ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณมีคิวพบแพทย์ พินทองทาเข้าเยี่ยมในเรือนจำ

พินทองทาและปิฎกเข้าเยี่ยมทักษิณในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นครั้งที่ 3 ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ เผยมีอาการอ่อนเพลียและปวดตามร่างกายตามปกติของผู้สูงอายุ

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 22 ก.ย. 68 นางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาว และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ บุตรเขย เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งถือเป็นวันที่ 3 ที่ทางครอบครัวมาเข้าเยี่ยมนายทักษิณ หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี

ทันทีที่เดินทางมาถึง ได้มีคนเสื้อแดงที่รออยู่ได้พูดให้กำลังใจแก่ครอบครัวชินวัตร ซึ่งนางสาวพินทองทา ได้สวัสดีทักทาย และยืนฟัง ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน

ขณะที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจ จึงไม่ได้เดินทางมาเข้าเยี่ยมนายทักษิณในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยทีมงาน ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ เพื่อประสานทำเรื่องขอเยี่ยมในส่วนของครอบครัวนายทักษิณ ระบุสั้น ๆ ว่า นายทักษิณรับรู้ว่ามีพี่น้องมาคอยให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ ท่านทราบเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในห้วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ ได้นำตัวนายทักษิณไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากที่มีอาการอ่อนเพลีย รวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจากนายทักษิณมีโรคประจำตัว เพื่อเป็นการตรวจเช็กอาการตามโรค และหลังเข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น ก็นำตัวกลับเข้ามาที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ซึ่งเรื่องนี้ นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า ราชทัณฑ์ไม่ได้มีการส่งตัวนายทักษิณเข้าโรงพยาบาลแต่อย่างใด ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นายทักษิณยังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนอาการของนายทักษิณ ยังคงอ่อนเพลียและปวดตามร่างกายอยู่บ้างตามปกติของผู้สูงอายุ และเมื่อเปิดทำการในวันที่ 22 ก.ย. ก็มีคิวนัดพบแพทย์ โดยแพทย์จะเข้ามาตรวจที่เรือนจำเป็นปกติอยู่แล้ว

ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าเยี่ยมและการดูแลสุขภาพภายในเรือนจำ

รายละเอียดการเข้าเยี่ยมและการดูแลสุขภาพ

  • พินทองทาและปิฎกเข้าเยี่ยมเป็นครั้งที่ 3
  • ทักษิณมีคิวพบแพทย์เพื่อตรวจอาการอ่อนเพลีย
  • ราชทัณฑ์ยืนยันว่าไม่ได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลภายนอก

การที่ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ สะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดเดาต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพของท่าน แต่ทางราชทัณฑ์ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพและการเข้าเยี่ยมของอดีตนายกฯ ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในครั้งนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดและติดตามอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “ทักษิณ” มีคิวพบแพทย์ในเรือนจำฯ “พินทองทา-ปิฎก” เข้าเยี่ยม

ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในเรือนจำ จริงหรือ?

มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าท่านถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม

ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม

นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ถึงกรณีข่าวลือดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอย้ำอีกครั้งว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังคงอยู่ในการควบคุมของเรือนจำคลองเปรม ไม่ได้มีการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามที่มีข่าวลือแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม อาการป่วยของ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่บ้าง โดยท่านมีอาการอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ ทางเรือนจำได้จัดตารางนัดหมายให้แพทย์เข้าตรวจอาการของท่านเป็นประจำอยู่แล้ว โดยแพทย์จะเข้ามาตรวจอาการที่เรือนจำในวันที่ 22 กันยายน ที่จะถึงนี้

อาการล่าสุดของทักษิณ ชินวัตร

ถึงเเม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการป่วยที่เเท้จริงของท่าน เเต่ทางกรมราชทัณฑ์ได้ยืนยันว่าท่านได้รับการดูเเลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ คลองเปรม เเละมีการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด

ข่าวลือเรื่องการส่งตัว ทักษิณ ชินวัตร ไปโรงพยาบาลนั้นสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การออกมาแถลงการณ์ยืนยันข้อเท็จจริงจากกรมราชทัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความตื่นตระหนก

เราจะคอยติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสุขภาพของ ทักษิณ ชินวัตร ให้ทุกท่านทราบต่อไป หากมีข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติม

สถานการณ์ของทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่กรมราชทัณฑ์ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนและทันท่วงที ช่วยลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม แม้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดตัว

“ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้

“หมอเชิดชัย” พร้อมเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดอีสาน จัดกิจกรรมให้กำลังใจอดีตนายกฯ หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ด้านราชทัณฑ์รายงานอาการ “ทักษิณ” วันนี้ยังอ่อนเพลีย มีคิวพบแพทย์ตรวจร่างกายพรุ่งนี้

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางพรรณวดี ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน และตัวแทนเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสานจัดกิจกรรมร้อยกำลังใจมอบให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม

นายแพทย์เชิดชัย กล่าวว่า วันนี้ต้องการให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ต่อสู้ต่อไป เพราะกลุ่มสตรีเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่มหลายก้อน ปัจจุบันนี้ผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย มีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง 2 คนแล้ว มีผลงานดีด้วยอยู่ในตระกูลชินวัตร เมื่อถูกกระทำกลุ่มสตรีจึงต้องมาให้กำลังใจ ปัจจุบันนี้มีข่าวไม่ดีเยอะ เช่น คดีเขากระโดง คดีฮั้ว สว. ทั้งนี้ นายทักษิณ ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างกล้าหาญ ไม่ได้กระทำผิด ทำประโยชน์ให้ประเทศมากมายและเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ถูกแกล้งเมื่อกลับมาบ้าน ทั้งที่ได้รับอภัยโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แล้วถูกกลั่นแกล้งว่ายังไม่ถูกจำคุก ตนแย้งว่าต้องไปถามหมอผู้เชี่ยวชาญอย่างโรคหัวใจ

ทางด้าน นางพรรณวดี เผยว่า ตนเองต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 ตอนรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จึงทำให้สตรีได้มีบทบาท วันนี้เห็นความไม่ถูกต้องที่อดีตนายกฯ ทักษิณ และครอบครัวถูกกระทำ ในฐานะผู้หญิงด้วยกันจึงให้กำลังใจ นายทักษิณ, คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.ยิ่งลักษณ์, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้อดทนเข้มแข็งและสู้ต่อไป พร้อมย้ำว่าพวกเราจะไม่ทิ้งกัน พวกเราจะเป็นนักรบในสนามเลือกตั้งทุกพื้นที่ทั้งในภาคอีสานและทั่วประเทศ เราจะเอาชนะคืนมาให้กับนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกัน เครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสานได้เตรียมพวงมาลัยมาเป็นน้ำใจของกลุ่มสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน และผู้รักประชาธิปไตยของอีสานใต้ เพื่อให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ขอให้ทั้งครอบครัวสู้ๆ เราจะเป็นพลังในพื้นที่ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงทำกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น และตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยบริเวณริมถนนงามวงศ์วาน ส่วนบริเวณด้านในพื้นที่ของเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

ทางด้านความคืบหน้าอาการของนายทักษิณ ที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม หลังมีกระแสข่าวว่าเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย ประกอบกับนายทักษิณมีโรคประจำตัวอยู่ และเป็นผู้สูงอายุ โดยเมื่อตรวจร่างกายเสร็จก็ได้นำตัวกลับไปคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมเช่นเดิม ไม่ได้มีการแอดมิทภายในโรงพยาบาล

ต่อมา นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้อาการของนายทักษิณ ยังคงอ่อนเพลีย และปวดตามร่างกายอยู่บ้าง ตามปกติของผู้สูงอายุ โดยอาการคงที่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม และในวันพรุ่งนี้ (22 กันยายน 2568) ที่เรือนจำเปิดทำการ ก็จะมีแพทย์เข้ามาตรวจผู้ต้องขังในเรือนจำตามปกติ ซึ่งนายทักษิณก็มีคิวนัดพบแพทย์ ตรวจสุขภาพและโรคประจำตัวด้วย.

“ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้

อาการ “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับอาการของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในเรือนจำยังคงได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ ข่าว “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี

การที่ “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ต้องขังในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล รวมถึงความโปร่งใสในการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียง การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจะช่วยลดความกังวลของประชาชนและป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้

การที่นายแพทย์เชิดชัยและเครือข่ายสตรีออกมาให้กำลังใจนายทักษิณ แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่านายทักษิณจะอยู่ในเรือนจำ การสนับสนุนและความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ในขณะที่สังคมจับตามองเรื่อง “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ การให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน และการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ การสร้างมาตรฐานในการดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามหลักสากล จะเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา – “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ “เชิดชัย” นำเครือข่ายสตรีให้กำลังใจ

ทนายเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ยันทำตามระเบียบ

“ทนายวิญญัติ” เปิดเผยหลังเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” มีการให้กำลังใจ-พูดคุยเรื่องคดี พบมีอาการอิดโรยในช่วงพักผ่อน ยันจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อประโยชน์ของลูกความที่เป็นผู้ต้องขัง ภายใต้กฎระเบียบ

วันที่ 16 ก.ย. 68 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเข้าเยี่ยมนายทักษิณ กว่า 1 ชั่วโมง ว่า วันนี้เข้าเยี่ยมนายทักษิณ มีการพูดคุยเรื่องงานที่ต้องดูแลให้ท่านเกี่ยวกับคดีว่า ตอนนี้มีอะไรบ้าง เรื่องภารกิจต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการ เป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรพิเศษ ส่วนเรื่องอื่นก็เป็นการให้กำลังใจท่าน เห็นดูมีอาการอิดโรย เพราะตอนบ่ายเป็นช่วงที่ต้องพักผ่อน ปกติท่านต้องอ่านหนังสือเป็นหลักอยู่แล้ว

ส่วนคดีความไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างทนายความกับลูกความ แต่ไม่ได้เป็นความลับกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ขอให้คนที่ชอบมโน อย่าคิดไปแบบนั้น อยากเรียนให้ทราบว่า ในฐานะทนายความจะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกความ ภายใต้กฎระเบียบ ที่เป็นผู้ต้องขังในฐานะนักโทษเด็ดขาด อะไรที่ทำได้ก็จะใช้สิทธิ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎระเบียบ แม้ในทางคดีจะมีข้อถกเถียง ซึ่งมีผู้ไม่เห็นด้วยหลายฝ่ายกับคำสั่งศาลที่ออกมาว่านายทักษิณ ที่ผ่านมาขาดอิสรภาพโดยถูกคุมขังที่โรงพยาบาลตำรวจ จะไม่ถือเป็นการคุมขังหรืออย่างไร เป็นการตั้งประเด็นข้อสงสัยจากหลายฝ่าย

ส่วนตนในฐานะทนายความ ได้ดำเนินการตามสิทธิของท่านแล้ว ก็พร้อมยอมรับคำวินิจฉัยของศาล ส่วนอนาคตจะมีข้อโต้แย้ง หรือกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการ เชื่อว่าสังคมคงไม่เงียบกับเรื่องแบบนี้เพราะว่าจะเป็นปัญหาทางนิติศาสตร์ หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่นักกฎหมายเห็นว่ามีปัญหาที่ต้องถกเถียงกัน

