ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศดีลใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในรัฐเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย ซึ่งเป็นเฟสแรกมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์หากรวมทั้งชุด นโยบายภาษีที่แข็งกร้าวของทรัมป์ถูกยกย่องว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้
ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ จอร์เจีย
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าลงทุนอย่างเป็นทางการในโครงการที่ครอบคลุมภาคพลังงานและแร่ธาตุสำคัญ ช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกัน สร้างงานหลายแสนตำแหน่ง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ย้ำว่า “คำพิเศษคำหนึ่งคือภาษี” ที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงใหญ่โต แต่ยังยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนและชาติอื่นๆ
รายละเอียด 3 โปรเจคใหญ่ที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุน
นายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยทั้งสามโครงการมุ่งเน้นภาคเศรษฐกิจหลัก ดังนี้:
- โครงการที่ 1: โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในโอไฮโอ – ขนาด 9.2 กิกะวัตต์ จะกลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วยเสริมโครงข่ายไฟฟ้า ลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการผลิตในสหรัฐฯ
- โครงการที่ 2: สถานีส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวในเท็กซัส – หรือท่าเรือน้ำลึกสำหรับน้ำมันดิบ คาดสร้างรายได้ส่งออกปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกระดับสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานชั้นนำของโลก เพิ่มขีดความสามารถโรงกลั่น
- โครงการที่ 3: โรงงานแร่ธาตุสำคัญในจอร์เจีย – ผลิตเพชรอุตสาหกรรมสังเคราะห์ 100% สำหรับความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะแร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคและกลาโหม
การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทรัมป์ชี้ว่าภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เขาใช้ กดดันให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นหันมาลงทุนในอเมริกาแทน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันอย่างเท็กซัสและโอไฮโอ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนโยบายภาษีของทรัมป์
ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ทรัมป์ผลักดัน ซึ่งเน้น “America First” นโยบายภาษีที่ทรัมป์โว่าระบุว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา ทำให้ญี่ปุ่นยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมความมั่นคงพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าในโอไฮโอจะลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ส่วนโครงการเท็กซัสจะผลักดันการส่งออก LNG ไปเอเชียและยุโรป
สำหรับจอร์เจีย โรงงานเพชรสังเคราะห์จะแก้ปัญหาการขาดแคลนวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องมือตัด ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้าจากจีนและรัสเซียเกือบทั้งหมด การลงทุนญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเป็นเชิงยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับนโยบาย CHIPS Act และ Inflation Reduction Act ของสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากเฟสต่อๆ ไปเกิดขึ้นตามแผน มูลค่ารวมอาจทะลุ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ สร้าง GDP เพิ่มหลายเปอร์เซ็นต์ และงานใหม่กว่า 1 ล้านตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างว่าการเมืองแบบทรัมป์สามารถดึงดูด FDI (Foreign Direct Investment) ได้อย่างไร
ในมุมมองของเรา การที่ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายปกป้องการค้า หากคุณสนใจข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการลงทุนต่างชาติ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!
ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย


