ทหารไทย

“ทหารเหยียบระเบิด”: กองทัพบก” ยันลอบวางใหม่

ทหารเหยียบระเบิด” ที่ห้วยตามาเรีย กองทัพบกยืนยันเป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุทหารเหยียบระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
  • พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
  • พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
  • พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลทหารเหยียบระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง.

กองทัพบกยืนยันเหตุทหารเหยียบระเบิดเป็นการลอบวางใหม่

เหตุการณ์ ทหารเหยียบระเบิด ที่ห้วยตามาเรียนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นในกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนเป็นอย่างมาก การลอบวางระเบิดในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล และเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน และเร่งรัดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่สร้างความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แต่การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีต่างหาก ที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “ทหารเหยียบระเบิด” ห้วยตามาเรีย เป็นการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

ทหารไทยเหยียบระเบิดขาขาด

ด่วน! “ทหารไทย” เหยียบระเบิดขาขาด 1 นาย แน่นหน้าอก 1 นาย พื้นที่ตามาเรีย

ทหารไทยเหยียบระเบิดขาขาด มีรายงานว่า เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัด ร.1611 เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ข้อเท้าขวาขาด 1 นาย อีกนายแน่นหน้าอก นำตัวส่ง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์

วันที่ 10 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า พบทหารเหยียบระเบิดข้อเท้าขวาขาด ในพื้นที่ตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ทราบชื่อต่อมาคือ จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ สมาคม สังกัด ร.1611 กำลังส่งตัวไปรักษาที่ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนาย มีอาการแน่นหน้าอก ทราบชื่อ พลฯ วชิระ ทันทนา สังกัด ร.1611

ความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป.

ที่มา thairath.co.th

ติดตามข่าวได้ที่ playkhao.com

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

(แฟ้มภาพ)

โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ยันกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติทางทหาร แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน แม้บางชิ้นไม่ได้ใช้ แต่มีคุณค่าทางใจที่คนไทยมอบให้กัน

วันที่ 1 พ.ย. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหารว่า กองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับของบริจาคที่ส่งมอบให้กับกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังคงยินดีรับน้ำใจจากประชาชน

ทำไมกองทัพถึงยังรับบริจาค แม้จะบอกว่าไม่ขาดแคลน?

แม้ว่ากองทัพบกจะยืนยันว่า ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ แต่การรับบริจาคจากประชาชนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งของที่ได้รับมอบนั้นเป็นเสมือนกำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

  • กำลังใจจากประชาชน: สิ่งของบริจาคเป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและกำลังใจที่ประชาชนมอบให้
  • เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ: ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความสามัคคี: สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งของบริจาคทุกชิ้นอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด กองทัพบกขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้นการที่ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประชาชน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่มีให้เสมอมา

การแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา เพื่อประเทศชาติที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

หลวงตาสินทรัพย์ ระดมทุน 15 ล้าน สร้างถนนช่องอานม้า

หลวงตาสินทรัพย์ เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 มีข่าวดีจากวงการสงฆ์และกองทัพ เมื่อหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือที่รู้จักในนามพระสิ้นคิด เตรียมนำเงินระดมทุนจำนวน 15 ล้านบาท มอบให้กับกองทัพ เพื่อนำไปก่อสร้างถนนชายแดนที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ความยาวประมาณ 14 กิโลเมตร โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังสะท้อนถึงจิตใจเมตตาของหลวงตาที่มุ่งช่วยเหลือสังคมและชาติ

หลวงตาสินทรัพย์ เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

เรื่องราวเริ่มต้นจากเมื่อ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะนายทหาร เดินทางเข้าเยี่ยมและสนทนาธรรมกับหลวงตาสินทรัพย์ ที่วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ในระหว่างนั้น กองทัพได้นำเสนอโครงการก่อสร้างถนนป้องกันชายแดน ณ ช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หลวงตาเห็นถึงความสำคัญของโครงการนี้ จึงอาสารับเป็นเจ้าภาพระดมทุนทันที โดยชี้แจงว่ากองทัพไม่ได้มาขอเงิน แต่หลวงตาเห็นว่าความมั่นคงของชาติคือเรื่องที่ไม่ควรรอช้า

การระดมทุนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ภายในวันแรกที่ประกาศที่เมืองโบราณ ยอดเงินทะลุ 11-12 ล้านบาทไปแล้ว เมื่อยอดใกล้ครบ ผู้บริจาคบางส่วนคิดว่าครบแล้ว จึงหยุดชะงัก แต่หลวงตาได้อัพเดทยอดเงินในช่วงกลางคืนว่ายังไม่ถึงเป้า ทำให้ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รีบสมทบจนครบ 15 ล้านบาท ในที่สุด ประกาศยืนยันตอนตี 4 ของวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์”

