วัน: 27 สิงหาคม 2025

ช็อก! มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ

ข่าวช็อกสะเทือนขวัญ! เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

ช็อก! มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

สถานการณ์ความรุนแรงในสหรัฐฯ ยังคงน่ากังวล ล่าสุดเกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ในรัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย รายงานข่าวระบุว่าคนร้ายได้ทำการอัตวินิบาตกรรม (ฆ่าตัวตาย) ในที่เกิดเหตุหลังก่อเหตุ

สำนักข่าว CBS News รายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนคาทอลิกพระแม่รับสาร (Annunciation Catholic School) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านแทงเกิลทาวน์ ของเมืองมินนิอาโปลิส เหตุการณ์มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

จากข้อมูลเบื้องต้น คนร้ายเป็นชายที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ และใช้อาวุธปืนไรเฟิลในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่าสถานการณ์มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ยุติลงแล้วหลังจากคนร้ายถูกยับยั้ง แต่พื้นที่โรงเรียนยังคงถูกปิดล้อมเพื่อทำการสืบสวนต่อไป

แหล่งข่าวของ CBS เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เสียชีวิตจากการถูกยิง ซึ่งเป็นการกระทำของคนร้ายเอง

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิต 2 รายนั้นรวมถึงมือปืนหรือไม่ ในส่วนของผู้บาดเจ็บ 20 ราย มี 10 รายที่มีอาการสาหัส

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ

  • สถานที่เกิดเหตุ: โรงเรียนคาทอลิกพระแม่รับสาร (Annunciation Catholic School) เมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 2 ราย (ยังไม่ยืนยันว่ารวมมือปืนหรือไม่)
  • ผู้บาดเจ็บ: 20 ราย (10 รายอาการสาหัส)
  • คนร้าย: ชายชุดดำ ใช้อาวุธปืนไรเฟิล เสียชีวิตจากการยิงตัวตาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กนักเรียนเพิ่งกลับมาเรียนได้เพียง 2 วันหลังปิดเทอมฤดูร้อน โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณโบสถ์พระแม่รับสาร และเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงเกรด 8 (เทียบเท่าชั้น ม.2 ในประเทศไทย)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนในสังคมอเมริกันที่ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมโลก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรตระหนักและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพี่อเป็นบทเรียนและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสังคมของเรา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – ช็อก มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่า 8 ศพ! ไทย-เวียดนามอ่วม

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” พ่นพิษ! คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 8 ราย ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และมีการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติมอีกในหลายพื้นที่

พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือนประชาชน ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของมันยังคงส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายจังหวัดของทั้งเวียดนามและประเทศไทย

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เพิ่มขึ้นเป็น 8 ราย โดยในเวียดนามมีผู้เสียชีวิต 7 ราย และในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิต 1 ราย นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเสียหายต่อทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของประชาชนอีกจำนวนมาก

ในประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจากอิทธิพลของพายุ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มใน 8 จังหวัด สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนมากกว่า 180 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง การเดินทางถูกตัดขาดในหลายพื้นที่

สถานการณ์ในเวียดนามยิ่งน่าเป็นห่วง บ้านเรือนและอาคารต่างๆ กว่า 10,000 หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม นาข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ถูกน้ำท่วมกว่า 86 เฮกตาร์ เสาไฟฟ้าหลายต้นหักโค่น ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง กระทบประชาชนกว่า 1.6 ล้านคนในจังหวัดห่าติ๋ญและเงียอาน

ท้องถนนในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ฮานอยกำลังเตรียมจัดงานสวนสนามวันชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีการประกาศอิสรภาพ

ผลกระทบจากไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขาและใกล้แหล่งน้ำ

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดหาที่พักพิงชั่วคราว และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

สถานการณ์ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนอพยพที่รัดกุม รวมถึงการสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเมื่อเกิดภัยพิบัติ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแรงและทนทานต่อภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ก็เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติในระยะยาว

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราทุกคนร่วมมือกันและให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ที่มา – ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

“ภูมิธรรม” ย้ำสัมพันธ์ไทยจีนใช่อื่นไกล ขอบคุณช่วยปราบแก๊ง

“ภูมิธรรม” ต้อนรับ “จาง เจี้ยนเว่ย์” เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ย้ำสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน (中泰一家亲)” ด้านจีนขอบคุณไทยช่วยปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี่คือสัญญาณที่ดีของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

วันนี้ (27 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับและหารือข้อราชการกับนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสพบกับท่านทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ ครั้งแรกในพิธีเปิดงานศิลปาชีพประทีปไทยฯ ปี 2568 เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นการพบกันครั้งแรกก็สัมผัสได้เหมือนว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีกันมาอย่างยาวนาน ดังความสัมพันธ์ 50 ปีที่ไทย-จีนมีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่เหนือกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างชาติและประเทศของเรามีมาอย่างช้านาน สะท้อนผ่านชาวจีนที่มาอยู่เมืองไทยก็มีลูกหลานสืบทอดร่วมกับคนไทย พวกเราหลายคนก็มีเชื้อสายจีน ความสัมพันธ์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเป็นมิตรภาพกันเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เกิดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในภูมิภาค ขอบคุณทางการจีนที่มีบทบาทสร้างสรรค์ต่อการแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรัฐบาลไทยยึดมั่นสันติวิธี เคารพหลักกฎหมายระหว่างประเทศในการรักษาอธิปไตย และได้ยึดถือกติกาการหยุดยิงมาอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านชิดติดกันแยกหนีออกจากกันไม่ได้ และไทยได้ใช้ “กลไกทวิภาคี” หารือร่วมกับกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง อาทิ GBC ระดับรัฐมนตรีกลาโหม และ RBC ระดับแม่ทัพ ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

นายภูมิธรรมยังได้ขอบคุณทางการจีนในความร่วมมือร่วมกับไทยและเมียนมา แก้ไขปัญหาปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และอาชญากรข้ามชาติจนสามารถส่งคนจีนในเมียนมากลับไปได้จำนวนมาก

“วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ก้าวต่อไปเพื่อทำให้ประเทศทั้งสองมีสัมพันธไมตรีกันอย่างแน่นแฟ้น พร้อมให้ความมั่นใจดังคำพูดที่เราพูดกันว่า “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” (中泰一家亲)” นายภูมิธรรม กล่าว เป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ด้านนายจาง เจี้ยนเว่ย์ กล่าวว่า ในโอกาส 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของเราสองประเทศในฐานะเป็นเพื่อนที่ดี ญาติที่ดี หุ้นส่วนที่ดี ประเทศจีนและประเทศไทยจะเป็นมิตรภาพเช่นนี้ตลอดไป และตนมองไปข้างหน้าว่า อีก 50 ปีความสัมพันธ์เราก็จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะทุกภาคส่วนในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงต้องขอขอบคุณที่ช่วยสร้างคุณูปการต่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

นายจางกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางการจีนได้แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้สองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะไทยและกัมพูชาต่างเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของจีน เราขอให้ทั้งสองประเทศได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงตลอดไปและกลับสู่สันติภาพโดยเร็ว เพราะทุกฝ่ายไม่อยากเห็นการสร้างความเสียหาย เราอยากเห็นเสถียรภาพ สันติภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และขอขอบคุณทางการไทยที่ได้ให้การสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรข้ามชาติ

“ภูมิธรรม” พบทูตจีนย้ำสัมพันธ์ 2 ประเทศใช่อื่นไกล ขอบคุณไทยช่วยปราบคอลเซ็นเตอร์

ความสัมพันธ์ไทยจีนใช่อื่นไกลแน่นแฟ้น

การพบปะระหว่างนายภูมิธรรมและทูตจีนเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนที่มีมายาวนาน โดยเน้นย้ำถึงมิตรภาพและความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการสร้างสันติภาพในภูมิภาค

ความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: การขอบคุณจากทางการจีนต่อการช่วยเหลือของไทยในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ

บทบาทของจีนในการแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: การที่จีนมีบทบาทในการสร้างสรรค์เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-จีน: ทั้งสองฝ่ายต่างมองไปข้างหน้าถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต โดยอาศัยพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือที่มีอยู่

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม การรักษาและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของทุกฝ่าย

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับจีนไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย ความร่วมมือที่เข้มแข็งและการสนับสนุนซึ่งกันและกันจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และสร้างอนาคตที่สดใสร่วมกันได้

การที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์อันดี จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “ภูมิธรรม” พบทูตจีนย้ำสัมพันธ์ 2 ประเทศใช่อื่นไกล ขอบคุณไทยช่วยปราบคอลเซ็นเตอร์ เป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาวและจะพัฒนาต่อไปในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” พบทูตจีนย้ำสัมพันธ์ 2 ประเทศใช่อื่นไกล ขอบคุณไทยช่วยปราบคอลเซ็นเตอร์

ดราม่า Isak ระอุ – ดาวรุ่ง Arsenal โดนจับตา

พรีเมียร์ลีกคึกคัก! ตลาดนักเตะทุบสถิติ – ดราม่า Isak ระอุ – ดาวรุ่ง Arsenal โดนจับตา

Arsenal พรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ยังคงเต็มไปด้วยสีสัน ทั้งการทุ่มเงินเสริมทัพของหลายทีม รวมถึงดราม่าในสโมสรดัง และการแจ้งเกิดของดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

ดาวรุ่ง Arsenal โดนจับตา

ตลาดนักเตะสุดเดือด

พรีเมียร์ลีกในซัมเมอร์นี้ใช้เงินซื้อขายนักเตะรวมแล้วทะลุ 2.6 พันล้านปอนด์ ทำลายสถิติเดิม โดย Arsenal ถือว่าขยับตัวได้อย่างร้อนแรงที่สุด คว้าทั้ง เอเบเรชี เอเซ่ (Eze), มาร์ติน ซูบิเมนดี้ (Zubimendi) และผู้รักษาประตูมากประสบการณ์อย่าง เกปา (Kepa) เข้ามาเสริมทัพ ขณะที่ทีมอื่น ๆ ก็ยังคงเดินหน้าล่าตัวผู้เล่นต่อเนื่องก่อนตลาดปิดสิ้นเดือนนี้

