ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ปะทะต่อเนื่อง! กัมพูชายิง BM-21 เข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่ากัมพูชาได้เปิดฉากยิง BM-21 เข้ามาในประเทศไทยหลายจุด ส่งผลให้เกิดการปะทะต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญ

ตามรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยมีการปฏิบัติทางทหารในหลายพื้นที่ ได้แก่ ซำแต, ภูผี, ช่องตาเฒ่า และปราสาทตาควาย กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ากัมพูชาจะบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อชาวโลก

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ทำให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง และกองทัพภาคที่ 2 ได้ประกาศว่าจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้ นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

BM-21 Grad เป็นระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Launch Rocket System – MLRS) ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การที่กัมพูชาใช้ BM-21 ยิงเข้ามาในประเทศไทยจึงถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของการปะทะ

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมักจะเกิดจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนทับซ้อน การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการยิงเข้ามาในประเทศไทย

ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด เป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงความสำคัญของการมีนโยบายต่างประเทศที่รอบคอบและสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติได้

ที่มา – ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

กัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง จริงหรือ?

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชา กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยได้ทำการละเมิดหยุดยิง และใช้สารพัดอาวุธ รวมถึงแก๊สพิษในการโจมตี

กัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ใช้สารพัดอาวุธ-แก๊สพิษโจมตี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่า ประเทศไทยละเมิดหยุดยิง และข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยอ้างว่ามีการใช้อาวุธหนักและอาวุธเบา รวมถึง “แก๊สพิษ” ในการโจมตีฝ่ายกัมพูชา โดยที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าไทยมีเจตนาที่จะผนวกดินแดนของกัมพูชาอีกด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การกระทำของไทยเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2525 โดยมีการใช้กำลังทหารรุกรานอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชา กระทรวงกลาโหมกัมพูชาจึงขอประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงที่สุด

ตามแถลงการณ์ กองทัพไทยได้ทำการยั่วยุหลายครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเปิดฉากยิงใส่กองกำลังกัมพูชาในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ จังหวัดพระวิหาร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 และโจมตีต่อเนื่องในวันที่ 8 ธันวาคม ในพื้นที่อันเสะ และพื้นที่อื่น ๆ ในเขตกองทัพภาคที่ 4 ก่อนที่จะขยายขอบเขตการโจมตีไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของกองทัพภาคที่ 5 ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย

รายละเอียดการโจมตีที่ถูกกล่าวหา

กัมพูชาอ้างว่า ในระหว่างการโจมตี กองกำลังทหารไทยได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างหลายชนิด เช่น อาวุธเบา, ปืนกล, ปืนครก MT-60 มม., รถถัง, ปืนใหญ่หนัก 155 มม., ปืนกลหนัก 12.7 มม., เครื่องบินรบ F-16, เครื่องบิน AT-6, โดรนที่ใช้สำหรับการทิ้งระเบิด ตลอดจนการยิงแก๊สพิษใส่กองกำลังกัมพูชา

นอกจากนี้ กัมพูชายังอ้างว่า แม้จะถูกโจมตีอย่างหนัก กองทัพกัมพูชาก็ไม่ได้ตอบโต้กลับแต่อย่างใด และใช้ความอดทนอย่างสูงสุด

กัมพูชาเชื่อว่า การรุกรานด้วยอาวุธของไทย เป็นการยืนยันเจตนาของไทยที่ต้องการผนวกดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ้างแผนที่ที่วาดขึ้นเองฝ่ายเดียวอย่างผิดกฎหมาย และการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวชายแดน ซึ่งเป็นการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ

กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามการละเมิดหยุดยิง และการกระทำที่ผิดกฎหมายของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบต่อการละเมิดดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ไทยหยุดความเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า กัมพูชาเคารพและดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง ปฏิญญาร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย และยึดมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การกล่าวหาของกัมพูชาในครั้งนี้ สร้างความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่จะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญคือการที่ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในข้อตกลงที่มีอยู่ และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น การสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน จะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กัมพูชาแถลงนั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเป็นกลาง ก่อนที่จะมีการตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ต่อไป

จากเหตุการณ์กัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิงนี้ เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

ที่มา – กลาโหมกัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ใช้สารพัดอาวุธ-แก๊สพิษโจมตี

