ทหารไทย

“แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา เป็นพระบุญสิน

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับทราบข่าวการเคลื่อนไหวที่น่าอนุโมทนาบุญอย่างยิ่ง เมื่อ พลเอกบุญสิน พาดกลาง หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แม่ทัพกุ้ง” ได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุทิศตนศึกษาพระธรรมวินัย โดยมีจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ในการอุทิศส่วนกุศลให้กับเหล่านักรบผู้กล้าและพี่น้องประชาชนที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง

“แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

การตัดสินใจอุปสมบทครั้งนี้ของ “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ณ วัดป่าศรีคุณาราม ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก ท่านได้เผยความตั้งใจจริงที่อยากจะตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการละทิ้งทางโลกชั่วคราวเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและส่งผลบุญไปถึงดวงวิญญาณของผู้ที่พลีชีพในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา

เบื้องลึกความตั้งใจของ “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

ก่อนหน้านี้ไม่นาน พลเอกบุญสิน พาดกลาง ได้เข้ากราบลา พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) เพื่อขออุปสมบท โดยหลวงปู่ได้เมตตามอบผ้าไตรและอัฐบริขารให้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ท่านตั้งใจจะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดตลอด 1 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและอุทิศให้แก่ทหารกล้าอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ลึกซึ้งในการตัดสินใจครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • เพื่อแสดงความเคารพต่อการเสียสละของทหารและประชาชนที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย
  • เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและขัดเกลาจิตใจตามแนวทางพระพุทธศาสนา
  • เพื่อขออโหสิกรรมต่อสิ่งที่เคยล่วงเกินบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ในเพจ “FC แม่ทัพกุ้ง พลเอกบุญสิน พาดกลาง” ยังได้เผยแพร่ภาพบรรยากาศการบวชที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา โดยท่านได้ฝากข้อความกราบขออโหสิกรรมกับทุกท่านที่เคยได้ล่วงเกิน ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทำให้เห็นถึงความอ่อนน้อมและการเป็นแบบอย่างของผู้นำที่มีจิตใจงดงาม

บทเรียนที่เราได้รับจากกรณี “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ในครั้งนี้ คือการตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละ แม้ในยามมียศถาบรรดาศักดิ์สูงสุด ก็สามารถวางลงได้เพื่อแสวงหาทางแห่งความสงบและทำประโยชน์ให้แก่ผู้ที่จากไป การอุปสมบทเป็นกุศโลบายที่ดีในการระลึกถึงผู้กล้าที่เสียสละเพื่อชาติ ให้เราในฐานะลูกหลานไทยต้องไม่ลืมพวกเขาเหล่านั้น

ที่มา – “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

ในวันที่ 16 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์น่าภาคภูมิใจของเหล่าทหารไทย เมื่อ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทนในการสนับสนุนกองกำลังสหประชาชาติ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เหรียญอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่แสดงถึงความกล้าหาญและการอุทิศตนเพื่อสันติภาพโลก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ข้าราชการทหาร 8 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานนายทหารติดต่อประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำลังสหประชาชาติ ด้วยความเสียสละ อดทน และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานมิตรประเทศ การได้รับพระราชทานเหรียญนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัว แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

รายชื่อทหารไทยผู้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ

  • 1. พันโท กิตติคุณ สุขสุทธิ
  • 2. จ่าสิบเอก สุรศักดิ์ ศุทธวีร์กิตต์
  • 3. จ่าสิบเอก สุริโย สุขจันทร์
  • 4. จ่าสิบโท ธนพล ปราบไพริน
  • 5. สิบเอก ศตวรรษ กลมกล่อม
  • 6. สิบเอก ณัฐวุฒิ งามวงศ์ธรรม
  • 7. สิบเอก สิริวัฒน์ เชื้อวงษ์
  • 8. สิบเอก ชมาดล วิริวัฒน์

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 และประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ความสำคัญของเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี

เหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลีเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่ผู้มีคุณงามความดีในการรบหรือปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเกาหลี สงครามเกาหลีครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดยไทยส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติภายใต้คำสั่งของสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการรุกรานจากเกาหลีเหนือ ทหารไทยกว่า 6,000 นายได้เข้าร่วมภารกิจนี้ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะชาติที่รักสันติภาพและยืนหยัดเคียงข้างมิตรประเทศ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 70 ปี แต่การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอย่างเป็นทางการต่อความเสียสละของทหารไทยที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายทหารติดต่อประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ การทำงานในกรุงโซลไม่ใช่แค่การประสานงาน แต่รวมถึงการสร้างเครือข่ายความมั่นคงและความสัมพันธ์ทางการทูตที่แข็งแกร่งกับสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และชาติพันธมิตรอื่นๆ

บทบาทของทหารไทยในกองกำลังสหประชาชาติ

ทหารไทยที่ได้รับพระราชทานเหรียญเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของนักรบไทย คือ ความเสียสละ อดทน และความเป็นมืออาชีพ พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในต่างแดน ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่นานาชาติในการรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการเจรจาความมั่นคงระดับภูมิภาค

ประวัติศาสตร์ไทยในสงครามเกาหลีคือหนึ่งในหน้าสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สมเด็จพระบรมนาถบพิตรเคยเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมทหารไทยที่เกาหลี และทรงพระราชทานกำลังใจแก่เหล่าทหาร การพระราชทานเหรียญในสมัยรัชกาลปัจจุบันจึงเป็นการสานต่อพระราชปณิธานในการเชิดชูเกียรติทหารไทย

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของการอุทิศตนเพื่อชาติและสันติภาพโลก ทหารไทยทุกยุคทุกสมัยล้วนเป็นแบบอย่างของความจงรักภักดีและความกล้าหาญ

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ไม่เพียงเป็นเกียรติยศ แต่ยังจุดประกายให้เยาวชนไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์ทหารไทยมากขึ้น ชวนให้ทุกท่านศึกษาประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีและบทบาทของไทย เพื่อความภาคภูมิใจในชาติ ติดตามข่าวพระราชกรณียกิจและเกียรติยศทหารไทยเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาและสื่อข่าวชั้นนำ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

กองทัพภาค 2 แจงเหตุกำลังพลถูกขวากไม้ไผ่แทงขาซ้าย พ้นขีดอันตรายแล้ว

กองทัพภาค 2 แจงเหตุกำลังพลถูกขวากไม้ไผ่แทงขาซ้าย พ้นขีดอันตรายแล้ว เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทหารไทยต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วงเพื่อรักษาความมั่นคง

กองทัพภาค 2 แจงเหตุกำลังพลถูกขวากไม้ไผ่แทงขาซ้าย พ้นขีดอันตรายแล้ว

จากกรณีที่ ส.อ. พีรภัท มัธุรถ ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง มว.ปล.ที่ 1 ร้อย.ร.123 พัน.ร.12 (ร.3 พัน.2) ได้รับบาดเจ็บระหว่างลาดตระเวนตรวจความปลอดภัยรอบฐานปฏิบัติการในพื้นที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2569 เวลา 17.30 น. เหตุเกิดจากการสะดุดล้มและถูกขวากไม้ไผ่ที่เป็นแนวป้องกันฐานแทงเข้าที่หน้าขาซ้าย ทำให้มีบาดแผลลึกและเสียเลือดจำนวนมาก

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์ผ่านแฟนเพจอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนทราบ โดยยืนยันว่าหลังเกิดเหตุ หน่วยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที ก่อนนำส่งโรงพยาบาลกันทรลักษ์ แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเย็บซ่อมหลอดเลือด ทำให้อาการของ ส.อ. พีรภัท พ้นขีดอันตรายแล้ว และย้ายจากห้อง ICU มาพักฟื้นในหอผู้ป่วยทั่วไป ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

