ทหารไทย

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาและการปักปันเขตแดนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ข่าวเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานว่าชายหนุ่มชาวไทยเสียชีวิตในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

กองทัพไทยได้เปิดเผยผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 บริเวณบ้านหนองจาน โดยรวมระยะเวลาสี่วัน สามารถวัดจุด GCP ได้แล้ว 56 หมุด จากทั้งหมด 128 หมุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ทางกองทัพย้ำว่าการปักหมุดครั้งนี้เป็นการปักตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่เคยปักไว้ในอดีตเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ไม่ได้อิงตามหรือใช้แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งสามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้ 1,230 ตร.ม. จากทั้งหมด 9.98 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 1.23

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็แทรกเข้ามา เมื่อศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งว่ามีคนไทยเสียชีวิตในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกรายหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดเดียวกับกรณีของสาวพังงาที่เพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

การปฏิบัติการสำรวจและปักหมุดไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบสงบในวันนี้อาจเป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กำลังดำเนินการปักหมุดชั่วคราวในสองจุดสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อรอดูผลการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาที่อาจมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในบางจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงจากกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาที่อาจรวมตัวกันและสร้างแรงกดดันในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในส่วนของแนวชายแดนฝั่งภาคอีสาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การก่อสร้าง หรือการรวมตัวของชาวบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านพรมแดน

จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพา ยังคงมีการส่งโดรนขึ้นบินในรอบหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพมุมสูง ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่ป่ารกทึบที่เข้าถึงยาก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับการเข้า-ออกผิดกฎหมายและการแทรกซึมของกำลัง จากการตรวจสอบจนถึงช่วงสาย สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

เพจศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งข่าวเศร้าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า มีคนไทยเสียชีวิตในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ก้ำ หรือดอน เป็นชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทางศูนย์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทางเพจยังระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยรายล่าสุดนี้มาจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า โดยพิกัดที่ได้รับแจ้งคือ “บัวลัย” ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกับที่สาวพังงาเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ใด และกำลังเร่งหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จักกับผู้เสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สถานการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุรกิจในต่างแดน การขาดการดูแลและความช่วยเหลือที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สลดหนุ่มไทยดับในกัมพูชา ในเมืองปอยเปต ถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตด้วยไฟฟ้า

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายราย พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีของเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 ราย โดยยืนยันว่าจะยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่ได้ยุติความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า หากไทยต้องการปิดด่าน 100 ปี ก็สามารถทำได้ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวดี และขอให้พิจารณารายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ที่มีการระบุถึงการงดเว้นการยั่วยุและการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ตนเองเคยกล่าวไว้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องการเปิดด่านกับตนเองอีกต่อไป เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่ต้องการ และเมื่อสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าตนเองรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องพูดคุยในประเด็นนี้อีกต่อไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทำไมบิ๊กเล็กรู้สึกสบายใจกับท่าทีของฮุนเซน?

ความรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อและการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายกัมพูชา การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ณัฐพล มองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ต้องการที่จะเจรจาหรือประนีประนอมในเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่าที่จะไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการพูดคุยที่ไร้ผล

การยืนยันว่าจะไม่ปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร แต่รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คาราคาซังมานาน การที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้ไทยต้องดำเนินการเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งสองประเทศควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น สบายใจ หลัง “ฮุน เซน” ท้าปิดด่าน 100 ปี ยัน ไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์โจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง หวังกลบข่าวพบทุ่นระเบิด ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีสื่อมวลชนกัมพูชารายงานข่าวว่า ทหารไทยเตรียมบุกโจมตีกัมพูชาด้านบ้านทมอดา หรือบริเวณบ้าน 3 หลัง ตรงข้ามกับบ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นั้น ล่าสุดมีการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้รับข้อมูลว่า ทางหน่วยยังไม่มีแผนการบุกโจมตีตามที่สื่อกัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมไปถึงยังไม่มีผู้บังคับบัญชาสั่งการใดๆ ในตอนนี้ ซึ่งข้อมูลที่สื่อกัมพูชานำเสนอ เป็นเพียงข่าวปลอมที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับประเทศตัวเองเท่านั้นเอง นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

