ทหารไทย

ผบ.ตร. หนุนทหาร! แผน**พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจและทหารในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสถานการณ์

“เราพร้อมสนับสนุนการทำงานของทหารอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สนับสนุนกำลังพลให้กับพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนเป็นสำคัญ

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และการอพยพประชาชน

สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพประชาชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเหลือประชาชนบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการอพยพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางจังหวัดได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ตั้งแต่การจัดส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และขณะนี้กำลังรอรับฟังคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและอุ่นใจคือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

ที่มา – ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย

ทบ.ยืนยัน! กัมพูชายิง BM-21 บ้านกรวด บุรีรัมย์

กองทัพบก (ทบ.) ยืนยัน กัมพูชายิงกระสุน BM-21 เข้ามาในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บริเวณบ้านสายโท 10 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อสังเกตคือบริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอยู่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงมาบริเวณบ้านเรือนของประชาชนไทย ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน (sector) ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณบ้านกรวด

ในส่วนของ Sector ที่ 1 สามารถเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยได้แล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร และใน Sector ที่ 2 ได้พื้นที่ปลอดภัยกว่า 108,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไป

เหตุการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ทางการไทยคงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

การที่ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม การสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน ควรเป็นเป้าหมายที่เราทุกคนร่วมกันผลักดัน

ที่มา – กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ด่วน! ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวด RM–70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายกัมพูชา” ที่น่าจับตา โดยมีการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร พร้อมทั้งอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ “ฝ่ายกัมพูชา” ได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70

ล่าสุดเมื่อเวลา 00.09 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความยืนยันถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. RM–70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน”

ทำไม ทหารกัมพูชา ถึงเคลื่อนย้ายจรวด RM–70?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ทางกองทัพยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จรวดหลายลำกล้อง RM–70 ถือเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง การที่อาวุธชนิดนี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ชายแดน ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้หากสถานการณ์บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวของ ทหารกัมพูชา ในการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

กัมพูชาปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ผิดข้อตกลง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวการเคลื่อนย้ายรถถัง ยืนยันว่าจะไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ทำการเคลื่อนย้ายรถถังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายรถถังใดๆ และกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกับประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และบางสำนักข่าวของไทยที่กล่าวหาว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังนั้นไม่เป็นความจริง ทางกระทรวงฯ ขอยืนยันว่ากองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค

ทำไมข่าวกลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถึงสำคัญ?

ข่าวการปฏิเสธการเคลื่อนย้ายรถถังครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค การรักษาความเข้าใจและความร่วมมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
  • การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
  • ความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอาจนำไปสู่:

  • ความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • ความตึงเครียดทางการเมือง
  • ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนชายแดน

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลและรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า จะยังคงทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันการบานปลายของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ

ในอนาคต การสร้างกลไกการสื่อสารและความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

ที่มา – กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชาอพยพ! รถถัง T-55 เคลื่อนพลแนวชายแดน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักเข้ามาในพื้นที่

“กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดที่ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในพื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี ตรวจพบการเคลื่อนย้าย ถ. T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน” ซึ่งข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดน

การเคลื่อนไหวของทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่ง

ทำไมกัมพูชาถึงอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน และการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่? มีความเป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น การแสดงแสนยานุภาพ หรืออาจเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ การให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่พักพิง การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพกายและใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การพูดคุยและการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การที่กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกฝ่าย การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “กัมพูชา” อพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน เคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่แล้ว

กองทัพภาคที่ 2 เผย ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้าย RM 70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” ที่นำจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงใส่ฝ่ายไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยคาดว่าอาจถูกยิงด้วยปืนซุ่มยิง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 20.00 น. ฝ่ายกัมพูชายังได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่กำลังพลของ พัน ร.13 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี จำนวน 10 นัด โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากฝ่ายไทย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมถึงการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ติดตามสถานการณ์ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ได้เน้นย้ำว่าจะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก

