ทรัมป์ขึ้นภาษี

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

ในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายมากมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนและภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพลดราคาข้าวและผลักดันการส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและยั่งยืน นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเสริมศักยภาพการค้าของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

นโยบาย “Quick Big Win” นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็วและมีนัยสำคัญ โดยมี 7 ด้านหลักที่ครอบคลุมปัญหาหลักๆ ของเศรษฐกิจไทย ข้อแรกคือการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อสรุปความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ (ART) ภายในเดือนธันวาคม 2568 การเจรจานี้ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยได้รับสิทธิลดภาษีตอบโต้ 19% แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ แต่ไม่กระทบต่อกระบวนการนี้ และคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีและสภาเห็นชอบก่อนลงนาม

การค้าชายแดนและลดค่าครองชีพ

ด้านที่สองมุ่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ สนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้น ร่วมกับไปรษณีย์ไทย และเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลค่าครองชีพโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อนอกโรงพยาบาลได้ คาดว่าจะช่วยลดรายจ่ายได้ปีละกว่า 32,400 ล้านบาท นี่คือส่วนสำคัญของ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพราคาถูกลง

สำหรับด้านที่สาม คือการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) และบุกตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าปิดการเจรจากับเกาหลีใต้ในปีนี้ และขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงแอฟริกาใต้ อินเดีย และเวียดนาม การบุกตลาดใหม่เหล่านี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสส่งออก

รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

นโยบายที่สี่เน้นการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกรไทย จะเร่งผลักดันการส่งออกข้าวให้ได้ 1 ล้านตันในระยะสั้น ผ่านการขายรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน 500,000 ตัน MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และเจรจากับญี่ปุ่นให้คงโควตานำเข้าอย่างน้อย 300,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเชิงรุกก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก จึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือ

ด้านที่หกคือการเสริมแกร่ง SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ผ่านการสนับสนุนเข้าถึงตลาดใหม่ พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี และสินเชื่อพิเศษ สุดท้าย ด้านที่เจ็ดมุ่งปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี เช่น นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลทางการค้า ขยายช่องทางขายออนไลน์ และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ

จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน โรงพยาบาลเอกชนเครือใหญ่ๆ เช่น ธนบุรี เกษมราษฎร์ และอื่นๆ ได้ร่วมมือแล้ว คาดเริ่มมาตรการเปิดเผยราคายาได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดคณะเจรจาธุรกิจกับจีน เวียดนาม อินเดีย และเชิญผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ มาจับคู่ธุรกิจ คาดว่าการส่งออกปีนี้จะโต 6-7% มูลค่าทะลุ 12 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ แม้เป้าหมายเดิมจะอยู่ที่ 2-3%

นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนางศุภจีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์รวดเร็ว หากประชาชนและผู้ประกอบการติดตามและมีส่วนร่วม จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ได้ทันที

ที่มา – “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

ทรัมป์เก็บภาษีนำเข้ายา ตู้ครัว รถบรรทุกเพิ่ม

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการค้าโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตรการใหม่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ทรัมป์ยึดมั่นมาตลอดหลายปี

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่าสหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าชั้นนำ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยยกเว้นเฉพาะบริษัทที่ยอมย้ายฐานการผลิตมาสถาปนาโรงงานในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังกำหนดภาษี 25% สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ทุกคัน และสูงถึง 50% สำหรับตู้ในครัวและตู้อ่างล้างหน้า ส่วนเฟอร์นิเจอร์บุผ้าก็จะโดนภาษี 30% เริ่มสัปดาห์หน้า

เหตุผลหลักที่ทรัมป์ให้ไว้คือ สินค้าเหล่านี้ “ทะลัก” เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ จากประเทศคู่แข่ง ทำให้ผู้ผลิตในประเทศเสียเปรียบ การเก็บภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้บริษัทต่างชาติมาลงทุนในสหรัฐฯ และปกป้องงานของชาวอเมริกัน

ผลกระทบจากทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม

มาตรการนี้จะส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อผู้ส่งออกจากหลายประเทศ โดยเฉพาะยาจากสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ซึ่งส่งออกมูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสู่สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว สำหรับรถบรรทุก บริษัทอย่าง Peterbilt และ Mack Trucks ในสหรัฐฯ คาดว่าจะได้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านราคา แต่ชิ้นส่วนสำคัญหลายอย่าง เช่น จากเม็กซิโก แคนาดา และญี่ปุ่น อาจทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้น

นอกจากนี้ ภาษีตู้ครัวและเฟอร์นิเจอร์ยังตอบโต้การนำเข้าที่ล้นตลาด ซึ่งกระทบผู้ผลิตท้องถิ่น ทรัมป์มองว่านี่คือการต่อสู้กับ “การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเดบราห์ เอล์มส จาก Hinrich Foundation ชี้ว่า ประชาชนอเมริกันจะต้องจ่ายแพงขึ้น ล่าสุด หอการค้าสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เตือนว่ามาตรการนี้อาจไม่สมเหตุสมผล เพราะหาชิ้นส่วนในประเทศแทนได้ยาก

  • ยาที่มีแบรนด์: ภาษี 100% ตั้งแต่ 1 ต.ค.
  • รถบรรทุกขนาดใหญ่: ภาษี 25% ทุกคัน
  • ตู้ในครัวและตู้อ่างล้างหน้า: ภาษี 50%
  • เฟอร์นิเจอร์บุผ้า: ภาษี 30% เริ่มสัปดาห์หน้า

นโยบายนี้เป็นส่วนขยายจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ซึ่งทรัมป์เคยใช้เพื่อต่อกรกับจีนและยุโรป แม้จะมีคดีความในศาล แต่ทรัมป์ยังยืนกรานว่าจะเดินหน้าต่อเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การเก็บภาษีครั้งนี้อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่ โดยเฉพาะกับพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรปและเอเชีย ผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาจเห็นราคายาและเฟอร์นิเจอร์พุ่งสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวม ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กในอุตสาหกรรมรถบรรทุกอาจได้รับทั้งโอกาสและความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม นโยบายของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูอุตสาหกรรม แต่คำถามคือ มันจะสำเร็จหรือนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศมากขึ้น หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การค้าของตัวเอง

ที่มา – ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก

โมดีหนุน “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50%

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประกาศเตรียมปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” หลังจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50%

สถานการณ์การค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ทวีความตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว สืบเนื่องจากการเพิ่มโทษทางการค้าด้วยภาษีอีก 25% เหตุจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย มาตรการนี้ส่งผลให้อินเดีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาษีสูงที่สุดในโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 5 ของโลก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลอินเดียจึงเร่งหามาตรการรองรับ โดยนายนเรนทรา โมดี ได้ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่า จะมี “ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี” ซึ่งก็คือการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งย้ำแนวคิด **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็กๆ ติดป้าย “Swadeshi” (ผลิตในอินเดีย) เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง

แม้ว่าอินเดียจะพยายามผลักดันการผลิตภายในประเทศมาเป็นเวลาหลายปี แต่สัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังคงอยู่ที่ประมาณ 15% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โมดีจึงหันมาใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หลังจากที่ได้ประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด รัฐบาลอินเดียเตรียมที่จะปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม โดยมีแผนที่จะลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย

นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่า มาตรการเหล่านี้จะสามารถอัดฉีดกำลังซื้อได้ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของ GDP อินเดีย โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภคต่างๆ เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ ซึ่งมีความต้องการสูงในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการกู้ยืม หลังจากที่ได้ปรับลดไปแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนทำให้การเจรจาทางการค้าต้องถูกยกเลิกไป แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับในเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

**นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ เศรษฐกิจอินเดียก็ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษี 50% ของสหรัฐฯ ซึ่งเปรียบได้กับ “มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

ผลกระทบจากมาตรการ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้ทำให้ รัฐบาลอินเดียต้องเร่งหามาตรการรองรับ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภายในประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

สรุปแล้ว สถานการณ์นี้เป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจอินเดีย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลอินเดียออกมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองและการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ การที่ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ

ที่มา – นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

Scroll to top