรเลีย

ในมุมมองผู้เขียน นี่คือโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในการยกระดับคุณภาพและแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ยุโรป ลองคิดดูสิ ถ้าไทยผลิตรถ EV คุณภาพสูง อาจแย่งส่วนแบ่งตลาดสหรัฐได้!

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการค้าอัปเดตล่าสุดกับเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว สร้างความฮือฮาและความกังวลไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ในการแก้ปัญหาขาดดุลการค้า

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสินของศาลสูงสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารทันที เพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากร 10% กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยอ้างอิงมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีชั่วคราวได้นาน 150 วัน โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

เหตุผลหลักที่รัฐบาลทรัมป์ยกขึ้นมาคือ เพื่อแก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์แก่แรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตชาวอเมริกัน แม้จะขู่ว่าอาจปรับเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต แต่ตอนนี้ยังคงที่ 10% ก่อน

พื้นหลังของคำตัดสินศาลฎีกา

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ทำให้ต้องหาทางเลือกใหม่ ทรัมป์วิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างดุเดือดว่า “ไร้สาระ เขียนมาได้แย่ และเป็นการกระทำที่ต่อต้านอเมริกาอย่างยิ่ง”

แม้จะอ้างว่าภาษีเป็นเครื่องมือลดขาดดุลการค้า แต่ข้อมูลล่าสุดเผยว่าขาดดุลการค้าสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 2.1% จากปี 2024 สู่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) และรัฐบาลเคยเก็บภาษีจาก IEEPA ไปแล้วกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์

ผลกระทบต่อนานาชาติและการตอบโต้

การประกาศภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มเตรียมมาตรการตอบโต้:

  • สหราชอาณาจักร: ระบุว่า “ไม่มีมาตรการตอบโต้ใดที่ถูกตัดออกจากการพิจารณา” หากสหรัฐฯ ไม่เคารพข้อตกลงเดิม และย้ำว่า “ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามการค้า”
  • สหภาพยุโรป: ประกาศระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งตกลงกันในฤดูร้อน
  • อินเดีย: เลื่อนการเจรจาข้อตกลงใหม่ทันที
  • จีนและประเทศอื่นๆ: กำลังประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

ทรัมป์ยังขู่เพิ่มภาษีสูงขึ้นสำหรับประเทศที่ “เล่นตุกติก” กับข้อตกลง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อประเทศไทยและธุรกิจไทย

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลกนี้จะกระทบสินค้าหลักอย่างอาหารทะเล ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเตรียมกลยุทธ์กระจายตลาดใหม่ เช่น ไปยังอาเซียนหรือยุโรป

นอกจากนี้ ราคาสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อย่างเครื่องจักรและเทคโนโลยีอาจแพงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย รัฐบาลไทยน่าจะต้องเจรจาทวิภาคีเพื่อหาทางออก

โดยรวมแล้ว มาตรการนี้อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ผู้ประกอบการไทยควรวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารอัปเดตภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว และแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้คุณ!

ที่มา – ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

ส่งออกนำเข้าไทย ม.ค.69 พุ่งสูงสุด สนค.จับตาภาษีสหรัฐ

การค้าไทยเดือนมกราคม 2569 สร้างสถิติใหม่ด้วย ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ มูลค่าส่งออกทะลุ 31,573.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% จากปีก่อน ขณะที่นำเข้าสูงสุดที่ 34,876.5 ล้านเหรียญ เพิ่ม 29.4% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านเหรียญ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางขยายตลาดใหม่

ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน มูลค่าสูงสุดนับจากพฤษภาคม 2568 ที่ 31,044.9 ล้านเหรียญ สินค้าหลักที่หนุนคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ จากวัฏจักร AI และดาต้าเซ็นเตอร์ สินค้าเกษตรอย่างทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ กุ้งแช่แข็ง ก็ฟื้นตัวดี

ส่วนการนำเข้าเพิ่มจากวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน เครื่องจักร รับประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ไทยยังขาดดุลหนักกับจีน 7,223.8 ล้านเหรียญ เพิ่มจากปีก่อน แต่ได้ดุลสหรัฐ 473.8 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 3,078.3 ล้านเหรียญ

ตลาดส่งออกขยายตัวกว้างขวาง

ตลาดหลักเติบโตสูง สหรัฐฯ +43.1%, จีน +35.1%, ญี่ปุ่น +2.7%, EU +17.8%, อาเซียน +29.8% แต่ CLMV หด -8.7% ออสเตรเลียพุ่ง +97.8% ตะวันออกกลาง +13.7% ลาตินอเมริกา +13.9%