เกฮี เนื้อหอมหลายทีมรุมจีบ

มาร์ก เกฮี (Marc Guéhi) กัปตัน Crystal Palace กำลังเป็นที่หมายตาของทีมยักษ์ใหญ่ยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, ยูเวนตุส รวมถึง ลิเวอร์พูล โดยคาดว่าอาจมีการเปิดเจรจาอย่างจริงจังในตลาดนักเตะเดือนมกราคม

ดราม่า Newcastle – Isak vs Bruno

ปัญหาภายใน Newcastle กำลังระอุ เมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) ต้องการย้ายทีม ขณะที่ บรูโน่ กิมาไรส์ (Bruno Guimarães) เผยว่าไม่ได้พูดคุยกับกองหน้ารายนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แม้ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล จะยื่นข้อเสนอมหาศาลกว่า 110 ล้านปอนด์ แต่ก็ถูกปฏิเสธ

ลูกบอล Puma ใหม่ โกลบ่นอื้อ

ลูกฟุตบอล Orbita Ultimate PL ของ Puma ซึ่งเข้ามาแทน Nike ถูกวิจารณ์หนักจากผู้รักษาประตูหลายราย บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าควบคุมยาก “ลื่น” และมีวิถีการเคลื่อนที่แปลก ทำให้กังวลว่าอาจเกิดความผิดพลาดมากขึ้นในการแข่งขัน

Aston Villa โดนปรับ

แอสตัน วิลลา ถูกพรีเมียร์ลีกสั่งปรับกว่า 125,000 ปอนด์ หลังทำผิดกฎ “multiball” ถึง 5 ครั้ง และยังถูกห้ามใช้ระบบนี้ในสามเกมเหย้าแรกของฤดูกาลใหม่

ดาวรุ่ง Arsenal วัย 15 ปี โดนจับตา

แม็กซ์ ดาว์แมน (Max Dowman) ดาวรุ่งวัยเพียง 15 ปีของ Arsenal กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่น สโมสรถึงขั้นต้องจัดการ์ดรักษาความปลอดภัยให้ และแยกห้องแต่งตัวจากทีมชุดใหญ่เพื่อดูแลความปลอดภัย

เก้าอี้กุนซือ Nottingham Forest ยังสั่นคลอน

แม้ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ จะทำผลงานดีจนขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ของตาราง แต่อนาคตของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espírito Santo) ยังไม่แน่นอน ขณะที่สื่ออังกฤษรายงานว่า อังเก้ ปอสเตโคกลู (Ange Postecoglou) ถูกยกเป็นตัวเต็ง หากมีการเปลี่ยนตัวกุนซือ

✍️ สรุป: พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าติดตาม ตั้งแต่ตลาดนักเตะที่เดือดพล่าน ดราม่าภายในทีมดัง ไปจนถึงดาวรุ่งที่กำลังแจ้งเกิด เรียกได้ว่าแฟนบอลไม่ควรพลาดทุกความเคลื่อนไหวในลีกลูกหนังอันดับหนึ่งของโลก ดูความเคลื่อนไหวได้เร็วทันใจก่อนใครที่ Playkhao

บลูมนำ AI สู่บอลสก็อต! ที่ฮาร์ทส์

เมื่อ โทนี่ บลูม นักลงทุนรายใหม่ของฮาร์ทส์ บอกกับกองเชียร์ที่ไทน์คาสเซิลว่า เขาคงผิดหวังหากสโมสรไม่ได้แชมป์ในทศวรรษหน้า คนในห้องต่างก็ชูกำปั้นด้วยความยินดี

เมื่อความคิดเห็นของเขาแพร่กระจายออกไปนอกเมืองหลวง คนอื่นๆ ก็ถอนหายใจหรือหัวเราะเยาะ

ฟุตบอลสก็อตเคยได้ยินคำสัญญาเหล่านี้มาก่อน นักลงทุนผู้มั่งคั่งสาบานว่าจะโค่นบัลลังก์เซลติกและเรนเจอร์ส แต่ความฝันก็พังทลายภายใต้น้ำหนักของความเป็นจริง

แต่โลกอย่างที่เราทราบกันดี รวมถึงฟุตบอล กำลังก้าวเข้าสู่โลกที่เรื่องเล่าที่เป็นไปไม่ได้กำลังถูกเขียนใหม่เกือบทุกวัน

นี่คือโลกของปัญญาประดิษฐ์ และเมื่อพูดถึงฟุตบอล ไม่มีใครทำได้ดีไปกว่าบลูม

“มันเป็นองค์กรที่ลับมาก” ลี มูนีย์ ซึ่งใช้เวลาหกปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกที่แมนเชสเตอร์ซิตี้ ก่อนที่จะเริ่มต้นบริษัทของตัวเอง MUD Analytics กล่าว

