ทหารไทยปะทะกัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 หนุนสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดปัญหารุกล้ำอธิปไตยในอนาคต แต่ย้ำว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศและครม. ก่อน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “รักชาติ แผ่นดินไทย จิตวิญญาณ และหน้าที่พลเมือง” โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้อำนวยการโรงเรียน คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนปทุมวิไลและโรงเรียนใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังกว่า 4,000 คน

การบรรยายในครั้งนี้จัดขึ้นโดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ กลุ่มงานต่างๆ ของโรงเรียนปทุมวิไล และชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนปทุมวิไล มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ เสริมสร้างความตระหนักถึงความเป็นไทย และส่งเสริมหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความเคารพและปฏิญาณตนของนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียนปทุมวิไล เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นกำลังสำรองของชาติหากประเทศชาติต้องการ

ในระหว่างการบรรยาย แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน และยังได้ตอบคำถามนักเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า กองทัพมีแผนที่จะสร้างกำแพงจริง ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้ใหญ่หลายท่าน โดยต้องมีความเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองประเทศก่อน การสร้างกำแพงนี้จะเป็นการแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน และช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งและการรุกล้ำอธิปไตยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่ในส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

การสร้างกำแพงชายแดนเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และการรุกล้ำพื้นที่

ประโยชน์ของการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

  • ลดปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย: กำแพงที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดเขตแดนที่แน่นอน ป้องกันการเข้าใจผิดและการรุกล้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ควบคุมการเข้าออก: ช่วยให้การตรวจสอบและควบคุมบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ: ลดโอกาสในการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ข้อควรพิจารณาในการสร้างกำแพง

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสร้างกำแพงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การก่อสร้างอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศบริเวณชายแดน ควรมีการศึกษาและวางแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
  • งบประมาณ: การสร้างและบำรุงรักษากำแพงมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความจำเป็นอย่างรอบคอบ

การสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าผลการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้จากแหล่งข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ลดปัญหาล้ำเขตแดนในอนาคต

7 คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา อ้างถูกหลอก!

เรื่องราวสุดระทึก! เจ้าหน้าที่รวบตัว 7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างว่าถูกชักชวนไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้งานและเงินอย่างที่คุยกันไว้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจลักลอบข้ามแดนกลับประเทศไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่แนวชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนกระทั่งพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) กำลังแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าริมถนน ห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณบ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ 12 ตำบลคลองน้ำใส

คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็พบว่าทั้งหมดเป็นคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาจริง โดยให้การเบื้องต้นว่า พวกเขาเดินทางไปกัมพูชาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคนชักชวนว่าจะหางานให้ทำ ทั้งตำแหน่งแม่บ้านและแอดมินเว็บพนันออนไลน์ แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ แถมยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาทั้ง 7 คน ไปยังกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้หลายๆ คนที่กำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน และระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาหลอกลวง นอกจากนี้ การเดินทางข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นความผิดและอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ตามมาได้

บทเรียนจากกรณีคนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทและตำแหน่งงานให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง
  • เดินทางไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย
  • แจ้งสถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบสิ่งผิดปกติ

ปัจจุบัน มีข่าวการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมักจะมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง และสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การที่คนไทยจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความเดือดร้อนที่พวกเขาเผชิญอยู่ในต่างแดน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ซ่อนตัวอยู่ในป่า 7 คนไทย แอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างถูกหลอกไปทำงานเว็บพนัน

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ชายแดน มีความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ

วันที่ 2 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ โดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ ตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ ตามสถานการณ์

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 5 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 1 ศูนย์ 58 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 424 คน ปัจจุบันมียอด 482 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือน ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศอ.จอส.พระราชทาน จว.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รอง ผวจ.บุรีรัมย์, ผู้นำส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนในพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมงานกิจกรรม โครงการ “ประตูแห่งเกียรติยศ สดุดีทหารกล้า” ซึ่ง บริษัท ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย สเตนเลส อินเตอร์ จำกัด ได้จัดทำประตู และช่องรั้ว พร้อมม้านั่ง จำนวน 5 ตัว ส่งมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ และบริษัทฯ ได้มอบ ม้านั่งอีกจำนวน 5 ตัว ให้แก่ครอบครัวของ ส.อ. ธีรพล เพียขันที ทหารพรานที่บาดเจ็บ ณ อ.ละหานทราย จว.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และครอบครัว ต่อไป

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25 พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ ชป.กร.มทb.25 เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยให้กำลังใจ สอบถามถึงปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 60 หลังคาเรือน ณ อ.ปราสาท และ อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ ประชาชนรู้สึกดีใจ และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดูแล.