นายวิญญัติ กล่าวว่า สำหรับคดีชั้น 14 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. อาจมีปัญหาในกระบวนการที่ซ้ำซ้อนกับประเด็นอื่นหรือไม่ ส่วนเรื่องผู้ที่ถูกกล่าวหาต้องมีการเตรียมการอยู่แล้ว เพราะต้องชี้แจงต่อสู้ข้อกล่าวหา แม้ในอนาคตจะมีการมากล่าวหาถือเป็นการใช้สิทธิ์ของท่าน ก็ต้องต่อสู้เต็มที่อยู่แล้ว เรื่องสิทธิผู้ต้องขังเด็ดขาด สิ่งที่ต้องมีเป็นเรื่องพื้นฐานตามมาตรฐานผู้ต้องขังทั่วไป และไม่ได้มีอะไรเรียกร้องไปมากกว่านี้ เพราะว่าเงื่อนไขเวลาการคุมขังเป็นช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไม่สามารถเรียกร้องอะไรที่ยังมาไม่ถึงไม่ได้ ส่วนอนาคตอาจมีกฎเกณฑ์ใด เงื่อนไขใด จะก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ เราก็จะพยายามที่จะตรวจสอบว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามปกติอยู่แล้ว และตนเชื่อว่าคนที่ถูกคุมขังสูญเสียอิสรภาพ ไม่มีใครไม่อยากได้อิสรภาพ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ส่วนกระแสข่าวเรื่องการโมฆะพระราชทานอภัยโทษ จำคุก 1 ปี นายทักษิณ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบนั้น ตนขอไม่มีความคิดเห็น แต่ขอให้ระวัง เพราะทั้งหมดคือพระราชอำนาจ มองว่าอาจเกิดเป็นการล้างแค้นหรือล่าแม่มดหรือไม่ ตนเพียงมีหน้าที่ชี้แจงและปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งนายทักษิณก็ทำตามอยู่แล้ว กลับมารับโทษตามคำพิพากษา ในขณะที่หลายคนบอกว่านายทักษิณจะหนี แต่ท่านก็กลับมา เป็นคำไหนคำนั้น ส่วนมีกระแสข่าวว่ามีการเลี้ยงพิซซ่าภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

ทนายเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ยันจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกความ ภายใต้กฎระเบียบ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ต้องขังเด็ดขาด ท่ามกลางกระแสข่าวลือและความคิดเห็นที่หลากหลาย ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่สำคัญหลายประการหลังการเข้าเยี่ยม

ทนายยันทำทุกอย่างภายใต้กฎระเบียบ

นายวิญญัติเน้นย้ำว่า การดำเนินการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีความของนายทักษิณ จะเป็นไปภายใต้กฎระเบียบที่กำหนด แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและความเห็นต่างจากหลายฝ่ายก็ตาม เขายืนยันว่าจะใช้สิทธิในฐานะทนายความอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกความ

นอกจากนี้ ทนายวิญญัติยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิของผู้ต้องขังเด็ดขาด โดยระบุว่าสิ่งที่นายทักษิณได้รับนั้นเป็นไปตามมาตรฐานทั่วไป และยังเร็วเกินไปที่จะเรียกร้องสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ยังมาไม่ถึง อย่างไรก็ตาม เขาจะตรวจสอบอย่างละเอียดหากมีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่อาจก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กระแสข่าวเรื่องการโมฆะพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งทนายวิญญัติขอสงวนความเห็น แต่เตือนให้ระวังว่าอาจเป็นการล้างแค้นหรือล่าแม่มด พร้อมทั้งย้ำว่านายทักษิณได้ปฏิบัติตามระเบียบและกลับมารับโทษตามคำพิพากษาแล้ว

จากข้อมูลที่ทนายวิญญัติให้ไว้ พบว่าสถานการณ์ของนายทักษิณยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลและยืนยันถึงการปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย ช่วยสร้างความกระจ่างและความมั่นใจให้กับสังคมว่าทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือพัฒนาการของคดีความและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและรอบด้าน

ทนายความย้ำว่าจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกความ ภายใต้กฎระเบียบ และพร้อมที่จะดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีพึงได้

การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

ที่มา – ทนายเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ยันจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกความ ภายใต้กฎระเบียบ

ฮุน เซน ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในประเทศกัมพูชา ล่าสุด สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีการเตรียมการที่จะยึดทรัพย์ ทักษิณ แต่อย่างใด และยังเน้นย้ำว่าทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินในกัมพูชา

ฮุน เซน ยัน ไม่มีการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชา

สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าท่านได้เห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินของ ฯพณฯ ทักษิณในกัมพูชา และการเตรียมอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งไม่เป็นความจริง