“คุณจะได้รับข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ในอุตสาหกรรมเมื่อเวลาผ่านไป

“หากคุณดูธุรกิจการพนันที่เขามี วิธีการทำเงินของธุรกิจนี้คือการทำความเข้าใจผลลัพธ์หรือความน่าจะเป็นของเกมได้ดีกว่าคนอื่นๆ

“ผมคิดว่าเมื่อคุณมีความสามารถแบบนั้นแล้ว และมีคนเพียงไม่กี่คนที่มีความสามารถระดับนั้น ที่ไหนก็ได้ในโลก และคุณเริ่มนำมันไปใช้ในสโมสร คุณจะเริ่มเห็นมูลค่าเพิ่มมากมายเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ”

‘AI คือสมรภูมิใหม่ในวงการฟุตบอล’

มูนีย์ไม่เห็นเหตุผลที่จะมองว่าคำกล่าวอ้างของบลูมเกี่ยวกับฮาร์ทส์เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพียงเพราะสิ่งที่เขามีอยู่

“หากคุณดูทีมอื่นๆ ที่เขาเคยมีส่วนร่วม หากคุณดู Union-Saint Gilloise ในเบลเยียม หากคุณดู Brighton ในอังกฤษ ผลกระทบต่อปอนด์ต่อปอนด์ของพวกเขาอยู่ในระดับสูงมาก” เขากล่าว

“ดังนั้น หากคุณคิดว่าพวกเขาสามารถได้รับผลลัพธ์ 200 ล้านปอนด์จากการใช้จ่าย 100 ล้านปอนด์ นั่นคือผลกระทบ

“หากคุณนำสิ่งนั้นไปสู่สก็อตแลนด์ แล้วคุณมีขุมกำลังทางปัญญามากพอที่จะเอาชนะช่องว่างระหว่างสโมสรยักษ์ใหญ่กับคนอื่นๆ ได้หรือไม่

“มันยากที่จะพูดอย่างแน่นอน แต่ผมคิดว่าถ้ามีใครสักคนที่มีโอกาสและมีวิธีการที่จะพยายามทำเช่นนั้น ผมคิดว่าเขาอาจจะมี”

AI คือสมรภูมิใหม่ในวงการฟุตบอล และนอกเหนือจากการแข่งขันเพื่อชิงถ้วยรางวัลแล้ว ปัจจุบันยังมีการแข่งขันด้านอาวุธสำหรับเทคโนโลยีล่าสุด

เทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ ความฟิตของผู้เล่น และที่สำคัญที่สุดคือการ scout

“มันเริ่มต้นด้วยคนที่ทำรายงานการแข่งขันและการวิเคราะห์ผู้เล่น แต่มีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เราเห็นในตอนนี้มันน่ากลัว” จอห์น พาร์ค หัวหน้าฝ่ายสรรหาบุคลากรของเซนต์เมียร์เรนกล่าว

“เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรามีนักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ มาทำโปรไฟล์ผู้เล่นกับเรา

“เราเพิ่งเริ่มต้น และผมคิดว่าเราอาจจะนำนักศึกษามาทำวิทยานิพนธ์ขั้นสุดท้าย ใครจะรู้ว่ามันจะไปถึงไหน”

พาร์คใช้เวลาหลายปีที่เซลติก และรับผิดชอบในการมาถึงของผู้เล่นอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ มุสซา เดมเบเล่ เขาเป็นคนที่รู้จักผู้เล่น

เขากล่าวว่ายุคที่ผู้คนต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ในวงการฟุตบอลนั้นจบลงแล้ว และชี้ให้เห็นถึงการจำลองผู้เล่นว่าเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ครั้งต่อไป

หากสโมสร X กำลังมองหาผู้เล่น Y ในตำแหน่งแบ็คซ้าย เทคโนโลยีในปัจจุบันมีอยู่เพื่อให้ AI ดูทุกเกมที่ผู้เล่น Y เคยเล่นมา และนำเขาไปสู่การแข่งขันจำลองร่วมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ที่มีศักยภาพ

นักวิเคราะห์ไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ว่าเขาอาจจะเล่นในทีมอย่างไร พวกเขาสามารถดูการจำลองของเขาแสดงต่อหน้าต่อตาได้

“หมายความว่าเราสามารถนำข้อมูลไปให้ผู้จัดการทีมและบอกว่า ‘ดูสิ เขาเหมาะกับเรา'” พาร์คกล่าว

AI สามารถค้นหาพรสวรรค์ได้ดีกว่าผู้จัดการทีมหรือไม่

สโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลกบางแห่ง รวมถึงลิเวอร์พูลและบาร์เซโลนา เป็นผู้นำในการใช้ AI แต่เมื่อราคาลดลง ลีกเล็กๆ รวมถึงสก็อตแลนด์ ก็กำลังเข้ามามีส่วนร่วม

ภายใต้เงื่อนไขที่พวกเขาต้องการอยู่เบื้องหลัง เราได้สอบถามสโมสรใน SPFL พรีเมียร์ชิพทั้ง 12 ทีมว่าปัจจุบันพวกเขาใช้เทคโนโลยี AI เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์หรือการ scout หรือไม่ และครึ่งหนึ่งตอบว่าใช่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพวกเขาสงสัยว่าอีกครึ่งหนึ่งก็อาจจะทำเช่นกัน แต่แค่ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอยู่

ปัญญาประดิษฐ์สามารถค้นหาพรสวรรค์ที่ผู้จัดการทีมอาจพลาดไปได้จริงหรือ?