  • สหรัฐฯ: ตลาดใหญ่สุด โตแรงจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร
  • จีน: ขาดดุลสูง แต่ยังเป็นตลาดสำคัญ
  • อาเซียน: เติบโตดีจากห่วงโซ่อุปทาน

กราฟส่งออกนำเข้าไทย ม.ค.69

ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ 15% ต่อการส่งออกไทย

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้า 10-15% ตามมาตรา 122 แทนภาษีตอบโต้ที่ศาลยกเลิก ภาษีลดจาก 19% เป็น 15% ทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐถูกลง ราคาสินค้าปลายทางลด ผู้บริโภคซื้อง่ายขึ้น โดยเฉพาะอาหารไทยอย่างไก่ อาหารทะเล ผลไม้กระป๋อง

แต่ไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่ง เพราะทุกประเทศลดเหลือ 15% เท่ากัน บวกปัญหาเงินบาทแข็ง สนค.ย้ำต้องเจรจาต่อเนื่อง จับตามาตรการใหม่ที่สหรัฐอาจออกเพื่อแก้ขาดดุลกับไทย

ภาษีสหรัฐกระทบส่งออกไทย

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สั่งทูตพาณิชย์บุกตลาดใหม่ หาโอกาสสินค้าและบริการ เชิญผู้นำเข้าสหรัฐเจรจากับผู้ส่งออกไทย เพื่อรักษาส่วนแบ่ง แม้ ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ต้องระวังวัฏจักรขาขึ้นสิ้นสุด

ไทยควรเร่งกระจายตลาด ลดพึ่งพาสหรัฐ-จีน สนับสนุน SME ส่งออกดิจิทัล และพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพสูง เพื่อแข่งขันยั่งยืน

ติดตามข่าวการค้าอัปเดต และแชร์ประสบการณ์ส่งออกของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สนค.จับตาแก้เกมภาษีสหรัฐฯ ลุยขยายตลาด

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูง ลั่นภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าฉุกเฉิน ล่าสุดทรัมป์ไม่ยอมแพ้ ลั่นจะออกภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% กับสินค้าทั่วโลกทันที นโยบายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทยและโลก มาดูกัน

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แถลงข่าวอย่างดุเดือด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เรียกคำตัดสินนี้ว่า “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และ “น่าอับอาย” พร้อมประกาศทันทีว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีชั่วคราว 10% กับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากทั่วโลก

พื้นหลังของคดีและคำวินิจฉัยศาล

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจปี 1977 (IEEPA) ในการประกาศภาษีนำเข้าฉุกเฉิน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสหรัฐจากคู่แข่งต่างชาติ แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่ามาตรการนี้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอำนาจจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ประธานศาล จอห์น โรเบิร์ตส์ ระบุชัดว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มอบอำนาจภาษีให้ประธานาธิบดีโดยตรง

อย่างไรก็ตาม มีผู้พิพากษา 3 คนคือ ซามูเอล อลิโต, คลาเรนซ์ โธมัส และเบรตต์ คาวานอห์ ที่มีความเห็นแย้ง โดยคาวานอห์ยืนยันว่ามาตรการของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมาย ทรัมป์ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่าผู้พิพากษาเสียงข้างมากอาจถูกอิทธิพลจากต่างชาติ

รายละเอียดมาตรการภาษีใหม่ของทรัมป์

มาตรการใหม่นี้จะใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินที่วิกฤต โดยจำกัดที่อัตราไม่เกิน 15% และระยะเวลา 150 วัน หากไม่ได้รับอนุมัติจากสภา ทรัมป์ยืนยันว่าจะบังคับใช้ทันที เพื่อทดแทนชุดเก่า และอาจใช้มาตรา 232 เพิ่มเติมหากจำเป็น ซึ่งต้องผ่านการสอบสวนจากกระทรวงพาณิชย์

  • อัตราภาษี: 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วโลก
  • ระยะเวลา: ชั่วคราว 150 วัน
  • ฐานกฎหมาย: Trade Act 1974 มาตรา 122
  • วัตถุประสงค์: ปกป้องดุลการชำระเงินและอุตสาหกรรมสหรัฐ
  • ทางเลือกเพิ่ม: มาตรา 232 หากต้องการถาวร