“ถึงแม้ว่าผมกับ ฯพณฯ ทักษิณจะมีปัญหากันมาก่อน แต่ผมต้องรับผิดชอบในการรักษาไว้ซึ่งความสุจริตและเกียรติของ ฯพณฯ ทักษิณ” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าว

นอกจากนี้ ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้ง ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถือครองทรัพย์สินหรือแหล่งเงินได้ใดๆ ในกัมพูชา”

เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ยกตัวอย่างว่า เมื่อครั้งที่ ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเยือนกัมพูชา พวกท่านใช้รถยนต์ส่วนตัวของท่านเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณทักษิณไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็น ยึดทรัพย์ ทักษิณ

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ท่านไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับธุรกิจใดๆ กับ ฯพณฯ ทักษิณ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัวหรือของครอบครัว

ท่านยังได้กล่าวว่า หากข้อมูลดังกล่าวมีต้นตอมาจากกัมพูชา ท่านขอให้ยุติเรื่องนี้ในทันที เนื่องจากประเทศกัมพูชาต้องรักษาศักดิ์ศรีและหลีกเลี่ยงการสร้างหรือเผยแพร่เรื่องราวที่เป็นเท็จและทำให้เข้าใจผิด

“แต่หากเรื่องนี้มีต้นตอมาจากประเทศไทย ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการไทยในการจัดการ” สมเด็จฯ ฮุน เซน ระบุทิ้งท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะมีความซับซ้อน และข่าวลือต่างๆ ก็สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความกระจ่างในประเด็นที่ละเอียดอ่อน

จากคำยืนยันของสมเด็จฯ ฮุน เซน ทำให้เราทราบว่าข่าวลือเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จฯ ฮุน เซน และ ฯพณฯ ทักษิณ จะเคยมีช่วงเวลาที่ตึงเครียด แต่การออกมาปกป้องเกียรติยศและความสุจริตของอีกฝ่าย ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรอบด้าน และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

โดยสรุปแล้ว ข่าวเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชาไม่เป็นความจริง และทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในประเทศกัมพูชา

ที่มา – “ฮุน เซน” ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ “ทักษิณ” ลั่นไม่มีทรัพย์สินในกัมพูชา

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” สส. เชียงราย เกินคาด

“จักรภพ” วิเคราะห์ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เกินความคาดหมาย เชื่อมาจาก “สง่า” ทำงานหนัก มี “ยงยุทธ-พิเชษฐ์” ช่วยเบื้องหลังเป็นระบบ เตือนอย่ามองข้ามคะแนนโนโหวตประท้วงเงียบ

วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข รักษาการที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยทิ้งห่างคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนกว่าเท่าตัวว่า หากให้วิเคราะห์น่าจะมาจาก 1. มาจากตัวผู้สมัครเอง ที่ทำงานหนัก และลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง 2. มาจากผลงานเดิมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย 3. ความคาดหวังในตัวผู้สมัครที่เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้าน ส่วนตัวรู้สึกว่าจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เฉพาะที่มีลักษณะเป็นเมืองนานาชาติที่มีการพัฒนาขึ้นในทุกวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน ลาว เมียนมา แต่องค์ประกอบหลายอย่างของจังหวัดเชียงรายยังไม่ได้จัดให้สอดคล้องกับความเป็นเมืองนานาชาติ

ไม่คิดผลคะแนนทะลุ 4 หมื่น

นายจักรภพ ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางพรรคเพื่อไทยตั้งความหวังว่า นายสง่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คิดว่าผลคะแนนที่ได้จะสูงถึงขนาด 4 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่งห่างจากผู้สมัครของพรรคประชาชนที่ได้ไม่ถึง 2 หมื่นคะแนน สิ่งที่ตนเองพูดนี้ไม่ได้หมายความถึงการฮึกเหิมและก้าวร้าวทางการเมือง แต่สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ คือจะต้องศึกษาวิธีที่ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ว่าเพราะอะไรประชาชนถึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก และเท่าที่ตนเองสังเกตนายสง่าพร้อมทั้งทีมงานทำงานหนักมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงระบบที่เคยมีการบริหารการเมืองและการเข้าถึงประชาชนโดยผ่านกระบวนการตัวแทนต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ซึ่งจากการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตนเองยังตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะที่ได้มาไม่ได้มาจากการที่จัดเวทีหาเสียงในลักษณะเวทีใหญ่ แต่เป็นการหาเสียงโดยใช้เวทีย่อยแต่ละหมู่บ้าน เมื่อผลออกมาว่าชนะการเลือกตั้งแสดงว่ากลยุทธ์และวิธีที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงไปได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือประชาชนอยากได้ผู้สมัครที่เข้าถึงตัวและสามารถพูดจากันได้

