ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา: ทบ. ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรม

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ตามขั้นตอนสากล กองทัพบกยืนยันยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยม18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดย ICRC ถือเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเชลยศึกโดยตรง ปฏิบัติงานตามหลักสากลด้วยความมีมาตรฐาน เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และเป็นช่องทางในการติดต่อกับครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน การดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และได้บรรยายสรุปให้แก่คณะ ICRC เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว กำลังพลฝ่ายกัมพูชาในฐานะเชลยศึก ตลอดจนมาตรการด้านการดูแลการรักษาพยาบาล

สำหรับ18 เชลยศึกกัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการดูแลจากแพทย์ประจำพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กองทัพบกได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ICRC อย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่อนุญาตให้ทางคณะผู้แทนของฝ่ายไทยและสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ ในระหว่างพบปะพูดคุยกับเชลยศึก อันแสดงถึงความโปร่งใสและความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพบกดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชาตามหลักมนุษยธรรม

การเข้าเยี่ยมเชลยศึกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักสากลด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ICRC ในการดูแลเชลยศึกอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

รายละเอียดการดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชา

  • อาหาร: จัดอาหารครบ 3 มื้อ
  • ที่พัก: จัดสถานที่พักที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
  • สุขภาพ: ดูแลสุขภาพโดยแพทย์ประจำพื้นที่

การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเชลยศึกทุกนาย

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การดูแลเชลยศึกที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ICRC เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ทบ. ยันยึดหลักมนุษยธรรม ดูแลทุกคนอย่างเหมาะสม

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตำหนิกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง กรณีเหตุการณ์วุ่นวายที่ “บ้านหนองจาน” โดยมีการเกณฑ์คนจากภายนอกพื้นที่มาร่วมประท้วง พร้อมทั้งพกอาวุธเพื่อยั่วยุทหารไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าแกนนำมีการใช้วิทยุสื่อสาร และมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ว่าพบประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 150 คน รวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิ์อยู่ โดยพบว่าผู้ประท้วงบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาอาวุธ เช่น ไม้ และบางคนมีลักษณะเป็นแกนนำโดยมีการใช้วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ ยังพบทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลร่วมกับชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรสระแก้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ และเตรียมพร้อมดำเนินการกับกลุ่มผู้ประท้วงทันที หากพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือกระทำผิดกฎหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.30 น. กองกำลังบูรพารายงานว่า กัมพูชามีการเกณฑ์ประชาชนทั้งจากนอกพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ให้เข้าร่วมการประท้วงและแสดงท่าทียั่วยุต่อทหารไทย ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประชุม GBC และ RBC ที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ขอให้กัมพูชายึดถือและปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เคยให้ไว้ร่วมกันและที่เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาต่างๆ ในระดับสากล กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ หากตรวจพบการกระทำผิดของประชาชนชาวกัมพูชา ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการชุมนุมประท้วงใกล้พื้นที่ชายแดน การกระทำใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอธิปไตย และการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

กองทัพบก (ทบ.) เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลง

กองทัพบกได้เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง การเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค

ข้อตกลงหยุดยิงและความสำคัญต่อความสัมพันธ์

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ขยายตัวได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • การเคารพซึ่งกันและกันและการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสช่วยลดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดใจยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชา ป่วนบ้านหนองจาน เกณฑ์คนนอกพื้นที่ร่วมประท้วง ยั่วยุทหารไทย

เปิดภาพ! ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง! เปิดภาพนาที “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ของไทยเผชิญหน้ากับ “ทหารกัมพูชา” บริเวณชายแดน ป้องกันการรุกล้ำดินแดนบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์ล่าสุดยังคงตรึงเครียดแต่ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้น

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชา และนำไปสู่การรวมตัวประท้วงโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดขึ้น

ต่อมาในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่นอกพื้นที่ ทำการปิดถนนหมายเลข 58 ในฝั่งกัมพูชา เพื่อเป็นการยั่วยุและกีดขวางการสัญจรของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาดูแลรักษาความสงบบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำมาตรการในการป้องกันสถานการณ์บานปลายในทุกด้าน ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการรุกราน และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.42 น. มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการเพิ่มจำนวนประชาชนและทหาร รวมประมาณ 300 คน บริเวณใกล้กับหลักเขตแดนที่ 46 โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลหรือการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้น

ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่เข้ามาเสริมกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ความสำคัญของตำรวจควบคุมฝูงชน ในสถานการณ์ชายแดน

การมีอยู่ของตำรวจควบคุมฝูงชนในพื้นที่ชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการประท้วง การชุมนุม และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

  • การรักษาความสงบเรียบร้อย: ป้องกันการกระทบกระทั่งและความรุนแรง
  • การป้องกันการบานปลาย: ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังและการเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดภาพ “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ประจันหน้า “ทหารกัมพูชา” ป้องกันการรุกรานบ้านหนองจาน

ปู่ย่า”น้องน้ำโขง” ภาพจำยังติดตา ทำใจไม่ได้!

ภาพเหตุการณ์ยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ เผยยังกินนอนไม่ได้ คิดถึงหลานทุกวัน เห็นด้วยหากทหารสร้างรั้วกั้นเขตแดน ประณามกัมพูชาที่จงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดอนุภาคร้ายแรง เพื่อโจมตีพลเรือน

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ บรรยากาศบ้านของนายสุที บุญแต่ง อายุ 60 ปี และนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ปู่และย่าของ ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา 

โดยนางสะทน ย่าน้องน้ำโขงและเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันทำอาหารเที่ยง เพื่อจะเลี้ยงช่างที่มาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ และได้พาผู้สื่อข่าวเข้ามาดูบ้านที่เสียหาย ซึ่งยังคงไม่ได้รื้อออก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ให้ ซึ่งนายสุที และนางสะทน ยังอยู่ในความวิตกกังวล พร้อมทั้งยังคิดถึงหลานชายที่มาเสียชีวิต พร้อมประณามกัมพูชาใจคอโหดเหี้ยม ใช้อาวุธสังหารฆ่าพลเรือน

นางสะทน เล่าว่า ทุกวันนี้ตนยังนอนไม่หลับยังกินข้าวไม่ได้เพราะภาพเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุยังคงติดตาติดใจตนอยู่ทุกวันเหมือนเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตนขอประณามทางกัมพูชาว่า มีความโหดร้าย กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งที่ตรงนี้ไม่มีฐานทหาร หรือที่มั่นทหารตั้งอยู่เลย มันเป็นความไม่ถูกต้อง

ด้านนายสุที เล่าว่า หลังจากมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่บ้านของตนนั้น ตนก็ได้พบและสังเกตเห็นว่า ระเบิดที่ใช้นั้นผิดจากสมัยก่อนที่ตนเคยประสบพบเจอมา เพราะสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ เป็นเม็ดกลมๆ ลูกเล็กๆ กระจายอยู่เกลื่อนพื้นที่ ตนนั้นเก็บได้เป็นกำๆ มือ ซึ่งตนนั้นคิดว่าทางกัมพูชาจงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดที่มีอนุภาคร้ายแรงอันนี้ขึ้นมา เพื่อฆ่าชีวิต และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งใน 1 ลูกนั้น ตนคาดว่าเป็นแสนเป็นล้านลูก ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอยู่ในระเบิดลูกหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง ตนขอประณามกัมพูชาทั้งผู้นำและทหารผู้สั่งการ ว่าใจคอโหดเหี้ยมใจร้ายทำได้แม้แต่คนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ซึ่งตนนั้นรับไม่ได้กับการกระทำ

ส่วนบ้านนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตน คาดว่าประมาณ 45 วันก็จะแล้วเสร็จ ตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่เข้าช่วยเหลือทุกคน และคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ตนและครอบครัว ซึ่งในการสร้างบ้านครั้งนี้ ตนก็ได้ดูแลผู้ที่เข้ามาช่วยก่อสร้างโดยการทำอาหารกลางวันเลี้ยงทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือตนตามอัตภาพ

ด้านความเห็นส่วนการสร้างรั้วนั้น ตนเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยากให้สร้างเป็นรั้วคอนกรีตอย่างแน่นหนาหรือเหมือนกำแพงเมืองจีนไปเลย เพราะแค่รั้วลวดหนามหีบเพลงนั้นน่าจะกันไม่ได้ 100% ถ้าเป็นไปได้ ก็ตัดความสัมพันธ์ไม่ต้องพูดคุยกันไปเลย ไม่ต้องเห็นเงากันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้.