น.อ.ธรรมนูญ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ เวลา 17.30 น. ทหารฝ่ายไทยพบทุ่นระเบิดใกล้เคียงกับพื้นที่ยุทธการบ้านชำรากในฝั่งประเทศไทย เมื่อให้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบและเก็บกู้พบว่า ทุ่นระเบิด PMN-2 สภาพใหม่ จึงตั้งข้อสงสัยว่า การที่กัมพูชาปล่อยข่าวลือเรื่องไทยจะโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง นั้น อาจมีสาเหตุมาจากเรื่องที่ทหารไทยพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อหวังผลในการสร้างความชอบธรรมและกลบข่าวการพบทุ่นระเบิดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวความมั่นคงว่า ทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าพื้นที่บ้านทมอดา แนวชายแดนติดกับบ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด แล้ว

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand) จาก 4 ชาติ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย นำโดย BG Samsul Rizal Musa – AOT-TH Leader (Malaysia) และคณะฯ รวม 7 นาย เดินทางเข้าตรวจสอบจุดที่กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลักลอบมาวางในเส้นทางลาดตระเวนที่ช่องอานม้าใกล้ฐานห้วยบอน และพื้นที่เขาสัตตะโสม บริเวณฐานก้านกล้วยไปฐานสิงโต ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ทั้งหมด

นอกจากนั้น ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันมีสภาพใหม่ มีซีเรียลนัมเบอร์ชัดเจน ซึ่งชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ได้เก็บกู้จากฐานห้วยบอน จำนวน 9 ทุ่น และพื้นที่ฐานก้านกล้วยอีกจำนวน 4 ทุ่น โดยคณะ AOT-TH ได้สนใจเป็นพิเศษถึงรูปแบบ พื้นที่ และจำนวนการวางในแต่ละจุด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชา

ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น? หลายฝ่ายเชื่อว่า การปล่อยข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นการพบทุ่นระเบิดในฝั่งไทย และเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนกำลังพลของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้จะมีการยืนยันจาก ผบ.ฉก.นย.ตราด ว่าข่าวการเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังเป็นเรื่องไม่จริง แต่สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน และการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่กุข่าวว่าทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) กองทัพบกชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือว่าทหารไทยกำลังเตรียมโจมตีพื้นที่จังหวัดโพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงข่าวลือเรื่องทหารพรานไทยทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาว่าเป็นข่าวปลอมทั้งสิ้น

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ประเทศกัมพูชา รายงานว่ากองกำลังทหารไทยกำลังเตรียมการโจมตี โดยมีเป้าหมายไปยังพื้นที่ธมอดา และโอพลุกด็อมเร็ย จังหวัดโพธิสัตว์ ในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย. 2568) ว่าเป็นข่าวเท็จ อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีสื่อของกัมพูชาบางสำนักรายงานว่าทหารพรานไทยได้ทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับบ้าน ในพื้นที่สวายเจก อำเภอกุมเรียง จังหวัดพระตะบอง ซึ่งกองทัพบกยืนยันว่าข่าวนี้ก็เป็นข่าวปลอมเช่นกัน ข่าวเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา

กองทัพบกย้ำ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อ และส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกในสังคม

การเผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือเป็นภัยต่อสังคม และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความวุ่นวายได้ ดังนั้น การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบก เน้นย้ำว่า ข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นทางการเกี่ยวกับกิจกรรม และการดำเนินงานของกองทัพบก จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้จากเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และช่องทางอื่นๆ ของกองทัพบก

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และข่าวปลอมที่แพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ และขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น การร่วมมือกันตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จะช่วยป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมสร้างความเสียหาย และความเข้าใจผิดในสังคม

การสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยของข่าวปลอม และการส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้รับ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การมีสติ และการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม โดยการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การหลงเชื่อข่าวปลอมไม่เพียงแต่ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา และอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องตัวเอง และสังคมจากภัยของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม กุข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

ชายแดนโคกสูง สระแก้ว ยังเงียบสงบแต่เฝ้าระวัง

สถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้มงวด เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และลาดตระเวนตรวจสอบความผิดปกติต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบผิดปกติ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากเมื่อวานนี้คณะ AOT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดปฏิบัติการแนวชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเกิดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีต

กองกำลังบูรพายังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน โดยจัดกำลังพลลาดตระเวนสลับเปลี่ยนเวรตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลัก 2 จุด คือ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่ารกทึบ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยสายตาเปล่า

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดูสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานเหตุการณ์ยิงปริศนาเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการข่าวที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้น

ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

ความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว

การที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สถานการณ์ที่เงียบสงบในปัจจุบันอาจเป็นเพียงชั่วคราว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนต่อไป

ดังนั้น การรายงานสถานการณ์ที่เป็นจริงและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

Scroll to top