หลวงตาสินทรัพย์ ระดมทุนสร้างถนนช่องอานม้า

กำหนดมอบเงินในวันออกพรรษา

การมอบเงินอย่างเป็นทางการกำหนดไว้ในวันออกพรรษา วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา เพจดังกล่าวได้โพสต์ประกาศข่าวบุญใหญ่ว่า ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ งบประมาณ 15 ล้านบาทครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขออนุโมทนาในกุศลผลบุญครั้งนี้ แก่ทุกท่านที่ร่วมด้วยแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

หลวงตาสินทรัพย์ แสดงความรู้สึกต่อโครงการนี้ว่า ไม่มีความหนักใจหรือกังวลใดๆ เพราะโครงการนี้เกิดจากความเมตตาและเห็นถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม เมื่อทหารนำเสนอโครงการ หลวงตาตั้งงบ 15 ล้านบาททันที และสั่งให้เริ่มทำเมื่อฝนหยุด เพื่อความมั่นคงของชายแดน

โครงการถนนช่องอานม้า

เมินดราม่าไม่ใช่กิจของสงฆ์

แม้จะมีดราม่าจากสังคมที่ตั้งคำถามว่าการระดมทุนสร้างถนนไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่หลวงตาสินทรัพย์มองว่า สิ่งใดที่เป็นความดีและกุศลทั้งปวง ล้วนเป็นกิจของสงฆ์ทั้งสิ้น การช่วยเหลือไม่ว่าจะมนุษย์ สัตว์ หรือชาติ ย่อมเกิดจากเมตตา ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญ หลวงตามองว่านี่คือการทำความเจริญรุ่งเรืองให้กับสังคม

โครงการสร้างถนนช่องอานม้าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งและป้องกันชายแดนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากปัญหาชายแดน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการผสานพลังระหว่างสงฆ์ กองทัพ และประชาชน

  • การระดมทุนสำเร็จในเวลาไม่กี่วัน แสดงถึงศรัทธาของประชาชน
  • หลวงตาเน้นย้ำถึงเมตตาและกุศลเป็นหลัก
  • โครงการนี้จะมอบในวันสำคัญทางศาสนา

หลวงตาสินทรัพย์ ถือเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสังคมมาอย่างยาวนาน โครงการนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาชายแดน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมทำความดี

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าความศรัทธาและจิตใจเมตตาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ หากเราทุกคนช่วยกัน ประโยชน์จะตกถึงชาวบ้านชายแดนโดยตรง ลองนึกภาพถนนใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น สนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้กันเถอะ

ที่มา – “หลวงตาสินทรัพย์” เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดนตาพระยาให้กำลังใจ

ในวันที่ 30 กันยายน 2567 แม่ทัพภาคที่ 1 พลโทอมฤต บุญสุยา ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ในวันถัดมา ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อย่างมาก

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” เพื่อให้กำลังใจกำลังพล

การลงพื้นที่ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจุดตรวจที่ 21 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน หลังจากนั้น พลโทอมฤต ได้มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้กับกำลังพล เพื่อบรรเทาความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสภาพอากาศและภูมิประเทศที่ท้าทาย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวโอวาทเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยย้ำว่าการทำงานมาโดยตลอดต้องเต็มที่และไม่ประมาท

จุดตรวจที่ 21 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้กำลังพลเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดเรื่องเขตแดน การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

กิจกรรมหลักในการลงพื้นที่ชายแดนตาพระยา

นอกจากจุดตรวจที่ 21 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน โดยมีกิจกรรมดังนี้

  • ตรวจติดตามการปฏิบัติการทางทหาร: กำชับให้การทำงานเป็นไปตามนโยบายความมั่นคงของชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกหน่วยปฏิบัติตามกรอบที่กำหนด
  • ตรวจสอบพื้นที่หลักเขตแดน: สังเกตการณ์การก่อสร้างรั้วแบ่งเขต ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่เน้นการตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อป้องกันข้อพิพาท
  • ตรวจพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด: ยืนยันว่าภารกิจเสร็จสิ้นเรียบร้อย สร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติที่กองทัพภาคที่ 1 ร่วมหารือกับฝ่ายกัมพูชาในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และจะนำเข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในเร็ววัน

