นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประกาศเตรียมปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” หลังจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50%
สถานการณ์การค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ทวีความตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว สืบเนื่องจากการเพิ่มโทษทางการค้าด้วยภาษีอีก 25% เหตุจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย มาตรการนี้ส่งผลให้อินเดีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาษีสูงที่สุดในโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 5 ของโลก
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลอินเดียจึงเร่งหามาตรการรองรับ โดยนายนเรนทรา โมดี ได้ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่า จะมี “ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี” ซึ่งก็คือการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งย้ำแนวคิด **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็กๆ ติดป้าย “Swadeshi” (ผลิตในอินเดีย) เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง
แม้ว่าอินเดียจะพยายามผลักดันการผลิตภายในประเทศมาเป็นเวลาหลายปี แต่สัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังคงอยู่ที่ประมาณ 15% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โมดีจึงหันมาใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หลังจากที่ได้ประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด รัฐบาลอินเดียเตรียมที่จะปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม โดยมีแผนที่จะลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย
นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่า มาตรการเหล่านี้จะสามารถอัดฉีดกำลังซื้อได้ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของ GDP อินเดีย โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภคต่างๆ เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ ซึ่งมีความต้องการสูงในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการกู้ยืม หลังจากที่ได้ปรับลดไปแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนทำให้การเจรจาทางการค้าต้องถูกยกเลิกไป แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับในเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
**นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ เศรษฐกิจอินเดียก็ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษี 50% ของสหรัฐฯ ซึ่งเปรียบได้กับ “มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้
ผลกระทบจากมาตรการ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้ทำให้ รัฐบาลอินเดียต้องเร่งหามาตรการรองรับ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภายในประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
สรุปแล้ว สถานการณ์นี้เป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจอินเดีย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลอินเดียออกมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองและการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ การที่ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ
ที่มา – นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