รายละเอียดเหตุการณ์กองทัพภาค 2 แจงเหตุกำลังพลถูกขวากไม้ไผ่แทงขาซ้าย

พื้นที่เขาสัตตะโสมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนศรีสะเกษ ทหารไทยต้องลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ขวากไม้ไผ่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันฐานที่อาจเก่าและคมกริบ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางภูมิประเทศขรุขระ

  • เวลาเกิดเหตุ: 17.30 น. วันที่ 12 เม.ย. 2569
  • สถานที่: เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
  • ผู้บาดเจ็บ: ส.อ. พีรภัท มัธุรถ หัวหน้าชุดยิง
  • การรักษา: ปฐมพยาบาล → ส่ง รพ.กันทรลักษ์ → ผ่าตัดเย็บหลอดเลือด → พ้นขีดอันตราย

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความทุ่มเทของกำลังพลไทยที่ต้องเผชิญความเสี่ยงทุกวันเพื่อปกป้องชายแดน แม้จะมีข่าวลือก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ “กับดักทหารกัมพูชา” แต่กองทัพภาค 2 ชี้แจงชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุจากการลาดตระเวนของตนเอง (อ่านข่าวต้นทาง)

ในบริบทกว้างขึ้น ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ศรีสะเกษ มักมีเหตุการณ์ตึงเครียด แต่ทหารไทยยึดมั่นในหลักการรักษาสันติภาพและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ การชี้แจงจากกองทัพภาค 2 ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น รองเท้าทำงานหนาและชุดป้องกันขา ซึ่งหน่วยทหารควรพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุคล้ายกัน

สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมความกล้าหาญของ ส.อ. พีรภัท และกำลังพลทุกนายที่เสียสละเพื่อชาติ หากคุณสนใจข่าวชายแดนหรืออยากติดตามการอัปเดตอาการผู้บาดเจ็บ สามารถติดตามเพจกองทัพภาคที่ 2 ได้เลย เพื่อข้อมูลที่ตรงจากแหล่งที่มา

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุกำลังพลถูกขวากไม้ไผ่แทงขาซ้าย พ้นขีดอันตรายแล้ว

พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอโต๊ะเจรจาเปิดด่าน

พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน หลังเศรษฐกิจกัมพูชาพังยับเยิน น้ำมันลิตรละ 250 บาท สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อทหารกัมพูชาเข้ามายั่วยุหน้าแนวรั้วลวดหนามที่พื้นที่ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกสาเหตุและคำแนะนำจาก พล.อ.รังษี ที่จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน แฉเศรษฐกิจกัมพูชาพัง น้ำมันลิตรละ 250 บาท

วันที่ 9 มีนาคม 2567 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และอดีตที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐทีวี โดยชี้แจงถึงพฤติกรรมของทหารกัมพูชาที่เข้ามายั่วยุทหารไทยในพื้นที่ชายแดนศรีสะเกษบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ พล.อ.รังษี วิเคราะห์ว่า นี่คือกลยุทธ์ของกัมพูชาที่พยายามสร้างความวุ่นวายเพื่อบีบให้ไทยยอมนั่งโต๊ะเจรจาและเปิดด่านชายแดน ซึ่งถูกปิดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

สาเหตุหลักจากวิกฤตเศรษฐกิจกัมพูชา

พล.อ.รังษี เผยว่ากัมพูชากำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยหนัก หลังจากไทยปิดด่านชายแดน ทำให้การค้าชายแดนหยุดชะงัก ยิ่งซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ล่าสุดข้อมูลระบุว่าราคาน้ำมันในกัมพูชาสูงถึง ลิตรละ 250 บาท ซึ่งแพงกว่าประเทศใกล้เคียงมาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจทั้งประเทศ กัมพูชาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไทยเปิดด่าน โดยใช้วิธีปลุกปั่นและยั่วยุเพื่อก่อให้เกิดเหตุปะทะ นำไปสู่การเจรจา

