ทหารไทย

กองทัพภาค 2 บรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่กำลังพลหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องรอบด้าน และนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา มาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่กำลังพลของหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

การบรรยายจัดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลได้มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยมีกำลังพลจากหน่วยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 160 นาย และหน่วยกำลังป้องกันชายแดน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายผ่านระบบทางไกล

กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

หัวข้อการบรรยาย “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของกัมพูชา” นับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์และบริบทต่างๆ ของกัมพูชา จึงเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ความสำคัญของการบรรยายพิเศษเรื่องกัมพูชา

การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จะช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การบรรยายดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การที่กองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและการสร้างสันติสุขในภูมิภาค การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพในระยะยาวอย่างแน่นอน

ดังนั้น การบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลรักษาความมั่นคงของประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” เสริมความรู้หน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

แม่ทัพภาค 2 หนุนสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดปัญหารุกล้ำอธิปไตยในอนาคต แต่ย้ำว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศและครม. ก่อน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “รักชาติ แผ่นดินไทย จิตวิญญาณ และหน้าที่พลเมือง” โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้อำนวยการโรงเรียน คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนปทุมวิไลและโรงเรียนใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังกว่า 4,000 คน

การบรรยายในครั้งนี้จัดขึ้นโดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ กลุ่มงานต่างๆ ของโรงเรียนปทุมวิไล และชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนปทุมวิไล มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ เสริมสร้างความตระหนักถึงความเป็นไทย และส่งเสริมหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความเคารพและปฏิญาณตนของนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียนปทุมวิไล เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นกำลังสำรองของชาติหากประเทศชาติต้องการ

ในระหว่างการบรรยาย แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน และยังได้ตอบคำถามนักเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า กองทัพมีแผนที่จะสร้างกำแพงจริง ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้ใหญ่หลายท่าน โดยต้องมีความเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองประเทศก่อน การสร้างกำแพงนี้จะเป็นการแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน และช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งและการรุกล้ำอธิปไตยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่ในส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

การสร้างกำแพงชายแดนเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และการรุกล้ำพื้นที่

ประโยชน์ของการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

  • ลดปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย: กำแพงที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดเขตแดนที่แน่นอน ป้องกันการเข้าใจผิดและการรุกล้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ควบคุมการเข้าออก: ช่วยให้การตรวจสอบและควบคุมบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ: ลดโอกาสในการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ข้อควรพิจารณาในการสร้างกำแพง

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสร้างกำแพงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การก่อสร้างอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศบริเวณชายแดน ควรมีการศึกษาและวางแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
  • งบประมาณ: การสร้างและบำรุงรักษากำแพงมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความจำเป็นอย่างรอบคอบ

การสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าผลการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้จากแหล่งข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ลดปัญหาล้ำเขตแดนในอนาคต

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

“บิ๊กเล็ก” ยัน ทหารไทย พา IOT ลงช่องอานม้า

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC มั่นใจรับมือจิตวิทยา “กัมพูชา” ได้ หลังใช้โล่มนุษย์ยั่วยุแนวชายแดน 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาโวยวายขณะที่ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT จาก 8 ชาติอาเซียน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว แต่คิดว่าต้องคุยกัน เพราะพื้นที่ดังกล่าวตกลงกันแล้วตั้งแต่ประชุม GBC ว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) หรือ IOT พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ความตั้งใจของตนเองหลังจากการประชุม GBC เสร็จจะต้องประชุม RBC ต่อ ทั้งสองฝ่ายต้องมาคุยกันในรายละเอียดข้อตกลงทั้ง 13 ข้อจะต้องทำอย่างไร เมื่อคณะ IOT ลงไปแล้วไม่มีการประสานกัน แล้วทหารกัมพูชามาต่อว่า ก็ต้องคุยกันเพราะเราอยากให้มีกลไกเข้ามาตรวจสอบทั้งสองฝ่ายเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสเปิดเผยเพราะประเทศไทยมีแต่ความจริงใจ

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ว่าทหารกัมพูชาไม่ยอมรับกระบวนการเจรจาและการพูดคุยของประเทศไทยหรือไม่นั้น พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่าคงต้องดูในรายละเอียดแต่หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์กับดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยแจ้งว่ากัมพูชาอยากจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ชุด IOT สาเหตุเพราะอัตราคนในสำนักงานไม่สามารถรองรับงานที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งได้คุยกับกัมพูชาโดยกัมพูชาก็ตอบรับ ส่วนประเทศไทยเรายืนยันขอให้คงจำนวนเดิม ถ้าจะเพิ่มคนก็ขอให้เพิ่มคนในสถานทูตไปก่อน