เดวิด มาร์ตินเดล ผู้จัดการทีมลิฟวิงสตันไม่คิดเช่นนั้น

“AI ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึก” เขากล่าว

“AI กำลังใช้ข้อมูลและตัวเลข ผมเติบโตมากับการเล่นฟุตบอลตลอดชีวิต

“ใครบางคนที่มาจากธุรกิจที่เพิ่งทำรายได้ 100 ล้านปอนด์โดยมีกำไร 40 ล้านปอนด์ ไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นคนในวงการฟุตบอลเสมอไป

“ดังนั้น ผมคิดว่าคนที่ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับฟุตบอลในสภาพแวดล้อมของฟุตบอล ผมจะไว้วางใจมากกว่า AI

“ผมแค่หวังว่ามันจะมีอยู่ตอนที่ผมกำลังเรียนปริญญาที่มหาวิทยาลัย ผมคงจะจบการศึกษาด้วยคะแนนดีเยี่ยม!”

เทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับราคา แต่จากข้อมูลของผู้ที่รู้ธุรกิจนี้ มันอาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการลงทุนเพื่อสะสม

“สก็อตแลนด์เป็นสถานที่ที่ยากที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” มูนีย์กล่าว

“มีต้นทุนขั้นต่ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินเอื้อมของสโมสรเล็กๆ บางแห่งในสก็อตแลนด์ แต่ผมคิดว่าด้วยการเติบโตของสิ่งที่พร้อมใช้งาน สโมสรสามารถกระจายต้นทุนเหล่านั้นออกไป และมันจะเข้าถึงได้มากขึ้น

“ผมคิดว่าทันทีที่สโมสรใหญ่เริ่มยอมรับมันจริงๆ สโมสรอื่นๆ จะต้องเคลื่อนไหวในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสก็อตแลนด์ ผมคิดว่าเซลติกและเรนเจอร์สมีความสามารถเพียงพอที่จะดึงตัวเองออกไป และจะไม่มีวันถูกจับได้ หากพวกเขาจัดการตัวเองในทางที่ถูก ดังนั้น หากพวกเขาทำการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เห็นได้ชัด สโมสรอื่นๆ จะต้องทำอะไรที่รุนแรงเพื่ออยู่ใกล้พวกเขา หรือพวกเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับฟุตบอลสก็อตแลนด์ที่จะซื่อสัตย์”

โทนี่ บลูม คงจะเห็นด้วย

อนาคตของฟุตบอลสก็อตแลนด์กับ AI

การเข้ามาของ บลูมนำ AI สู่บอลสก็อต ที่ฮาร์ทส์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สโมสรอื่นๆ ในสก็อตแลนด์ต้องหันมาพิจารณาการใช้เทคโนโลยี AI มากขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ จะส่งผลต่ออนาคตของวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์อย่างแน่นอน บลูมนำ AI สู่บอลสก็อต จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของฟุตบอลสก็อตเเลนด์ไปตลอดกาล

ที่มา – Bloom leading the way for AI in Scottish football at Hearts

รวบ! เครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามลาวสู่พนมไพร

เจ้าหน้าที่ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้าล็อตใหญ่ถึง 4 แสนเม็ด ที่ลักลอบข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองของสังคม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ภูมิวิทย์ เวชกามา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พลตำรวจตรี สิงห์ทอง พลลา ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีจับกุมเครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร

ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนและเฝ้าติดตามพฤติกรรมของขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจากแนวชายแดน สปป.ลาว โดยใช้เส้นทางผ่าน อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร มีจุดหมายปลายทางที่ อ.พนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ชุดสืบสวนปราบปรามยาเสพติดนำโดย พันตำรวจโท สมนึก ปัญญารมย์ สามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวนมหาศาลถึง 400,000 เม็ด ขณะที่กำลังเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ อ.พนมไพร

การจับกุมเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่งในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยร้ายที่คุกคามความปลอดภัยของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้

จับกุมเครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มผู้กระทำผิดว่า จะไม่มีที่ยืนในสังคมไทย

รายละเอียดการจับกุมเครือข่ายยาบ้าข้ามชาติ

ความสำเร็จในการจับกุม จับกุมเครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพรครั้งนี้ เกิดจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การสืบสวนหาข่าว การวางแผน และการลงมือปฏิบัติการอย่างรัดกุม ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางได้ในที่สุด นอกจากนี้ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติการประสบความสำเร็จ

ผลจากการ จับกุมเครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณยาเสพติดในท้องตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยและความสงบสุขของสังคมโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติดแก่เยาวชนและประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด และการฟื้นฟูสภาพสังคม ก็เป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปเพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างยั่งยืน