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

จากรายงานล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงการบินโดรนในบริเวณสำคัญต่างๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 และกำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาล่าสุด

  • ช่องอานม้า: พบโดรน 4 ครั้ง จำนวน 8 ลำ
  • สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน: พบโดรน 7 ครั้ง จำนวน 23 ลำ
  • ช่องสายตะกู: พบโดรน 1 ลำ

ฝ่ายไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นและเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความวิตกกังวลของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการโดย ศอ.จอส.พระราชทาน ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา บินโดรนว่อนหลายพื้นที่ชายแดน

ฮุน มาเนต เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทย เลิกใช้กำลัง

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่นายกฯ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ได้เข้าพบเลขาธิการยูเอ็นและเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ถือเป็นการยกระดับปัญหาขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

การที่เลขาธิการยูเอ็นเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้งสองฝ่ายให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ความขัดแย้งชายแดนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ยั่งยืน และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูตต่างหาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง

  • การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อสถานการณ์ชายแดน
  • การที่ยูเอ็นตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเป็นการส่งสัญญาณว่านานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
  • การแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนและเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะใช้โอกาสนี้ในการหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

ประดับยศ 3 ทหารกล้า กลางสนามรบ เชิดชูเกียรติ

ภาพแห่งความประทับใจ พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ จัดขึ้นเพื่อขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขามีต่อการปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป เหล่าทหารหาญเหล่านี้ได้อุทิศตนอย่างกล้าหาญ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความอันน่าซาบซึ้งใจผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พันโท ธีระพงษ์ อ่ำพันเงิน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ได้เป็นประธานในพิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ให้แก่ จ.ส.อ.ศักดิ์ดา จันทร์แสง, จ.ส.ต.เทพฤทธิ์ ทองแย้ม และ จ.ส.ต.อานนท์ เจริญยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมรบ

การเลื่อนยศในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และคำมั่นสัญญาที่ทหารกล้าเหล่านี้ได้ให้ไว้ว่าจะปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่เสียไป ทุกความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักชาติอย่างแท้จริง พวกเขาคือวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง

ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ

พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายบนบ่า แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณและความดีงามที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาในการรับราชการทหาร เป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยและความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหวาดหวั่น เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ความสำคัญของการประดับยศ “3 ทหารกล้า”

การประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสร้างขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • การยกย่องเชิดชูเกียรติ: เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับทหารที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ: เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
  • การแสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยต่อความเสียสละของทหาร

ขอแสดงความยินดีกับทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติสืบไป พวกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ เราทุกคนควรให้ความเคารพและสนับสนุนการทำงานของทหาร เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

ที่มา – ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ขอบคุณความเสียสละ ปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต

ทหารกัมพูชา: โดรนโผล่ซำแต-ช่องตาเฒ่า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” โดยเฉพาะการปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่สำคัญอย่าง ซำแต – ช่องตาเฒ่า ถึง 6 ครั้ง สร้างความกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกองทัพไทย

พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพบโดรนในพื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า จำนวน 6 ครั้ง และในพื้นที่สัตตะโสม – ภูผี – โดนตวน อีก 1 ครั้ง ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. ของวันดังกล่าว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังในพื้นที่ของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากมีสถานการณ์ที่จำเป็น

สถานการณ์ล่าสุด: โดรน “ทหารกัมพูชา” กับการรับมือของไทย

การปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นการลาดตระเวน หรือเตรียมการสำหรับปฏิบัติการบางอย่าง กองทัพไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตรวจจับและติดตามโดรนเหล่านี้

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลผู้อพยพ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดพื้นที่รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ศอ.จอส.พระราชทาน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้กำลังใจ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและการมีสติในการพิจารณาข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

ราชภัฏสุรินทร์ยัน! หนุ่มกัมพูชาลาออกก่อนเหตุชายแดน

จากกรณีข่าวหนุ่มกัมพูชา อดีตนักศึกษาทุนที่ผันตัวไปเข้าร่วมการสู้รบตามแนวชายแดน ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลดังกล่าวแล้ว

ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชาเป็นนักศึกษาทุนจริง แต่ได้ลาออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจทางทหาร

ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ตามรายงานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อดีตนักศึกษาคนดังกล่าวเคยศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 โดยได้รับทุนการศึกษาประเภท “เรียนดีมีความสามารถ” ซึ่งเป็นโครงการที่มอบทุนให้นักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน

นักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้เป็นหนึ่งในแปดคนที่ได้รับทุนดังกล่าวจากประเทศกัมพูชา

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่านักศึกษาคนดังกล่าวเดินทางกลับจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม และไม่ได้กลับมาศึกษาต่ออีกเลย จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้ฝากเพื่อนทำเรื่องลาออก โดยให้เหตุผลว่าต้องไปเป็นทหาร

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มีนักศึกษาชาวกัมพูชาทั้งหมด 32 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศแล้ว โดย 14 คนเดินทางกลับด้วยตั๋วเครื่องบินที่ครอบครัวออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนที่เหลือมหาวิทยาลัยได้ประสานงานให้เดินทางกลับผ่านช่องเม็กและช่องหนองนกเขียนในประเทศลาว

สำหรับความเป็นไปได้ในการกลับมาศึกษาต่อนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่สามารถหาที่เรียนใหม่ในประเทศกัมพูชาได้แล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มอบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาสามารถโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

แล้วเรื่องทุนการศึกษาในอนาคตล่ะ?

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีบริษัทเอกชนให้การสนับสนุนทุนการศึกษาฟรีแก่นักศึกษาชาวกัมพูชาจำนวน 10 ทุนสำหรับการศึกษาในปีหน้า แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องระงับการรับนักศึกษาใหม่ไว้ก่อน

เกี่ยวกับประเด็นที่อดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ได้โพสต์ข้อความที่สนับสนุน “ฮุนเซน” และโจมตีประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะนักศึกษาได้รับข้อมูลด้านเดียวและอาจมีข้อบังคับให้ข้าราชการชาวกัมพูชาทุกคนต้องแสดงความรักชาติผ่านการโพสต์และแชร์ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจขาดการกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเสริมอีกว่าศิษย์เก่าชาวกัมพูชาที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์หลายคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในประเทศกัมพูชา ทั้งในภาครัฐและในสถาบันการศึกษา รวมถึงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัย

จากการสอบถามเพื่อนร่วมห้องของอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ ทราบว่าชื่อจริงของเขาคือนายรณชิต โดยในช่วงเดือนมีนาคม นายรณชิตได้เก็บของกลับบ้านที่กัมพูชา และบอกกับเพื่อนว่าจะไปสมัครเป็นทหาร

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน เพื่อนคนไทยจึงถูกนายรณชิตบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมด เนื่องจากอาจเห็นว่าเพื่อนแชร์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

เพื่อนของนายรณชิตรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณด้วยการเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาฟรีจากมหาวิทยาลัย ในขณะที่นักศึกษาไทยต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เพื่อนคนดังกล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่รู้จักกันไม่เคยเห็นว่านายรณชิตแสดงออกถึงความคลั่งชาติหรือรักชาติมากขนาดนี้ ในฐานะนักศึกษาชาวไทยจึงรู้สึกน้อยใจที่นักศึกษาชาวกัมพูชาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มากกว่า

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องไม่ตัดสินคนทั้งกลุ่มจากพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาจากทุกชาติ

เรื่องราวของ ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ที่มา – ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก เก็บหลักฐานความเสียหาย

จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุด กองทัพบกได้ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่จากกองทัพบกและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรัก เพื่อเก็บหลักฐานภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาได้ตกเข้ามาในบริเวณโรงพยาบาลถึง 3 นัด ทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคารและทรัพย์สิน

อาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คือ อาคารภูมิพัฒน์ และอาคารศูนย์สุขภาพชุมชนพระครูอาภัสธรรม (หลวงตารอด) ซึ่งเป็นอาคารห้องตรวจครรภ์มารดาก่อนคลอด ถือเป็นพื้นที่ให้บริการที่สำคัญสำหรับประชาชนในชุมชน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางโรงพยาบาลต้องอพยพผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่า “ขณะนั้นตนเองปฏิบัติงานอยู่ที่ห้องตรวจครรภ์ ซึ่งปกติจะมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ทั้งมารดาที่มาฝากครรภ์วันละ 5-10 ราย เด็กที่มาฉีดวัคซีน และผู้สูงอายุที่มาตรวจสุขภาพ ในวันเกิดเหตุมีหญิงตั้งครรภ์เพียง 1 ราย”