การส่งมอบตำแหน่งและมุมมองต่อปัญหาชายแดน

พลโทอมฤต ย้ำชัดว่าการลงพื้นที่นี้ไม่ใช่ ‘ทิ้งทวน’ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเปลี่ยนผ่าน สำหรับปัญหาอธิปไตยและการทวงคืนผืนดิน ท่านชี้ว่าต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ด้านทหาร นอกจากนี้ ยังพูดถึงข้อเสนอ ‘เมืองคู่แฝด’ ระหว่างบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว กับจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา โดยระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียด

ในส่วนของการส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 แก่ผู้สืบทอด พลโทอมฤต กล่าวว่าไม่มีอะไรต้องฝาก เพราะได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คาดว่าจะราบรื่น และจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะบริเวณชายแดนตาพระยาที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน การให้กำลังใจเช่นนี้ไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าประเทศเรามีผู้นำที่ทุ่มเท หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องชายแดน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” ให้กำลังใจกำลังพล ก่อนส่งมอบตำแหน่ง

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ชาวบ้านช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กำลังเผชิญกับความหวาดกลัวจากกระแสข่าวการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา แม้ว่าทางภาครัฐยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน

วันที่ 27 กันยายน 2568 กระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอน้ำยืนต่างตื่นตระหนก บรรยากาศโดยรวมยังคงปกติ ไม่มีรายงานการปะทะจริงตามข่าวที่ออกมา ทางผู้นำชุมชนได้แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าหากรู้สึกไม่มั่นใจ สามารถอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ แต่ยังไม่มีการสั่งอพยพอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีเหตุการณ์ลูกกระสุนปืน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกบริเวณชายแดนไทย 3 ลูก ตามด้วยเสียงปืนกลเล็กดังขึ้น 3 ชุด ชุดละ 5 นัด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวทหารยังไม่ยืนยันว่าปืนดังกล่าวมาจากฝั่งใด ทำให้สถานการณ์เพิ่มความกังวลให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชายแดน

ภาพบรรยากาศช่องอานม้า

แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางครอบครัวที่เคยประสบเหตุการณ์คล้ายกันในอดีต ได้เริ่มเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่ออพยพ บรรยากาศในตัวอำเภอน้ำยืนดูเงียบสงบ แต่ใต้ความสงบนั้นแฝงไปด้วยความไม่แน่นอน

เสียงจากชาวบ้านที่กำลังอพยพ

นางสาวประคองจิต ครองประจิต อายุ 45 ปี ชาวบ้านช่องอานม้า เล่าว่าครอบครัวของเธอมี 4 คน รวมถึงเด็กเล็ก ทำให้รู้สึกกังวลมากกับข่าวปะทะชายแดน “เราผวาข่าวนี้มาก กลัวเด็กๆ จะเดือดร้อน แม้ในหมู่บ้านยังเงียบ แต่ถ้ามีการปะทะจริง คงไม่ทันอพยพ” เธอกล่าว โดยครอบครัวของเธอเตรียมย้ายไปยังจุดที่ราชการจัดไว้ตามแผนเก่า

เช่นเดียวกับนางทวี สานันท์ อายุ 66 ปี ที่อพยพพร้อมลูกชายป่วยติดเตียง เธอแสดงความไม่พอใจต่อฝั่งกัมพูชา “พวกเขาลืมบุญคุณไทย ทำให้เราต้องลำบากอพยพ ทั้งที่ที่นี่เป็นแผ่นดินไทย” คำพูดของนางทวีสะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านหลายคนที่หวังให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

ภาพชาวบ้านเก็บของอพยพ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ชาวบ้านในพื้นที่มักต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระสุนหลงหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน ทางรัฐบาลได้เตรียมศูนย์พักพิงและแผนอพยพไว้แล้ว แต่การยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน ทำให้บางคนตัดสินใจเองเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การจัดการสถานการณ์ชายแดนต้องอาศัยการเจรจาระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือแพร่กระจายและก่อให้เกิดความตื่นตระหนก นอกจากนี้ ชาวบ้านควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น สื่อกระแสหลักหรือหน่วยงานรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลเท็จที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่ง官方อย่างใกล้ชิด
  • เตรียมแผนอพยพส่วนตัวสำหรับครอบครัว
  • สนับสนุนการเจรจาชายแดนเพื่อสันติภาพ

สุดท้ายนี้ สถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่ชาวบ้านควรระมัดระวัง หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้เตรียมพร้อมเสมอและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้องยิงยั่วยุ