เชื่อพท.ปรับกลยุทธ์ลุยเวทีย่อย

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า จากนี้เชื่อว่า ทางผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็คงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ช่วยหาเสียงเขต 7 เชียงราย ในครั้งนี้ คิดว่าสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการหาเสียงเขตอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีการคือ 1. เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด และให้ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่สร้างพรรคไทยรักไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นประชาชนไม่รู้จักพรรคไทยรักไทยเลย ซึ่งเราจะต้องเอาตรงส่วนนี้มาถอดบทเรียนว่าทำอย่างไรจึงเข้าถึงประชาชน และได้รับการเลือกตั้งจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตอนนี้ส่วนตัวคิดว่า ไม่ได้ต้องการเฉพาะที่จะได้แต่ชัยชนะ แต่ต้องปลุกฟื้นความศรัทธาของประชาชน เนื่องจากประชาชนเอือมระอาต่อการเมืองเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์ปัจจัยทำให้ชนะ

“ชัยชนะของคุณสง่า ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเพราะตัวคุณสง่า ที่ประกอบธุรกิจพืชไร่ในพื้นที่มาโดยตลอด จนเป็นที่รักของประชาชน จึงทำให้มีฐานคะแนนเดิมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าคะแนนที่ได้มาทั้งหมดจะเป็นฐานคะแนนเก่าของคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และอีกส่วนประมาณ 40% ได้รับคะแนนสงสารคุณทักษิณ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องเข้าไปจำคุกอยู่ในเรือนจำ และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ชนะ คือ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช การนำคนเก่าๆ ที่มีบทบาทในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ” นายจักรภพ กล่าวและว่า

ห่วงโนโหวตประท้วงการเมือง

แต่สำหรับอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ จำนวนบัตรที่กาช่องไม่ประสงค์เลือกบุคคลใดมีจำนวนเกือบหมื่นใบ นายจักรภพ กล่าวว่า ในส่วนนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าคนเบื่อหน่ายการเมือง แต่ตัวเองก็ถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาคิดเนื่องจาก โนโหวต ไม่ได้แปลว่าเขาชอบหรือไม่ชอบทั้งเพื่อไทยและประชาชน และก็มองว่าผู้สมัครทั้ง 2 คนไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของพรรคประชาชนนั้น คนอาจจะผิดหวังที่ไปเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนตัวจึงคิดว่าจะต้องให้ความสำคัญกับหมื่นคะแนนที่ โนโหวต ส่วนตัวมีความรู้สึกลึกๆ ว่า จำนวนที่ โนโหวต อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคะแนนที่ประท้วงระบบการเมือง