การเคลื่อนย้าย RM 70 และผลกระทบต่อความมั่นคง

การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของ “ทหารกัมพูชา” เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจรวดชนิดนี้มีศักยภาพในการสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากเกิดการยิงโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

  • การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง
  • การเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันความรุนแรงและการสูญเสีย การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งยวด การเจรจาและการประนีประนอมคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เผย “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้าพื้นที่ชายแดน

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะ “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่นภูผาเหล็ก ก่อนสถานการณ์ยุติ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้:

  • เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กมายังฝ่ายเรา ทำให้ฝ่ายเรามีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)
  • เวลา 14.16 น. ฝ่ายเราทำการยิงอย่างต่อเนื่องตามกฎการปะทะอย่างได้สัดส่วน ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธ ปรส. แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ
  • เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด
  • เวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ
  • เวลา 15.39 น. กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย
  • เวลา 16.17 น. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กพช. ปลอดภัยแล้ว.

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเขตแดน ทรัพยากร และความเข้าใจผิด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

หลังจากเหตุการณ์ปะทะ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มกำลังพลและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ทำไมเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ถึงเกิดขึ้น?

สาเหตุของการ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการลาดตระเวน หรือการล้ำเขตแดนโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนอย่างละเอียดกำลังดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ทหารไทย-กัมพูชายิงสนั่น มีกำลังพลเจ็บ 2 นาย

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตอาการของ “ส.อ.” ที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ซึ่งข่าวดีคืออาการของ “ส.อ.” ปลอดภัยแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้ จนเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธ ปรส. ในเวลาต่อมา การปะทะได้ยุติลงในเวลา 14.50 น. หลังจากการตรวจสอบ พบว่ามีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)

เมื่อเวลา 16.20 น. เฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้อัปเดตอาการของ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหารกัมพูชา โดยยืนยันว่า ส.อ.อนุชาติ “ปลอดภัยแล้ว” สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะยุติลงแล้ว แต่ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนควรเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา

หลังจากเหตุการณ์ปะทะยุติลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้การช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาการของ พลฯ พรชัย ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ ส.อ.อนุชาติ ได้รับบาดเจ็บที่ขาและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลและสนับสนุน ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อรักษาความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา และอาการปลอดภัยในที่สุด ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การเจรจาและการทูต: เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี
  • การรักษาความสัมพันธ์อันดี: สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย: ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และทั้งสองประเทศจะสามารถร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญรุ่งเรืองและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – “ส.อ.” บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ปลอดภัยแล้ว

ปะทะภูผาเหล็ก! ไทยตอบโต้ มีกำลังพลเจ็บ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน เมื่อเกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก จังหวัดสกลนคร ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ไทยตอบโต้ตามกฎ และสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก ไทยตอบโต้ตามกฎ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “ภูผาเหล็ก” ในจังหวัดสกลนคร รายงานเบื้องต้นแจ้งว่ามีกำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทราบชื่อคือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัด ป.6 พัน.6 ตำแหน่ง ผตน.พลาญหินแปดก้อน โดยถูกยิงที่ขา ขณะนี้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางฝั่งประเทศไทยได้ตอบโต้ตามกฎการปะทะที่วางไว้ และมีการสั่งการให้เตรียมพร้อม 100% ตลอดแนวชายแดน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุปะทะภูผาเหล็ก

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะ หรือกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เหตุการณ์ปะทะภูผาเหล็ก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างรอบด้าน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ และการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเยียวยาจิตใจ และการสนับสนุนด้านต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีกำลังใจในการสร้างอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ววัน ร่วมกันภาวนาให้เกิดสันติสุข และความสงบในพื้นที่ชายแดน

ความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ การสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือต่างหากคือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่สงบสุข และน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ที่มา – เกิดเหตุปะทะพื้นที่ “ภูผาเหล็ก” ไทยตอบโต้ตามกฎ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

Scroll to top