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้องยิงยั่วยุ

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดโปงแผนการอันแยบยลของฝั่งกัมพูชา ที่พยายามยั่วเย้าให้เกิดการปะทะ โดยใช้กลยุทธ์ตั้งกล้องบันทึกภาพเพื่อเก็บหลักฐานในการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการองค์การระหว่างประเทศ (IOT) ซึ่งเป็นกลอุบายที่หวังให้ฝ่ายไทยตกหลุมพรางและเสียเปรียบในเวทีโลก

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้อง-ยิงยั่วยุหวังไทยตกหลุมพราง เก็บหลักฐานฟ้อง IOT

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.40 น. ตามรายงานจากผู้สื่อข่าวที่ติดตามสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบพบว่าทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนกลและเครื่องยิงลูกระเบิดยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดน การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การยิงสุ่มเสี่ยง แต่เป็นแผนที่วางไว้อย่างรอบคอบ เพื่อยั่วให้ทหารไทยยิงตอบโต้กลับ จากนั้นฝั่งกัมพูชาก็จะใช้ภาพวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพื่อนำไปฟ้องร้องต่อ IOT โดยอ้างว่าฝ่ายไทยเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง

จากข้อมูลที่ได้รับ ทหารกัมพูชาได้ติดตั้งกล้องวิดีโอไว้ล่วงหน้า เพื่อจับภาพทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเสียงปืนและการยิงจากฝั่งตัวเองที่มุ่งเป้าไปยังดินแดนไทย การยิงยั่วยุนี้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ฝั่งกัมพูชาจะแจ้งทางการไทย ในเวลา 13.00 น. ว่าพวกเขาจะนำคณะ IOT เข้าตรวจสอบพื้นที่ช่องอานม้าในช่วงบ่าย ซึ่งดูเหมือนเป็นการประสานงานที่ลงตัวเพื่อให้แผนการสำเร็จ

แผนการของกัมพูชาและการเตรียมพร้อมของไทย

หลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาก็รีบออกแถลงข่าวทันที โดยกล่าวหาฝ่ายไทยในเชิงลบ และประกาศว่าจะนำคณะ IOT ฝั่งกัมพูชาเข้าพื้นที่ตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการวางแผนที่ซับซ้อนของฝั่งกัมพูชา ที่หวังใช้สื่อและองค์กรระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการโจมตีภาพลักษณ์ของไทย อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารีไม่ได้ตกหลุมพรางดังกล่าว พวกเขาได้สั่งการให้ทหารไทยยิงตอบโต้เฉพาะเมื่อจำเป็นตามสถานการณ์ และเก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อโต้แย้งในอนาคต

มีคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นทหารกัมพูชาตั้งกล้องรอถ่ายภาพ โดยมีเสียงปืนดังสนั่นจากฝั่งกัมพูชาที่ยิงข้ามมาฝั่งไทย คลิปนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่กองทัพไทยนำมาใช้ในการเปิดโปงเล่ห์เหล่านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้เต็มไปด้วยความอ่อนไหว โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ การยิงยั่วยุครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียด แต่ยังอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการทูตหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เราสามารถย้อนดูประวัติศาสตร์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505 และ 2556 โดยให้ปราสาทเป็นของกัมพูชาแต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท ในปีล่าสุด มีเหตุการณ์ยิงกันหลายครั้ง ซึ่งมักเกิดจากความเข้าใจผิดหรือเจตนายั่วโทสะ ฝั่งไทยภายใต้การนำของกองทัพภาคที่ 2 จึงเน้นย้ำถึงหลักการป้องกันตัวเองโดยไม่บุกรุก และใช้หลักฐานทางกฎหมายในการโต้แย้ง

  • การตั้งกล้องบันทึก: เพื่อจับภาพการตอบโต้ของไทย
  • การยิงยั่วยุ: ใช้ปืนกลและลูกระเบิดเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยา
  • การนำ IOT เข้าตรวจ: ประสานงานเพื่อให้แผนสมบูรณ์
  • การแถลงข่าวทันที: สร้างภาพลักษณ์ผู้ถูกกระทำ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนยังวิเคราะห์ว่าการกระทำของกัมพูชาอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเมืองภายใน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ โดยใช้ประเด็นชายแดนเป็นเครื่องมือปลุกใจประชาชน ทางฝั่งไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและการฝึกอบรมทหารให้รับมือกับสถานการณ์ยั่วเย้า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาทางการทูตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กน้อยลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในข้อตกลงชายแดนที่ผ่านมา และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา ในฐานะประชาชนไทย เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนนโยบายสันติภาพของรัฐบาล