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พปชร. แนะ! ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกโรงแนะรัฐบาลใช้ยาแรง ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนชาวไทย หวังจบปัญหาภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พปชร. แนะ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมานาน และถึงเวลาที่เราต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด คือการ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

นายสุรเดชกล่าวต่อไปว่า การปะทะล่าสุดและการที่เรา “ไปทิ้งระเบิดที่คาสิโน” ซึ่งเป็นแหล่งสนับสนุนสำคัญของสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และเป็นศูนย์กลางของแก๊งสแกมเมอร์และการพนันออนไลน์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะใช้มาตรการต่างๆ เช่น ตัดเน็ต ตัดไฟ หรือปิดด่านชายแดน แต่สถานทูตกัมพูชายังคงอยู่ในประเทศไทย และยังคงมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการปิดสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทยอย่างถาวร และเรียกเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในกัมพูชากลับประเทศให้หมด

นอกจากนี้ นายสุรเดช ยังเสนอให้ยกเลิกความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งหมด รวมถึงเวทีทวิภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น JBC, GBC, RBC หรือ MOU ต่างๆ “ถ้ากัมพูชารังแกเราเมื่อไหร่ เราก็ตอบโต้ทันที” เขากล่าว

มอบอำนาจให้ ผบ.ทสส. ตัดสินใจ

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้รัฐบาลมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดูแลกองทัพทั้งหมด เพื่อให้กองทัพมีอำนาจเต็มที่ในการตอบโต้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน “วัดกันไปเลย แล้วดูซิว่านายฮุนเซน จะว่าอย่างไร” เขากล่าว

“ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมเชื่อว่าทุกคนในพรรคคิดเหมือนกัน เราตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อเป็นผู้แทนของประชาชน จึงขอวิงวอนทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล สามัคคีและมาร่วมมือกันรักษาอธิปไตยของประเทศ ไม่ให้ต้องสูญเสียผืนแผ่นดินไทยไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” นายสุรเดชกล่าว

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจะไม่ยอมให้กัมพูชามาหยาม หรือตบหน้าเราอีกแล้ว เราต้องตอบโต้ และ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา ไม่ต้องไปค้าขายกับกัมพูชาแล้วเพราะเขาไม่มีความจริงใจกับเรา”

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งให้สหประชาชาติ (UN) ทราบว่าประเทศไทยจะไม่ทนต่อการรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชาอีกต่อไป รวมถึงแจ้งไปยังประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้สังเกตการณ์ในการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และจีน

เขาทิ้งท้ายโดยฝากไปยังนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้แสดงความเด็ดขาดด้วยการ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา และทำตามคำเรียกร้องของประชาชน เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย โดยต้องทำให้สำเร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

การตัดสินใจ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

ที่มา – พปชร. แนะใช้ยาแรง ตัดความสัมพันธ์ถาวร กับกัมพูชา

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อกรมบัญชีกลางอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ซึ่งมีการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างออกไป เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้รับการอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้องขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน?

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การเพิ่มวงเงินดังกล่าวจะช่วยให้จังหวัดสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติวงเงินดังกล่าว เพื่อให้จังหวัดสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และยังอยู่ในช่วงของการให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ โดยการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานราชการในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วน 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ:

  • เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
  • ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย
  • สนับสนุนการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลในการดูแลความปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หากท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 เผย กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแจ้งเตือนว่าอาจมี “กัมพูชา” เตรียมใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาในดินแดนไทยในคืนนี้ กองทัพพร้อมตอบโต้อย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความสำคัญ ระบุว่า “ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า คืนนี้ กัมพูชา จะใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ทำการยิงเข้ามายังดินแดนไทย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน อาศัยช่วงเวลากลางคืนที่ยากต่อการตรวจการณ์ และสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนตามแนวชายแดน”

ทาง กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า จะทำการยับยั้ง ป้องกัน และตอบโต้ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นนี้อย่างหนักหน่วงและเต็มขีดความสามารถ พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และอยู่ในที่ปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

BM-21 คืออะไร ทำไมถึงเป็นภัยคุกคาม?