“ในช่วงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากอาคารภูมิพัฒน์ที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นสะเก็ดระเบิดได้พุ่งเข้ามายังห้องตรวจครรภ์ รวมถึงบริเวณที่นั่งของแพทย์ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จึงรีบอพยพหญิงตั้งครรภ์รายนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในอาคารต่างพากันไปหลบภัยในหลุมหลบภัยชั่วคราว บางรายตกใจมากจนถึงขั้นสั่งเสียกับญาติ เมื่อสถานการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่จึงรีบให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทันที”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนและความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามและความหวาดกลัว นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองจากภัยสงครามและความขัดแย้ง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กำลังดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดในที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสะเก็ดระเบิด เพื่อนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ที่มาและรายละเอียดของการยิง

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก

การลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรักในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลจากการตรวจ รพ.พนมดงรัก จะเป็นอย่างไรต่อไป?

หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำหลักฐานที่ได้จากการตรวจ รพ.พนมดงรัก ไปวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด เพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป การดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนและการปกป้องสถานพยาบาลให้ปลอดภัยจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
  • การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพนมดงรักเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ที่มา – ทบ. ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เก็บหลักฐาน-ตรวจความเสียหายที่ รพ.พนมดงรัก

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา

“ภูมิธรรม” ลงนามคำสั่งให้ ศบ.ทก. ทำงานต่อเนื่อง มุ่งแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้รายงานต่อนายกฯ ทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งนี้

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2568 เรื่อง จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีเนื้อหาว่า

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้น เพื่อบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเป็นเอกภาพ โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาอย่างมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกัน บนหลักการทวิภาคีและด้วยสันติวิธีเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เรียกโดยย่อว่า “ศบ.ทก.” ประกอบด้วย

(1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์

(2) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์ (1)

(3) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รองผู้อำนวยการศูนย์ (2)

(4) ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองผู้อำนวยการศูนย์ (3)

(5) ปลัดกระทรวงกลาโหม กรรมการ

(6) ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการ

(7) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ

(8) ปลัดกระทรวงแรงงาน กรรมการ

(9) เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรรมการ

(10) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ

(11) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรรมการ

(12) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กรรมการ

(13) ผู้บัญชาการทหารบก กรรมการ

(14) ผู้บัญชาการทหารเรือ กรรมการ

(15) ผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการ

(16) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ

(17) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรรมการ

(18) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรรมการ

(19) อธิบดีกรมสารนิเทศ กรรมการ

(20) อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กรรมการ

(21) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ

(22) พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กรรมการ

(23) นายวรณัฐ คงเมือง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการ

(24) ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา กรรมการ

(25) ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

(26) เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (1)

(27) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (2)

ข้อ 2 ให้ ศบ.ทก. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ กลั่นกรอง และประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างใกล้ชิด

(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

(3) บูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีความเป็นเอกภาพ และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสาธารณชน

(4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

(5) รายงานผลการปฏิบัติงานและการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อทราบเป็นระยะ

(6) ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างเช่นมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกันบนหลักการทวิภาคี อย่างเท่าเทียม และด้วยสันติวิธี เคารพซึ่งกันและกัน ในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ และโดยปราศจากการแทรกแซงของประเทศที่สามหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งปวง

ข้อ 3 ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ มาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารหลักฐาน หรือดำเนินการตามที่ ศบ.ทก. กำหนด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของ ศบ.ทก. ตามคำสั่งนี้

ข้อ 4 ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับผิดชอบงานธุรการและวิชาการของ ศบ.ทก. ให้การจัดโครงสร้าง การติดต่อสื่อสาร การรายงาน และการติดตามประเมินผลการของ ศบ.ทก. เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการศูนย์กำหนด

การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ข้อ 5 เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ผู้อำนวยการศูนย์รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งนี้

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของ ศบ.ทก.

วัตถุประสงค์หลักของ ศบ.ทก. คือ การติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสาธารณชน

บทบาทและหน้าที่ของ ศบ.ทก.

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการ เช่น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หน้าที่หลักของ ศบ.ทก. คือ การบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเป็นเอกภาพ และแก้ไขความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงหลักการทวิภาคี ความเสมอภาค การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้อำนวยการศูนย์จะต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งจัดตั้ง ศบ.ทก.

การจัดตั้ง ศบ.ทก. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง และต้องการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสันติวิธีนั้น ย่อมส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การมีศูนย์กลางในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่าง ศบ.ทก. จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เซ็นคำสั่งให้ ศบ.ทก. ทำงานต่อเนื่อง มุ่งแก้ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top