  • ปิดด่านชายแดนตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลค้าขายหยุดชะงัก
  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากวิกฤตโลก ลิตรละ 250 บาท
  • การยั่วยุทหารไทยเพื่อสร้างความวุ่นวาย บังคับเจรจา
  • เศรษฐกิจกัมพูชาพังเละ จากการพึ่งพาการค้าข้ามแดนกับไทย

คำแนะนำเด็ดขาดจาก พล.อ.รังษี ต่อกองทัพไทย

พล.อ.รังษี มั่นใจว่ากองทัพไทยมีการเตรียมพร้อมอย่างดี หากจำเป็นต้องตอบโต้ แนะนำให้รุกเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา และขู่ถล่มบ่อนคาสิโนที่เป็นแหล่งรายได้หลักของกัมพูชา หากมีการยิงบุกรุกประชาชนไทย โดยย้ำว่าการรบครั้งนี้ต้องเด็ดขาด ไม่ยืดเยื้อ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ นอกจากนี้ ยังพูดถึงโครงการสร้างกำแพงชายแดนที่เงียบไปชั่วคราว เพราะรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังไม่ตั้งอย่างเป็นทางการ คาดว่าหากตั้งแล้ว จะเร่งสร้างกำแพงและยกเลิก MOU 43-44 ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเคยให้คำมั่น

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาในพื้นที่ศรีสะเกษและใกล้เคียง เช่น โค้งน้ำไทร สุรินทร์ มักเป็นจุดร้อนเสมอมา โดยเฉพาะประเด็นด่านชายแดนที่ไทยใช้เป็นเครื่องมือกดดันกัมพูชาในอดีต ปัจจุบัน การค้าชายแดนมีมูลค่ามหาศาล น้ำมัน ผลไม้ และสินค้าอุปโภคบริโภคไหลเวียนข้ามแดนวันละหลายร้อยล้านบาท การปิดด่านจึงเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาไทยสูงถึง 30-40% ของ GDP จากภาคการค้า

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเตือนว่าการยั่วยุแบบนี้อาจนำไปสู่การปะทะรอบที่ 3 หากเกิดขึ้น ไทยควรใช้โอกาสนี้กำหนดเขตแดนให้ชัดเจน และปกป้องสิทธิประชาชนชายแดนที่อยู่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคน สิ่งสำคัญคือความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติในการหนุนหลังกองทัพ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าไทยมีจุดแข็งในการใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ外交 แต่ต้องระวังไม่ให้ถูกยั่วยุจนเสียการควบคุม ไทยต้องเข้มแข็ง ปกป้องอธิปไตย! คุณคิดอย่างไรกับคำชี้แจงของ พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวชายแดนไทยกัมพูชาอัปเดตล่าสุด

ที่มา – พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน แฉเศรษฐกิจกัมพูชาพัง น้ำมันลิตรละ 250 บาท

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา: ทอ. ส่ง F-16 ถล่ม

โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ แต่กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ ขณะกองทัพอากาศ ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เร่งประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชาเท่าที่ควร พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยเน้นย้ำถึงความพยายามของ กต. ในการช่วยเหลือส่งคนไทยในกัมพูชากลับบ้านเกิด แม้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดจะส่งผลต่อการประสานงานบ้าง แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

ทบ.เผย ต้องปรับแนวรบบริเวณ บ้านคลองแผง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้รายงานถึงปฏิบัติการทางทหาร โดยระบุว่ากองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญหลายแห่งได้แล้ว เช่น ซำแต ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี รวมถึงบ้านหนองหญ้าแก้ว อย่างไรก็ตาม บริเวณช่องอานม้าและช่องคนาซึ่งมีปราสาทคนาตั้งอยู่ ยังคงต้องใช้ความพยายามในการควบคุมพื้นที่ต่อไป

สถานการณ์ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ยังคงมีความท้าทาย แม้ว่ากองทัพไทยจะสามารถทำลายฐานทหารโดยรอบได้จำนวนมาก แต่ภูมิประเทศที่ยากลำบากทำให้การเข้าควบคุมพื้นที่เป็นไปอย่างยากเย็น บริเวณบ้านคลองแผง ใน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว แม้จะมีการรายงานว่าสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้ต้องมีการปรับแนวรบใหม่