คดี จับกุมเครือข่ายยาบ้า 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ไทย ถึงแม้ว่าขบวนการค้ายาเสพติดเหล่านี้จะยังคงมีอยู่ แต่การทำงานอย่างไม่ย่อท้อของเจ้าหน้าที่ก็จะช่วยให้เราสามารถเอาชนะภัยร้ายนี้ได้ในที่สุด

ที่มา – จับกุมเครือข่ายยาบ้าล็อตใหญ่ 4 แสนเม็ด ข้ามชายแดนลาวสู่พนมไพร

ไทย-จีน ตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะกาญจนบุรี

ข่าวดี! ไทยและจีนร่วมมือลงทุนครั้งใหญ่ ตั้ง โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี หวังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ปลูกกัญชาไทยและกลุ่มพลังงานจากประเทศจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าที่สามารถนำขยะชุมชนมาแปรรูปเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทย-จีน ร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 มีการเปิดเผยว่า จังหวัดกาญจนบุรีได้รับการประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลบ้านเก่าและตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี นอกจากนี้ กาญจนบุรียังเป็นเมืองชายแดนที่มีด่านการค้าชายแดนสำคัญ 2 แห่ง คือ ด่านเจดีย์สามองค์ (สังขละบุรี) และด่านผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน (เมืองกาญจนบุรี) ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างมาก

จากศักยภาพดังกล่าว ประกอบกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้กาญจนบุรีมีความพร้อมในการรองรับการลงทุนต่าง ๆ โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 กลุ่มผู้ปลูกกัญชาไทยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีน ณ มณฑลกวางโจว ประเทศจีน โดยมีบริษัท Vision and Clean Energy Thailand Co.,Ltd เป็นแกนนำ ภายใต้การบริหารของ นายวิศารท์ พจน์ประสาท พร้อมด้วย นายมนูญ เพิ่มพิณทอง และนายฉัตรชัย ทรัพย์ศรีสุวรรณ์

เป้าหมายของการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี

เป้าหมายหลักของการร่วมมือในครั้งนี้ คือ การสร้าง โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี ให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยได้มีการลงนามในสัญญากิจการร่วมค้า (Joint Venture Agreement) กับกลุ่มพลังงานยักษ์ใหญ่ของจีน ได้แก่ Aurorean Recovery Co.,Ltd และ บริษัท Guangzhou WeTech Engineering Co.,Ltd ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบเตาเผาและนวัตกรรมการกำจัดขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม และขยะมลพิษ ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบและก่อสร้างระบบเตาเผาขยะมากกว่า 300 แห่งทั่วโลก

ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมมือกันในฐานะผู้ออกแบบโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนขนาดเล็ก (ไม่เกิน 9.9 MW) โดยนายวิศารท์ พจน์ประสาท เปิดเผยว่า การลงนามในสัญญาครั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการสร้าง โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี อย่างจริงจัง

โรงไฟฟ้าจากขยะนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนร่วมกันในโครงการก่อสร้าง งานวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักร การติดตั้งเครื่องจักรและระบบผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงการกำจัดขยะชุมชน โดยครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นเขตพัฒนาพื้นที่ใหม่ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากรและปริมาณขยะชุมชนจำนวนมาก

โครงการนี้จะช่วยให้การจัดการขยะชุมชนของประเทศไทยเป็นระบบ ยั่งยืน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

สำหรับพื้นที่ในการก่อสร้างโรงงาน จะเป็นบริเวณพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าขยะชุมชนต้นแบบที่ดีที่สุดของโลก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เพื่อกำจัดขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม และขยะมลพิษ และผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีความต้องการ

การลงทุน โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนอีกด้วย เป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดกาญจนบุรีและประเทศไทย

ที่มา – ไทย-จีน ร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะที่กาญจนบุรี หวังแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

กองทัพอากาศ ชวนจับตา! โดรนพิรุธ แจ้งด่วน

“กองทัพอากาศ” ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลต้องสงสัยที่ควบคุม “โดรนพิรุธ” โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force ได้โพสต์ข้อความสำคัญ เรื่อง “ร่วมใจประชา เฝ้าจับตา แจ้งเบาะแส ผู้ควบคุมโดรนต้องสงสัย” โดยเน้นย้ำว่า “โดรนจากฝ่ายตรงข้ามยังเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบเจอผู้ต้องสงสัยควบคุม “โดรนพิรุธ” ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น”

กองทัพอากาศมีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือเฝ้าระวังการใช้โดรนโจมตีระยะใกล้จากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของทางราชการ รวมถึงพี่น้องประชาชน

สังเกต “โดรนพิรุธ” ได้อย่างไร?