สุดท้ายนี้ การเปิดโปงเล่ห์เหล่านี้จากกองทัพภาคที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพและความระมัดระวังของกองทัพไทย ซึ่งช่วยรักษาเอกราชและความสงบสุขให้กับประเทศ หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยสันติ และไม่นำไปสู่การสูญเสียใดๆ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม สามารถแวะมาอ่านบทวิเคราะห์อื่นๆ ในบล็อกของเราได้ เพื่อให้เราได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้อง-ยิงยั่วยุหวังไทยตกหลุมพราง เก็บหลักฐานฟ้อง IOT

ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนามวีรชนทหารกล้า ชายแดน

ในวันที่ 26 กันยายน 2566 กองทัพบกได้จัดพิธีสำคัญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพและรำลึกถึงวีรบุรุษของชาติ โดย ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกชื่อของเหล่าทหารผู้กล้าหาญที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเป็นการสดุดีและถ่ายทอดคุณค่าของความเสียสละให้รุ่นหลังได้รับรู้

ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน

พิธีนี้มี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน ร่วมด้วยเหล่าผู้บัญชาการชั้นสูง เช่น พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และอื่นๆ รวมถึงทายาทของผู้เสียชีวิต ทหารผ่านศึก และกำลังพลกองทัพบกจำนวนมาก พิธีเริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผู้ล่วงลับ จากนั้นมีขบวนกองทหารเกียรติยศแสดงความเคารพ ผู้เข้าร่วมกล่าวคำสดุดี และ ผบ.ทบ. ได้ประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามลงบนกำแพงอนุสรณ์ พร้อมการเป่าแตรเดี่ยวและยิงสลุตเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าวีรชน

กำแพงอนุสรณ์กองทัพบกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บรักษานามของทหารที่สละชีพในสมรภูมิรบต่างๆ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของไทย การจารึกนามในครั้งนี้จึงมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและอันตราย เหล่าทหารเหล่านี้ยืนหยัดเป็นแนวหน้า รักษาความสงบสุขให้ประชาชน

รายนามวีรชนทหารกล้าที่ถูกจารึก

ในพิธี ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน ครั้งนี้ มีรายนามทหาร 16 นายที่เสียสละในสมรภูมิดังกล่าว โดยรายละเอียดดังนี้:

  • 1. จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา สังกัด กองพันปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6
  • 2. จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13
  • 3. จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ
  • 4. จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8
  • 5. สิบเอก กฤษฎา น้อยโครต สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 6. สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 7. สิบเอก จิรายุส อินทุมาน สังกัด กองพันจู่โจม
  • 8. สิบเอก นพพล บุญเลิศ สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 9. สิบเอก อัมรินทร์ ผาสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23
  • 10. สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16
  • 11. สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8
  • 12. สิบตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ สังกัด กรมทหารราบที่ 13
  • 13. พลทหาร ญาณพัฒน์ โครตสาขา สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3
  • 14. พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2
  • 15. พลทหาร พิทยุตม์ โสดา สังกัด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23
  • 16. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8

รายนามเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและหน้าที่ที่ทหารไทยยึดมั่น การจารึกนี้ช่วยให้ครอบครัวและสังคมได้รำลึกถึงการเสียสละของพวกเขา

กิจกรรมพิเศษในพิธี

นอกจากการจารึกนามแล้ว พิธียังรวมถึงการประกอบพิธีทางศาสนาโดยพระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) และคณะ ที่หอประชุมกิตติขจร มีการสวดพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร ทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศล จากนั้นมีการมอบเงินช่วยเหลือและของที่ระลึกแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต โดย ผบ.ทบ. เป็นผู้มอบเอง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้ครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการฉายวีดิทัศน์สดุดี และบรรยายพิเศษโดย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อให้ข้อคิดแก่กำลังพล

ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ประทับใจ โดยสดุดีเหล่าทหารที่อุทิศตนปกป้องชาติ แม้ในสถานการณ์อันตราย พวกเขายังยืนหยัดไม่ย่อท้อ กองทัพบกจะดูแลครอบครัวของพวกเขาต่อไป เพื่อตอบแทนความเสียสละนี้

เหตุการณ์ ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการรำลึกถึงวีรบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารปัจจุบัน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจแก่ประชาชนทุกคนถึงคุณค่าของความสามัคคีและการปกป้องแผ่นดิน

ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวของวีรกรรมชาติ ผมเชื่อว่าการรำลึกเช่นนี้จะช่วยให้เยาวชนไทยตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่พลเมือง หากคุณสนใจเรื่องราวของทหารไทย ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมและแบ่งปันความภาคภูมิใจในชาติ

ที่มา – ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน บนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

Scroll to top