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

น.อ.นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตีในพื้นที่บ้าน 3 หลัง ใน ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เนื่องจากตรวจพบการขุดสนามเพลาะและสร้างบังเกอร์ใต้ดิน การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายบังเกอร์ของฝ่ายกัมพูชา เพื่อลดภัยคุกคามและดำเนินการยึดครองพื้นที่ต่อไป ข่าวกรองระบุว่ากัมพูชาได้มีการเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ไทยยังคงต้องปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง

ความพยายามในการส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ

น.อ.นรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยสามารถทำลายยานเกราะและรถถังของฝ่ายกัมพูชาได้ 9 คัน โดรน 68 ลำ แอนตี้โดรน 1 ระบบ เสาสื่อสาร 3 จุด เครื่องยิงจรวด BM-21 1 ระบบ และยืนยันว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 165 ราย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และกองทัพไทยยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

การดำเนินการของกองทัพอากาศในการส่ง F-16 เข้าโจมตีถือเป็นการตอบโต้ที่เด็ดขาดต่อการรุกล้ำอธิปไตย และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการปกป้องดินแดน

กต. ยังคงต้องทำงานอย่างหนักต่อไปในการเจรจาและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าส่งคนไทยในกัมพูชากลับได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ที่มา – โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับ ด้าน ทอ. ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลัง

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้การคุกคาม โดยการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธที่ใช้โจมตีฝ่ายไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานสำคัญจาก กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ถึงปฏิบัติการดังกล่าว การตัดสินใจใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนนี้ มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานในการยิงอาวุธวิถีโค้งและเป็นแหล่งสะสมอาวุธที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกล.บูรพา ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ก่อเหตุร้าย หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน

จากรายงานของหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พบว่า บ่อนกาสิโนดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแนวชายแดน และมีการใช้เป็นที่กำบังในการยิงโจมตีข้ามแดนเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยง การทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ไม่หวังดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ผลจากการยิงทำลายด้วยปืนใหญ่รถถัง ทำให้บ่อนกาสิโนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ป้อมปืนกลและแหล่งสะสมอาวุธถูกทำลาย ซึ่งเป็นการลดขีดความสามารถในการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่หวังดีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดขึ้นอีก

ปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและจริงจังของกองทัพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดน หลายคนเชื่อว่าการตอบโต้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนได้

ถึงแม้ว่าปฏิบัติการทางทหารอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือและการเจรจาอย่างเปิดอก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคต

การที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการกระทำผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่างๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธใช้โจมตีฝ่ายไทย

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

สุดอาลัย…ส่งร่าง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ทหารกล้าพลีชีพจากเหตุปะทะที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ดแล้ว ครอบครัวรอรับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องยิงลูกระเบิดที่ทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนทหารได้รับบาดเจ็บอีก 3 นายจากเหตุการณ์เดียวกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ร่างของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

มีรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน และวางพวงมาลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดป่าพรหมพิทักษ์วนาราม การเสียสละชีพเพื่อชาติในครั้งนี้ จะได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ชั้นยศ พร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการทดแทน

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

ประวัติ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต โดยสังเขป

จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพรียว เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 11 ชุมชนตลาดหนองพอก ตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายสมัย สุจริต อายุ 60 ปี และนางอรพันธ์ สุจริต อายุ 53 ปี สมรสกับนางอันธิกา สุจริต อายุ 30 ปี มีบุตรสาว 2 คน คือ เด็กหญิงกุลระพี สุจริต อายุ 6 ปี และเด็กหญิงกัญญาภัค สุจริต อายุ 4 ปี

จ่าเพรียวจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ในตำแหน่งพลขับรถถัง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลารับราชการ 10 ปี 7 เดือน อัตราเงินเดือน 20,640 บาท

การจากไปของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวสุจริต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – สุดอาลัย ส่ง “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ด