จรวดหลายลำกล้อง BM-21 เป็นระบบอาวุธที่สามารถยิงจรวดหลายลูกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ด้วยอานุภาพทำลายล้างที่สูง จึงถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างร้ายแรง

  • ความน่ากลัวของ BM-21: สามารถยิงจรวดได้หลายลูกในเวลาอันรวดเร็ว สร้างความเสียหายในวงกว้าง
  • เป้าหมายของการโจมตี: มุ่งหวังสร้างความตื่นตระหนกและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • การรับมือของกองทัพ: กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมรับมือและตอบโต้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความขัดแย้งและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

การแจ้งเตือนเรื่องที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่า กัมพูชา อาจใช้จรวด BM-21 เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และภาวนาให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจริง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

ฮุนเซนสั่งยึดเส้นแดง! รับมือไทย?

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดงตอบโต้เคร่งครัด เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ลั่นยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกฯ ในช่วงวิกฤติ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียล สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” อย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนกัมพูชา–ไทยพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังมีการปะทะต่อเนื่องหลายจุด 

ฮุน เซน ระบุว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กองกำลังไทยได้ยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าใส่พื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หวังยั่วยุให้ตอบโต้เพื่อล้มข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพกัมพูชา–ไทย  ที่ลงนามเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

อดีตนายกฯ กัมพูชา ย้ำว่า “เส้นแดงในการตอบโต้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว” พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงต่อทหารใต้บังคับบัญชาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดในพื้นที่ปะทะ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ได้สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง และช่วยเหลือผู้ที่กำลังหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

เขายังขออภัยแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยว่าให้แข่งขันตามปกติ ไม่ต้องวิตกกับสถานการณ์ชายแดน.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาประกาศสั่งการให้กองกำลังทุกหน่วยยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” อย่างเคร่งครัด คำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

สมเด็จฮุน เซน อ้างว่ากองกำลังของไทยได้ทำการยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อยั่วยุให้กัมพูชาตอบโต้ เพื่อที่จะล้มเลิกข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่ได้ลงนามกันไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า เส้นแดงในการตอบโต้ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว และได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงให้ทหารใต้บังคับบัญชาเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังหลบหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศ เพื่อที่จะร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤตินี้

เขายังได้กล่าวขออภัยต่อบรรดาแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงเวลานี้ พร้อมกันนี้ก็ได้ส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ให้ทำการแข่งขันตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ที่ชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามและความกังวลต่างๆ มากมายในหมู่ประชาชน ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนอาจสงสัยว่าเส้นแดงที่ว่านี้คืออะไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างไรบ้าง

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

การประกาศ “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและพร้อมตอบโต้ของกัมพูชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

วิเคราะห์สถานการณ์: ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง จะเกิดอะไรขึ้น?

การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาประกาศสั่งยึดเส้นแดง แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเน้นย้ำถึงเส้นแดงในการตอบโต้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายไทยว่ากัมพูชาพร้อมที่จะตอบโต้หากถูกรุกราน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดควรเป็นทางเลือกแรกในการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

  • การยึดเส้นแดงคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจมีต่ออนาคต

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่ความหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงมีอยู่ การเปิดใจรับฟังและเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

ผบ.ตร. หนุนทหาร! แผน**พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจและทหารในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสถานการณ์

“เราพร้อมสนับสนุนการทำงานของทหารอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สนับสนุนกำลังพลให้กับพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนเป็นสำคัญ

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และการอพยพประชาชน

สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพประชาชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเหลือประชาชนบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการอพยพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางจังหวัดได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ตั้งแต่การจัดส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และขณะนี้กำลังรอรับฟังคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและอุ่นใจคือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

ที่มา – ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย

ทบ.ยืนยัน! กัมพูชายิง BM-21 บ้านกรวด บุรีรัมย์

กองทัพบก (ทบ.) ยืนยัน กัมพูชายิงกระสุน BM-21 เข้ามาในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บริเวณบ้านสายโท 10 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อสังเกตคือบริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอยู่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงมาบริเวณบ้านเรือนของประชาชนไทย ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน (sector) ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณบ้านกรวด

ในส่วนของ Sector ที่ 1 สามารถเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยได้แล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร และใน Sector ที่ 2 ได้พื้นที่ปลอดภัยกว่า 108,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไป

เหตุการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ทางการไทยคงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

การที่ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม การสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน ควรเป็นเป้าหมายที่เราทุกคนร่วมกันผลักดัน

ที่มา – กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

Scroll to top