การสังเกตลักษณะของโดรนที่อาจเป็นภัย และพฤติกรรมของผู้ควบคุม เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ลักษณะการบินที่ผิดปกติของโดรน:

  • บินในระดับต่ำ และวนเวียนอยู่เหนือสถานที่สำคัญ เช่น หน่วยงานราชการ, สนามบิน, โรงไฟฟ้า หรือพื้นที่ชุมชน
  • บินเข้า-ออก หรือสำรวจซ้ำๆ ในบริเวณเดิมอย่างมีนัยยะ
  • บินในเวลากลางคืนโดยไม่มีไฟสัญญาณ หรือมีเสียงการบินที่ผิดปกติไปจากเดิม
  • มีวัตถุแปลกปลอม หรือสิ่งของติดอยู่ใต้ตัวโดรน

พฤติกรรมที่น่าสงสัยของผู้ควบคุมโดรน:

  • ควบคุมโดรนจากที่ซ่อน เช่น ภายในรถ หรือหลังสิ่งกำบังต่างๆ
  • แสดงอาการประหม่า ลุกลี้ลุกลน เมื่อถูกสังเกตเห็น
  • แต่งกายปกปิดอำพรางอย่างผิดสังเกต
  • ใช้ยานพาหนะที่มีฟิล์มกรองแสงมืดทึบ หรือเตรียมพร้อมสำหรับการหลบหนี

หากพบเห็น “โดรนพิรุธ” ควรทำอย่างไร?

การตอบสนองอย่างเหมาะสมเมื่อพบเห็น “โดรนพิรุธ” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยส่วนบุคคล และความมั่นคงของสังคม:

  • อย่าเข้าใกล้ หรือเผชิญหน้าโดยตรง รักษาระยะห่าง และความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก
  • พยายามบันทึกภาพ หรือวิดีโอรายละเอียดต่างๆ เช่น พิกัด, ชนิดและสีของโดรน, เส้นทางการบิน, ลักษณะของผู้ควบคุม, ยานพาหนะที่ใช้, สถานที่ และเวลาที่พบเห็น
  • แจ้งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐทันที สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1374 หรือแจ้งหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ พร้อมระบุข้อมูลรายละเอียดที่สังเกตได้ให้มากที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูลลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีทราบความเคลื่อนไหว และหลีกเลี่ยงการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

กองทัพอากาศให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือจากทุกท่านในการเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส “โดรนพิรุธ” หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ

การร่วมมือร่วมใจของประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับโดรนต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัย และป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยของเราสงบสุขและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “กองทัพอากาศ” ชวนประชาชนช่วยกันสอดส่อง หากพบ “โดรนพิรุธ” แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

แม่ครัวอยากเป็นเถ้าแก่ ขอเลขเด็ด ท้าวเวสฯ-หลวงพ่อสมหวัง

แม่ครัวร้านอาหารใฝ่ฝันอยากเป็นเถ้าแก่ร้าน อธิษฐานขอโชค “ท้าวเวสสุวรรณ” และ “องค์หลวงพ่อสมหวัง” วัดกลางบางพระ จ.นครปฐม ยิ้มได้ “เลขเด็ด” ไปเสี่ยงโชคสมใจ

วันที่ 27 ส.ค. 68 ที่วัดกลางบางพระ (หลวงพ่อสมหวัง) ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม สาธุชนและนักเสี่ยงโชคได้เดินทางมาทำบุญกราบไหว้ขอพรที่วัดกลางบางพระจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้

นอกจากหลวงพ่อสมหวังที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้กันจำนวนมาก สำหรับท้าวเวสสุวรรณองค์นี้เป็นองค์เก่าแก่โบราณ เนื้อปูนในสมัยที่หลวงพ่อพุฒ อดีตเจ้าอาวาส เกจิชื่อดังยังมีชีวิตอยู่ ทางวัดได้นำมาปรับปรุงทาสีใหม่ เพื่อให้คงสภาพเดิมมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ถึงความศรัทธาขององค์ท้าวเวสสุวรรณจะเห็นได้จากผ้าแดงที่ติดผูกไว้กับองค์ท่านจนเต็ม รวมถึงธูปสีแดง เทียนสีแดง และกุหลาบสีแดงที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้

บรรยากาศในแต่ละวันจะมีสาธุชนเดินทางมากราบไหว้ พร้อมทั้งจุดธูปสีแดง บูชาผ้ายันต์สีแดง ดอกกุหลาบสีแดง เพื่อกราบและนำผ้ายันต์ผูกไว้ที่กระบองยันกาย พร้อมถวายดอกกุหลาบบูชา จากนั้นอธิษฐานก่อนจากล้วงลูกไข่ในตะข้อง หรือบางคนจะใช้วิธีการจุดธูปสั้นเลขมงคล ซึ่งมีไว้สำหรับทุกคนเพราะเป็นธูปวันเกิด 7 วัน 7 สี แดง เหลือง ชมพู เขียว ส้ม ฟ้า และม่วง ตั้งไว้เพื่อให้สาธุชนอธิษฐานเสี่ยงโชคนำธูปเลขมงคลไปจุดเพื่อทำการเสี่ยงทาย จะสังเกตได้จากกระถางธูปที่ตั้งอยู่ด้านหน้าจะมีธูปที่ปักจุดหมดแล้วเต็มกระถางธูป

จากการสอบถาม น.ส. สิริพร ประดิษฐ์ อายุ 50 ปี อาชีพเป็นแม่ครัวร้านอาหาร หนึ่งในผู้ที่เดินทางมากราบขอพรองค์ท้าวเวสสุวรรณ เผยว่า ตนเองเป็นผู้หนึ่งที่นับถือและกราบไหว้องค์ท้าวเวสสุวรรณ และมักได้โชคลาภ ที่ไหนดังต้องไปหมด

สำหรับท้าวเวสสุวรรณที่วัดกลางบางพระ ได้ยินชื่อเสียงมานาน และเพิ่งมาเป็นครั้งแรก ทุกครั้งที่ไปกราบไหว้องค์ท้าวเวสสุวรรณไม่ว่าที่ใด จะนำผ้าแพรสีแดง ดอกกุหลาบแดง มาถวายโดยผ้าแดงจะใช้ผูกไว้กับกระบองยันกาย ส่วนดอกกุหลาบแดงก็จะถวายหรือปักแจกันไว้ที่ด้านหน้าองค์ท้าวเวส แล้วจุดธูปอธิษฐานขอพร ขอโชคลาภ โดยบอกกล่าวขอให้ได้โชคเพื่อจะมาทำร้านอาหารเอง เพราะทำงานมาเกือบ 20 ปี เป็นลูกจ้างมาตลอด ขอเป็นเจ้าของร้านบ้าง จากนั้นก็มองหาสิ่งที่มีตัวเลข ซึ่งมีอยู่ 3 วิธี คือเขย่าเซียมซี ล้วงไข่ในตะข้อง และจุดธูปมงคลตามสีวันเกิด ซึ่งตนเองเลือก 2 วิธี คือล้วงไข่ในตะข้อง และขอจุดธูปมงคลสีตามวันเกิด

จากนั้นก็หยิบตะข้องขึ้นมาเหนือหัว ขอพรกับท้าวเวสสุวรรณ และองค์หลวงพ่อสมหวัง จากนั้นก็เขย่าและหยิบออกมา 3 ลูก ปรากฏว่าได้เลข 426 จากนั้นก็ก่อนจะตั้งจิตอธิษฐานและล้วงลูกไข่ในไห ได้หมายเลข 4 2 6 จากนั้นก็หยิบธูปมงคลสีแดง ที่ตนเองเกิดวันอาทิตย์ ตั้งจิตอธิษฐานก่อนทำการจุดปักไว้ที่กระถางธูป รอจนธูปหมดดอกปรากฏเป็นหมายเลข 7 7 8 พร้อมกับยกมือพนมต่อหน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณ บอกกล่าว หากได้โชคใหญ่ในครั้งนี้ จะนำน้ำแดง และดอกกุหลาบแดง มาถวายองค์ท้าวเวสสุวรรณ และจะนำไข่ไก่ ผลไม้ และข้าวสาร มาถวายองค์หลวงพ่อสมหวังด้วย ก่อนเดินทางกลับเดินไปหาซื้อล็อตเตอรี่ตามแผงที่จำหน่ายหน้าวัดก่อนเดินทางกลับ.

(อ่านข่าว เลขเด็ด ทั้งหมดที่นี่)

แม่ครัวอยากเป็นเถ้าแก่ ขอเลขเด็ด ท้าวเวสฯ-หลวงพ่อสมหวัง

เรื่องราวของแม่ครัวที่ต้องการเป็นเจ้าของร้านอาหารตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนที่กำลังทำงานเป็นลูกจ้างและใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างท้าวเวสสุวรรณและหลวงพ่อสมหวัง เป็นความหวังและกำลังใจให้ก้าวไปข้างหน้า

เลขเด็ดจากท้าวเวสสุวรรณและหลวงพ่อสมหวัง: แนวทางเสี่ยงโชค

สำหรับใครที่กำลังมองหา เลขเด็ด จากท้าวเวสสุวรรณและหลวงพ่อสมหวัง ลองพิจารณาแนวทางที่แม่ครัวท่านนี้ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการล้วงไข่ในตะข้อง จุดธูปมงคล หรือเสี่ยงเซียมซี สิ่งสำคัญคือการตั้งจิตอธิษฐานด้วยความศรัทธาและความหวัง

การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องส่วนบุคคล ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และไม่ควรทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม การ ขอเลขเด็ด ท้าวเวสฯ-หลวงพ่อสมหวัง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโชคลาภที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณ

เรื่องราวของแม่ครัวที่ แม่ครัวอยากเป็นเถ้าแก่ ขอเลขเด็ด ท้าวเวสฯ-หลวงพ่อสมหวัง เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความเชื่อและความหวังของผู้คน หากคุณมีความฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่ายอมแพ้ และแสวงหาโอกาสและความช่วยเหลือจากทุกทาง

ที่มา – แม่ครัวอยากเป็นเถ้าแก่ มาขอเลขเด็ด “ท้าวเวสฯ-หลวงพ่อสมหวัง” หวังลุ้นรวยเปิดร้านอาหาร