IOT คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ส่วนเหตุการณ์ชายแดน บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้วที่ยังมีชาวบ้านฝั่งกัมพูชายั่วยุ แสดงความไม่พอใจทหารเอาลวดหนามไปวางและมีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาจะใช้จิตวิทยา เอาโล่มนุษย์มาเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายแนวรั้วลวดหนาม รัฐบาลไทยและทหารจะรับมืออย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าก็ยังคงคำตอบเดิมคือต้องการให้ใช้กลไก RBC ในการพูดคุยกันซึ่งเป็นไปตามลำดับคือการพูดคุย RBC ไป IOT และต่อไปยกระดับเป็น AOT แต่ถ้า IOT ทำงานแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็จะใช้กลไกนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำรัฐบาลและทหารจะรับมือกับจิตวิทยาของประชาชนและโล่มนุษย์ของกัมพูชาได้หรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าต้องรับให้ได้และพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกันไม่ให้ใช้อาวุธถ้าที่สุดแล้วจำเป็นแล้วก็ต้องมาว่ากันอีกทีแต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะตอนนี้อย่างน้อยในอาเซียนก็มาเฝ้าดูอยู่แล้ว จากกลไกของ IOT เราก็จะต้องไม่แสดงอาการว่าเราเป็นฝ่ายยั่วยุเสียเอง ก็ต้องใช้ความอดทนจนถึงจุดหนึ่งก็มาว่ากันอีกที

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงผลการตอบรับของคณะทูตนานาชาติที่กระทรวงการต่างประเทศพาลงพื้นที่ความเสียหายจากการปะทะการใช้อาวุธของทหารกัมพูชาว่า นานาชาติเชื่อถือในข้อมูลของเราและในการประชุม GBC สื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ มารอฟังจากการแถลงของเรา นั่นแสดงให้เห็นว่าข้อมูลของเรามีเครดิตที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ไม่ขอแสดงความเห็นหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยจะฟ้องเอาผิดผู้นำกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในประเทศไทยว่าเป็นข้อหาที่เบาไปอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความร่วมมือและสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตนเองขอโฟกัสในส่วนที่ตนเองอยู่ในที่ประชุม เพราะเป็นกลไกกฎหมายที่เอามาเสนอในที่ประชุม สมช. ซึ่งเป็นกลไกที่เริ่มต้นและคงจะมีอะไรที่เพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่กล้าที่จะให้คำตอบกลไกที่เกี่ยวกับกฎหมายที่อาจคลาดเคลื่อนได้

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้พูดถึงการล้อมรั้วลวดหนามในระยะยาว เพราะลวดหนามที่วางอยู่ปัจจุบันวางไว้ในลักษณะเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ฐานกัมพูชาเข้ามาวางทุนระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนรั้วถาวรยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ และจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ริมแม่น้ำโก-ลก ก็มีการขอรั้วกั้นที่เป็นถาวรเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่ได้ให้ พอเกิดปัญหากัมพูชาแล้วมาสร้างรั้วที่ชายแดนกัมพูชาอาจจะเกิดมาตรฐานขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอจัดลำดับเร่งด่วนว่าเรื่องไหนควรมาก่อนหลัง

การยืนยันของ “บิ๊กเล็ก” เรื่องทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายจากฝ่ายกัมพูชา แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

กพท. คลายล็อกบินโดรนทั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ประกาศคลายล็อกการบินโดรนทั่วประเทศแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนี้ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ห้ามบินที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขอความร่วมมือให้งดบินโดรนในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ประกาศฉบับที่ 4 นี้ อนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่หน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

เงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้บินโดรนครั้งนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดตามประกาศ, จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จันทบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal
  • โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง โดยสามารถแจ้งที่ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล [email protected] 
  • ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)
  • ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

เตรียมพร้อม! กพท. คลายล็อกบินโดรนแล้ว

CAAT ขอขอบคุณผู้ใช้งานโดรนทุกท่านที่ปฏิบัติตามคำขอความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และย้ำว่าพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน นำไปพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและการขออนุญาตบิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายโดรน โดยเฉพาะโดรนเพื่อการเกษตรในอนาคตมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรทุกรายขึ้นทะเบียนตัวโดรนและผู้บังคับในระบบ UAS Portal ให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระเบียบกฎหมายในอนาคต

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศตอ.น. [email protected] และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

การที่ กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานโดรน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเเละความมั่นคงของชาติ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถบินได้ และแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าตามที่กำหนด เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นเเละถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

ที่มา – กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน

Scroll to top