ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะ “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่นภูผาเหล็ก ก่อนสถานการณ์ยุติ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้:

  • เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กมายังฝ่ายเรา ทำให้ฝ่ายเรามีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)
  • เวลา 14.16 น. ฝ่ายเราทำการยิงอย่างต่อเนื่องตามกฎการปะทะอย่างได้สัดส่วน ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธ ปรส. แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ
  • เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด
  • เวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ
  • เวลา 15.39 น. กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย
  • เวลา 16.17 น. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กพช. ปลอดภัยแล้ว.

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเขตแดน ทรัพยากร และความเข้าใจผิด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

หลังจากเหตุการณ์ปะทะ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มกำลังพลและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ทำไมเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ถึงเกิดขึ้น?

สาเหตุของการ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการลาดตระเวน หรือการล้ำเขตแดนโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนอย่างละเอียดกำลังดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ทหารไทย-กัมพูชายิงสนั่น มีกำลังพลเจ็บ 2 นาย

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตอาการของ “ส.อ.” ที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ซึ่งข่าวดีคืออาการของ “ส.อ.” ปลอดภัยแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้ จนเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธ ปรส. ในเวลาต่อมา การปะทะได้ยุติลงในเวลา 14.50 น. หลังจากการตรวจสอบ พบว่ามีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)

เมื่อเวลา 16.20 น. เฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้อัปเดตอาการของ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหารกัมพูชา โดยยืนยันว่า ส.อ.อนุชาติ “ปลอดภัยแล้ว” สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะยุติลงแล้ว แต่ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนควรเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา

หลังจากเหตุการณ์ปะทะยุติลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้การช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาการของ พลฯ พรชัย ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ ส.อ.อนุชาติ ได้รับบาดเจ็บที่ขาและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลและสนับสนุน ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อรักษาความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา และอาการปลอดภัยในที่สุด ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การเจรจาและการทูต: เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี
  • การรักษาความสัมพันธ์อันดี: สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย: ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และทั้งสองประเทศจะสามารถร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญรุ่งเรืองและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – “ส.อ.” บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ปลอดภัยแล้ว

ด่วน! เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “ด่วน! กันทรลักษ์บ้านเรา กองทัพแจ้งให้อพยพนะคะ” ข้อความดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแจ้งเตือนที่ค่อนข้างกระทันหันและบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล

สาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา
  • พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก

ปัจจุบัน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองนาย อยู่ระหว่างการเดินทางไปรับการรักษาที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ และให้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วง เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ แต่การแจ้งเตือนให้ประชาชนใน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การที่เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลและวิธีการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ โพสต์แจ้งคน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ด่วน

ปะทะภูผาเหล็ก! ไทยตอบโต้ มีกำลังพลเจ็บ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน เมื่อเกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก จังหวัดสกลนคร ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ไทยตอบโต้ตามกฎ และสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก ไทยตอบโต้ตามกฎ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “ภูผาเหล็ก” ในจังหวัดสกลนคร รายงานเบื้องต้นแจ้งว่ามีกำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทราบชื่อคือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัด ป.6 พัน.6 ตำแหน่ง ผตน.พลาญหินแปดก้อน โดยถูกยิงที่ขา ขณะนี้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางฝั่งประเทศไทยได้ตอบโต้ตามกฎการปะทะที่วางไว้ และมีการสั่งการให้เตรียมพร้อม 100% ตลอดแนวชายแดน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุปะทะภูผาเหล็ก

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะ หรือกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เหตุการณ์ปะทะภูผาเหล็ก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างรอบด้าน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ และการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเยียวยาจิตใจ และการสนับสนุนด้านต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีกำลังใจในการสร้างอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ววัน ร่วมกันภาวนาให้เกิดสันติสุข และความสงบในพื้นที่ชายแดน

ความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ การสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือต่างหากคือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่สงบสุข และน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ที่มา – เกิดเหตุปะทะพื้นที่ “ภูผาเหล็ก” ไทยตอบโต้ตามกฎ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาและการปักปันเขตแดนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ข่าวเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานว่าชายหนุ่มชาวไทยเสียชีวิตในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

กองทัพไทยได้เปิดเผยผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 บริเวณบ้านหนองจาน โดยรวมระยะเวลาสี่วัน สามารถวัดจุด GCP ได้แล้ว 56 หมุด จากทั้งหมด 128 หมุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ทางกองทัพย้ำว่าการปักหมุดครั้งนี้เป็นการปักตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่เคยปักไว้ในอดีตเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ไม่ได้อิงตามหรือใช้แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งสามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้ 1,230 ตร.ม. จากทั้งหมด 9.98 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 1.23

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็แทรกเข้ามา เมื่อศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งว่ามีคนไทยเสียชีวิตในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกรายหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดเดียวกับกรณีของสาวพังงาที่เพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

การปฏิบัติการสำรวจและปักหมุดไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบสงบในวันนี้อาจเป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กำลังดำเนินการปักหมุดชั่วคราวในสองจุดสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อรอดูผลการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาที่อาจมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในบางจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงจากกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาที่อาจรวมตัวกันและสร้างแรงกดดันในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในส่วนของแนวชายแดนฝั่งภาคอีสาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การก่อสร้าง หรือการรวมตัวของชาวบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านพรมแดน

จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพา ยังคงมีการส่งโดรนขึ้นบินในรอบหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพมุมสูง ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่ป่ารกทึบที่เข้าถึงยาก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับการเข้า-ออกผิดกฎหมายและการแทรกซึมของกำลัง จากการตรวจสอบจนถึงช่วงสาย สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

เพจศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งข่าวเศร้าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า มีคนไทยเสียชีวิตในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ก้ำ หรือดอน เป็นชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทางศูนย์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทางเพจยังระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยรายล่าสุดนี้มาจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า โดยพิกัดที่ได้รับแจ้งคือ “บัวลัย” ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกับที่สาวพังงาเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ใด และกำลังเร่งหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จักกับผู้เสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สถานการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุรกิจในต่างแดน การขาดการดูแลและความช่วยเหลือที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สลดหนุ่มไทยดับในกัมพูชา ในเมืองปอยเปต ถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตด้วยไฟฟ้า

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

ฮุน เซน ชี้ ทหารสละชีพเพื่อชาติ ไม่แลกดินแดน

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

จากกรณีที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทหารทั้ง 18 นายที่ถูกจับกุม ได้ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว และรัฐบาลกัมพูชาจะไม่ใช้ดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ทำไมฮุน เซน ถึงกล่าวว่าทหารสละชีพเพื่อชาติ ไปแล้ว?

การที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของทหารที่ถูกจับกุม รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า กัมพูชาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อการต่อรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ เป็นการยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงครอบครัวของทหารที่ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ฮุน เซน ยืนยันว่าจะไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า กัมพูชาจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ที่มา – ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top