ผลกระทบที่คาดการณ์ต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

นโยบายทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก นี้ จะกระทบการค้าสหรัฐกับทุกประเทศ โดยเฉพาะจีน ยุโรป และอาเซียน สินค้าไทยอย่างอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อาหารทะเลที่ส่งออกไปสหรัฐอาจราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียหาย นอกจากนี้ ศาลยังไม่ชี้ชัดว่าบริษัทจะได้เงินภาษีคืนหรือไม่ ทรัมป์สัญญาณว่าจะยื้อคดีในศาลยาวๆ

นโยบาย America First ของทรัมป์ยังคงสั่นคลอนตลาดโลก สต็อกดาวโจนส์ร่วงทันทีหลังประกาศ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทรัมป์ในการปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐ แต่เสี่ยงสร้างความไม่แน่นอนให้ห่วงโซ่อุปทานโลก ธุรกิจไทยควรรีบปรับตัว เช่น หาตลาดใหม่หรือกระจายความเสี่ยง

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทรัมป์? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกแบบอัปเดต!

ที่มา – ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์

ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ เป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการค้าโลก หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยสำคัญเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยชี้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตในการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก

ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ หลังเลี่ยงสภาคองเกรส

มาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิต แต่แทนที่จะผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ รัฐบาลเลือกใช้อำนาจตาม กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 1977 (IEEPA) ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อออกคำสั่งทันที ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร และละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ

ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2568 ได้ตัดสินว่ามาตรการนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ให้มีผลบังคับใช้ชั่วคราว ทำเนียบขาวยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา สุดท้ายศาลสูงสุดยืนยันคำตัดสินเดิม สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากการที่ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์

คำวินิจฉัยนี้อาจนำไปสู่การคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อนโยบาย “อเมริกาต่อน่า” ของทรัมป์ ที่เน้นลดการขาดดุลการค้า

  • กระทบคู่ค้าสหรัฐฯ: ประเทศอย่างจีน เม็กซิโก และสหภาพยุโรป อาจได้ประโยชน์จากการลดภาษี
  • ภาคธุรกิจสหรัฐฯ: ผู้ผลิตในประเทศบางรายเดือดร้อน แต่ผู้นำเข้าสินค้าราคาถูกราคาลดลง
  • การเมืองภายใน: เป็นบาดแผลใหญ่ให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีทรัมป์
  • อนาคต IEEPA: กฎหมายฉุกเฉินนี้อาจถูกจำกัดการใช้มากขึ้น

นโยบายภาษีของทรัมป์เริ่มมาตั้งแต่สมัยแรก (2017-2021) ที่ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม สงครามการค้ากับจีน แต่ครั้งนี้ครอบคลุมทั่วโลกมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า คำตัดสินนี้จะเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตร

ประวัติกฎหมายที่ทรัมป์ใช้เลี่ยงสภา

IEEPA ถูกออกแบบสำหรับวิกฤตจริง เช่น สงครามหรือภัยพิบัติ แต่ทรัมป์ขยายความหมาย “ภาวะฉุกเฉิน” ไปถึงปัญหาการค้าปกติ ศาลชี้ว่านี่ไม่ใช่เจตนาดั้งเดิมของกฎหมาย

ในอดีต ประธานาธิบดีคนอื่นๆ อย่างโอบามาและไบเดน ก็เคยใช้ IEEPA แต่ไม่กว้างขวางเท่านี้ คำวินิจฉัยศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

สำหรับนักลงทุนไทยที่ค้าขายกับสหรัฐฯ ควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

สรุปแล้ว คำตัดสินนี้ย้ำหลักประชาธิปไตยว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถเลี่ยงสภาได้ง่ายๆ ในประเด็นสำคัญอย่างภาษีศุลกากร

คุณคิดว่าคำวินิจฉัยนี้จะเปลี่ยนนโยบายทรัมป์อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการค้าโลกกับเราต่อไป!

ที่มา – ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

ทรัมป์ประกาศญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศดีลใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในรัฐเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย ซึ่งเป็นเฟสแรกมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์หากรวมทั้งชุด นโยบายภาษีที่แข็งกร้าวของทรัมป์ถูกยกย่องว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้

ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ จอร์เจีย

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าลงทุนอย่างเป็นทางการในโครงการที่ครอบคลุมภาคพลังงานและแร่ธาตุสำคัญ ช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกัน สร้างงานหลายแสนตำแหน่ง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ย้ำว่า “คำพิเศษคำหนึ่งคือภาษี” ที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงใหญ่โต แต่ยังยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนและชาติอื่นๆ