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 เผย กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแจ้งเตือนว่าอาจมี “กัมพูชา” เตรียมใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาในดินแดนไทยในคืนนี้ กองทัพพร้อมตอบโต้อย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความสำคัญ ระบุว่า “ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า คืนนี้ กัมพูชา จะใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ทำการยิงเข้ามายังดินแดนไทย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน อาศัยช่วงเวลากลางคืนที่ยากต่อการตรวจการณ์ และสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนตามแนวชายแดน”

ทาง กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า จะทำการยับยั้ง ป้องกัน และตอบโต้ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นนี้อย่างหนักหน่วงและเต็มขีดความสามารถ พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และอยู่ในที่ปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

BM-21 คืออะไร ทำไมถึงเป็นภัยคุกคาม?

จรวดหลายลำกล้อง BM-21 เป็นระบบอาวุธที่สามารถยิงจรวดหลายลูกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ด้วยอานุภาพทำลายล้างที่สูง จึงถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างร้ายแรง

  • ความน่ากลัวของ BM-21: สามารถยิงจรวดได้หลายลูกในเวลาอันรวดเร็ว สร้างความเสียหายในวงกว้าง
  • เป้าหมายของการโจมตี: มุ่งหวังสร้างความตื่นตระหนกและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • การรับมือของกองทัพ: กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมรับมือและตอบโต้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความขัดแย้งและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

การแจ้งเตือนเรื่องที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่า กัมพูชา อาจใช้จรวด BM-21 เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และภาวนาให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจริง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

ฮุนเซนสั่งยึดเส้นแดง! รับมือไทย?

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดงตอบโต้เคร่งครัด เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ลั่นยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกฯ ในช่วงวิกฤติ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียล สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” อย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนกัมพูชา–ไทยพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังมีการปะทะต่อเนื่องหลายจุด 

ฮุน เซน ระบุว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กองกำลังไทยได้ยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าใส่พื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หวังยั่วยุให้ตอบโต้เพื่อล้มข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพกัมพูชา–ไทย  ที่ลงนามเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

อดีตนายกฯ กัมพูชา ย้ำว่า “เส้นแดงในการตอบโต้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว” พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงต่อทหารใต้บังคับบัญชาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดในพื้นที่ปะทะ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ได้สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง และช่วยเหลือผู้ที่กำลังหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

เขายังขออภัยแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยว่าให้แข่งขันตามปกติ ไม่ต้องวิตกกับสถานการณ์ชายแดน.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาประกาศสั่งการให้กองกำลังทุกหน่วยยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” อย่างเคร่งครัด คำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

สมเด็จฮุน เซน อ้างว่ากองกำลังของไทยได้ทำการยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อยั่วยุให้กัมพูชาตอบโต้ เพื่อที่จะล้มเลิกข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่ได้ลงนามกันไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า เส้นแดงในการตอบโต้ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว และได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงให้ทหารใต้บังคับบัญชาเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังหลบหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศ เพื่อที่จะร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤตินี้

เขายังได้กล่าวขออภัยต่อบรรดาแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงเวลานี้ พร้อมกันนี้ก็ได้ส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ให้ทำการแข่งขันตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ที่ชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามและความกังวลต่างๆ มากมายในหมู่ประชาชน ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนอาจสงสัยว่าเส้นแดงที่ว่านี้คืออะไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างไรบ้าง

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

การประกาศ “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและพร้อมตอบโต้ของกัมพูชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

วิเคราะห์สถานการณ์: ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง จะเกิดอะไรขึ้น?

การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาประกาศสั่งยึดเส้นแดง แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเน้นย้ำถึงเส้นแดงในการตอบโต้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายไทยว่ากัมพูชาพร้อมที่จะตอบโต้หากถูกรุกราน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดควรเป็นทางเลือกแรกในการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

  • การยึดเส้นแดงคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจมีต่ออนาคต

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่ความหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงมีอยู่ การเปิดใจรับฟังและเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

Scroll to top