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การช่วยเหลือและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” กับความรู้สึกที่ยังคงอยู่

ความรู้สึกสูญเสียยังคงอยู่กับปู่ย่าของน้องน้ำโขง พวกท่านยังคงจดจำเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ดี และยังคงทำใจไม่ได้กับการจากไปของหลานชายอันเป็นที่รัก

พวกท่านยังคงขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ได้รับ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวบุญแต่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วกั้นเขตแดนเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการนี้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเรื่องราวที่เตือนใจเราว่า สันติภาพและความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังคงต้องการกำลังใจจากทุกคนในสังคม ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์: ไทยต้องไม่ตามเกม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด! มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ในการประท้วงชายแดน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

จากกรณีที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชา 170 หลังคาเรือนย้ายออกจากพื้นที่รุกล้ำประเทศไทยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการนำมวลชนประมาณ 150 คนเข้ามาประท้วงใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46

เช้าวันที่ 4 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา โดยชุดเฉพาะกิจที่ 12 ได้จัดกำลังพลเข้าควบคุมสถานการณ์และประสานไปยังผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 51 กัมพูชา เพื่อให้ควบคุมประชาชนไม่ให้เกิดการยั่วยุบริเวณพื้นที่ชายแดน สถานการณ์ขณะนี้ได้คลี่คลายลง โดยฝ่ายไทยได้นำกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรสระแก้วเข้ามาดูแลสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลัง

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำมาตรการควบคุมดูแลพื้นที่ตามแนวเขตแดนอธิปไตยของไทยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา โดยกล่าวว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและมีระยะเวลา พร้อมยอมรับว่าพื้นที่บ้านหนองจานยังมีความยากในหลายมิติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทหารเท่านั้น

ท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่พยายามจะก่อความวุ่นวายโดยหวังให้นานาชาติเข้ามาปิดล้อมและกดดันไทย รวมถึงการที่ผู้นำกัมพูชาไปปรากฏตัวตามประเทศต่างๆ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างได้ผล รวมถึงการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองได้เป็นจำนวนมาก พลโทอมฤตย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา แต่ต้องทำให้กัมพูชาเข้ามาในเกมและกติกาของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญและอยากให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ

กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ จริงหรือ?

แม่ทัพภาค 1 ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่ออกมายืนประท้วงแนวหน้าบ้านหนองจานต่อหน้าทหารไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่กัมพูชาต้องการนำประชาชนออกมาเป็นโล่มนุษย์ เพื่อหวังผลทางการประชาสัมพันธ์หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้อพยพออกไป

พลโท อมฤต ยืนยันว่าไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และถึงแม้ว่าชาวกัมพูชาจะยังเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ยอมออกไป ทางการไทยก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการผลักดัน

สำหรับการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือจันทบุรีและตราดได้รวบรวมข้อมูลและผลการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยื่นข้อเสนอในการประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงขอให้ประชาชนใจเย็นและรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ลงพื้นที่สำรวจจุดที่มีการตรวจพบทุ่นระเบิดตกค้าง โดยได้มีการตรวจการและควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาวางระเบิดได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ประท้วงชายแดน ย้ำไทยต้องไม่เดินตามเกม

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาเหลือ 4.8% เศรษฐกิจจะรอดไหม

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572 สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาส่อแววไม่สดใส เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และประชาชนชาวกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ รัฐบาลกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงปัญหาคอร์รัปชัน และความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หากต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อะไรคือสาเหตุที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชา?

สาเหตุหลักๆ ที่ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก
  • ข้อพิพาทชายแดนกับไทย
  • ปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาในต่างแดนที่ลดลง
  • ปัญหาหนี้เอกชนสูงและหนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

รัฐบาลกัมพูชาต้องทำอย่างไร?

IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการดังนี้:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต
  2. ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจด้วยการปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส
  3. ลงทุนในทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน
  4. ใช้นโยบายการคลังอย่างเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน
  5. มีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้กัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยด่วน

การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กัมพูชาต้องเผชิญ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกัมพูชาต้องการที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชน

ที่มา – IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

พบ**ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด**ในบ้านเหยื่อ!

กองทัพบกและนิติวิทยาศาสตร์พบหลักฐานสำคัญ! นั่นคือ ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด หรือ “Ball Bearing” จำนวนมากในบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้านโจรก จังหวัดสุรินทร์ หลักฐานชี้ชัดว่าเป็นระเบิดชนิดที่ออกแบบมาเพื่อสังหารบุคคลเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายและอันตรายอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 มีรายงานว่ากองทัพบกร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าตรวจสอบความเสียหายจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากเกิดเหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.30 เมตร บริเวณหน้าบ้านที่ได้รับความเสียหาย จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำและดินจากบริเวณหลุมเพื่อนำไปตรวจสอบองค์ประกอบของสารระเบิดในห้องปฏิบัติการต่อไป

สิ่งที่น่าตกใจคือการค้นพบหลักฐานสำคัญอย่าง ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด จำนวนมหาศาลปะปนอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า ลูกเหล็กเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในวัตถุระเบิดเพื่อเพิ่มอานุภาพในการสังหารบุคคลให้เป็นวงกว้าง สร้างความรุนแรงยิ่งกว่าสะเก็ดระเบิดทั่วไปที่เกิดจากการแตกตัวของโลหะ

พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

การใช้กระสุนที่มี ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด ในพื้นที่ชุมชนพลเรือนถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างกว้างขวาง หากการยิงเกิดขึ้นโดยเจตนา หรือโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพลเรือน นั่นอาจถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อันตรายจากลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด

ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด เหล่านี้มีขนาดเล็กแต่มีอานุภาพร้ายแรง สามารถทะลุทะลวงร่างกายและสร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายในได้อย่างรุนแรง การกระจายตัวของลูกเหล็กในวงกว้างทำให้ยากต่อการหลบเลี่ยง และเพิ่มโอกาสในการได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

  • ความรุนแรง: ลูกเหล็กสามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางและทำลายเนื้อเยื่อ
  • รัศมีทำลาย: การกระจายตัวในวงกว้างเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ผลกระทบทางจิตใจ: เหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่รอดชีวิตและครอบครัว

รายงานผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จะถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินการประท้วงและเรียกร้องด้านมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศต่อไป การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรได้รับการประณามและตรวจสอบอย่างละเอียด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และทุกฝ่ายควรหันมาเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ที่มา – หลักฐานสำคัญ พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ศบ.ทก. เห็นชอบแผนสร้างรั้วชายแดนยาว 16 กม. บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เผยผลการสำรวจสิทธิและการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการชี้แจงถึงการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ IOT ในจังหวัดตราด ซึ่งมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำเสนอข้อมูลการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะสงบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงแผนการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับการประชุมครั้งที่ 1 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และการประชุม GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน จะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในจังหวัดตราด ในส่วนของความมั่นคงนั้น จะมีการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนการจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนที่ได้สำรวจและมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด และดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ประชุม ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วเสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติในลำดับต่อไป

น.ส.มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทมส์ อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

รัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย OHCHR มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลขอรายงานสถานการณ์ ผลกระทบและการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 กันยายน เกิดเหตุปะทะแล้ว 45 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บ 40 ราย รวมทั้งหมด 62 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 885 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 556 ไร่ ปศุสัตว์ตายและสูญหายรวม 782 ตัว โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 29 แห่ง สถานที่ทางศาสนา 2 แห่ง และสถานพยาบาล 1 แห่ง

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 34,346,022.57 บาท โดยแบ่งเป็นเงินช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 32,108,658.57 บาท และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 2,237,364 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 201,371,391 บาท ให้กับ 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงิน 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน รัฐบาลยังใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกก้าวของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ทำไมถึงต้องสร้างรั้ว

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ระยะทาง 16 กิโลเมตร เป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยกำลังดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งเน้นการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การสร้างรั้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ไฟเขียว แผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 16 กิโลเมตร

Scroll to top