รายละเอียด 3 โปรเจคใหญ่ที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุน

นายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยทั้งสามโครงการมุ่งเน้นภาคเศรษฐกิจหลัก ดังนี้:

  • โครงการที่ 1: โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในโอไฮโอ – ขนาด 9.2 กิกะวัตต์ จะกลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วยเสริมโครงข่ายไฟฟ้า ลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการผลิตในสหรัฐฯ
  • โครงการที่ 2: สถานีส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวในเท็กซัส – หรือท่าเรือน้ำลึกสำหรับน้ำมันดิบ คาดสร้างรายได้ส่งออกปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกระดับสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานชั้นนำของโลก เพิ่มขีดความสามารถโรงกลั่น
  • โครงการที่ 3: โรงงานแร่ธาตุสำคัญในจอร์เจีย – ผลิตเพชรอุตสาหกรรมสังเคราะห์ 100% สำหรับความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะแร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคและกลาโหม

การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทรัมป์ชี้ว่าภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เขาใช้ กดดันให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นหันมาลงทุนในอเมริกาแทน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันอย่างเท็กซัสและโอไฮโอ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนโยบายภาษีของทรัมป์

ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ทรัมป์ผลักดัน ซึ่งเน้น “America First” นโยบายภาษีที่ทรัมป์โว่าระบุว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา ทำให้ญี่ปุ่นยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมความมั่นคงพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าในโอไฮโอจะลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ส่วนโครงการเท็กซัสจะผลักดันการส่งออก LNG ไปเอเชียและยุโรป

สำหรับจอร์เจีย โรงงานเพชรสังเคราะห์จะแก้ปัญหาการขาดแคลนวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องมือตัด ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้าจากจีนและรัสเซียเกือบทั้งหมด การลงทุนญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเป็นเชิงยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับนโยบาย CHIPS Act และ Inflation Reduction Act ของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากเฟสต่อๆ ไปเกิดขึ้นตามแผน มูลค่ารวมอาจทะลุ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ สร้าง GDP เพิ่มหลายเปอร์เซ็นต์ และงานใหม่กว่า 1 ล้านตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างว่าการเมืองแบบทรัมป์สามารถดึงดูด FDI (Foreign Direct Investment) ได้อย่างไร

ในมุมมองของเรา การที่ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายปกป้องการค้า หากคุณสนใจข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการลงทุนต่างชาติ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์จาก 39% เหลือเพียง 15% เพื่อแลกกับการลงทุนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากสวิตเซอร์แลนด์ในสหรัฐฯ

ข้อตกลงนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้ การลดภาษีของสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสวิสในตลาดอเมริกา ในขณะที่การลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “ความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” และยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมากนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขายังยกย่องบทบาทของผู้นำธุรกิจชาวสวิสที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้เดินทางไปเยือนทำเนียบขาว พร้อมนำของขวัญล้ำค่า เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ไปมอบให้กับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์เป็นไปอย่างยากลำบากมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของนายทรัมป์เกี่ยวกับภาษี แต่ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยว่ากำลังมีการดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลง

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการบรรลุข้อตกลงแล้ว และกล่าวว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

นางเอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะบรรลุข้อตกลงนี้ นายปาร์เมลินกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐโดยตรงในสหรัฐฯ ภายในปี 2571 โดยหนึ่งในสามของเงินจำนวนนี้จะลงทุนภายในปี 2569 นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงที่จะยกเลิกภาษีสำหรับโควตานำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าจากสวิส แลกการลงทุน 2 แสนล้าน

นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เนื่องจากสถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของสวิตเซอร์แลนด์ไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลกการลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาทางการค้าและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างสำหรับการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย การลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่ๆ ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้ จะช่วยลดภาระของภาคธุรกิจสวิส และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย การ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้จึงเป็น Win-Win situation สำหรับทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมเรแกน! รู้เลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการตอบโต้แคนาดาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐออนแทริโอของแคนาดา นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน มาใช้ในการโฆษณาเพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจเป็นอย่างมากและตัดสินใจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติม

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าระลอกใหม่ได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลแคนาดาจะตอบสนองต่อมาตรการนี้อย่างไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา

การที่ทรัมป์ประกาศ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจทำให้การลงทุนในแคนาดาลดลงได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่จำกัดเฉพาะแคนาดาเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากแคนาดาเป็นคู่ค้ารายสำคัญของหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของแคนาดาอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศได้

การที่ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าได้ การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจและบุคคลทั่วไป

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

Scroll to top