ยุ “ทักษิณ”พ้นโทษ ถือธงนำเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ว่า หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีบุคคลในตระกูลชินวัตรเป็นผู้บริหารพรรค สำหรับประเด็นนี้ นายจักรภพมองว่า ตอนนี้คนในครอบครัวชินวัตร ก็คงมองอยู่ว่ามีบุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาช่วยขยายอุดมการณ์ ในการร่วมขับเคลื่อนพรรค ต้องยอมรับว่าในระยะนี้คนคิดถึงนายทักษิณมากพอสมควร เนื่องจากนโยบายหลายอย่างที่นายทักษิณเคยทำไว้ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยมีใครทำได้ที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ และที่สำคัญตนเองคิดว่าหลังจากที่คุณทักษิณพ้นโทษ ควรจะต้องกลับมาอยู่เบื้องหน้าของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังคงเป็นแบรนด์ของพรรคที่สำคัญ เพราะว่ายังคงมีคนที่ชื่นชอบในตัวคุณทักษิณอยู่อีกไม่น้อย และอีกประการเรื่องอายุขัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณทักษิณมีเวลาอีกไม่มากที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนคิดว่าไม่อยากย่ำเท้าอยู่ที่เดิม ประกอบกับคุณทักษิณเองก็คิดว่าจะต้องพัฒนาก้าวไปข้างหน้าทั้ง 2 ส่วนนี้มารวมกันก็จะไปในทิศทางที่ดี และอีกประการหากนายทักษิณมาอยู่เบื้องหน้า ก็จะสามารถทำให้สร้างความมั่นใจให้กับ สส. ที่กำลังคิดว่าจะย้ายพรรค ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ก็อาจจะเป็นได้หลังพ้นโทษ

เบรกอย่ารีบ ต้องเรียนรู้บทเรียน

ส่วนคำถามที่ว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่นายทักษิณจะมีโอกาสมารับโทษนอกเรือนจำ นายจักรภพกล่าวว่า คิดว่าเราไม่ควรรีบร้อนที่จะทำอะไรแบบนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องขังตามปกติ ซึ่งจะพิจารณาจากพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าจะใช้สิทธิ์ทางด้านอายุ อาการป่วย จนถึงขั้นพักโทษนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรีบเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นสิทธิ ก็จะทำให้เกิดความคลางแคลงใจในอนาคต เราต้องเรียนรู้บทเรียนที่จะไม่ไปสร้างความระแวงของประชาชน เหมือนคราวที่ผ่านมา

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

บทวิเคราะห์ของนายจักรภพ เพ็ญแข ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยเน้นย้ำถึงการทำงานหนักของผู้สมัคร การสนับสนุนจากทีมงาน และความต้องการของผู้สมัครที่เข้าถึงประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจจาก “จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย

สิ่งที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของนายจักรภพ คือการมองถึงปัจจัยรอบด้านที่นำไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ทีมงานเบื้องหลัง หรือแม้แต่กระแสความนิยมในอดีตของพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ที่เลือก “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” ซึ่งสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต

ชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก ความเข้าใจในพื้นที่ และการสนับสนุนจากทีมงานที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองในระยะยาว

การวิเคราะห์ของนายจักรภพเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทยและผู้ที่สนใจในการวางกลยุทธ์การเลือกตั้ง

ที่มา – “จักรภพ”เผยชัยชนะ“สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

กกต. ตีตกคำร้อง ทักษิณครอบงำ 6 พรรค

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 พรรคถูกควบคุม ชี้นำ จนขาดอิสระในการตัดสินใจ นอกจากนี้ กกต. ยังไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบ “เท้ง-อิ๊งค์” ว่าถูกคนนอกครอบงำหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคำร้องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ในข้อหาครอบงำพรรคการเมือง ตามคำร้องของกลุ่มบุคคลหลายราย ซึ่งอ้างว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ “ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค” แม้ว่านายทักษิณฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดๆ ก็ตาม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายทักษิณฯ ได้กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคดังกล่าว ยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กกต. ยังได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันอาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฯ ประกอบความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยและทั้ง 6 พรรคการเมืองดังกล่าวกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองขาดอิสระ ตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29

กกต. ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ด้วยเหตุนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงพิจารณายกคำร้อง และไม่รับคำร้องไว้พิจารณากรณีนายสนธิญา สวัสดี ตามข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 6 ราย เรียบร้อยแล้ว

ทำไม กกต. ถึงตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรค?

เหตุผลหลักที่ กกต. ตีตกคำร้อง“ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็คือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ ที่จะบ่งชี้ว่านายทักษิณฯ ได้เข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 จริง และถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

การพิจารณาของ กกต. เป็นไปตามข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นที่การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีมติออกมา ทำให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับ และน่าเชื่อถือ

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: การตีตกคำร้องนี้ อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
  • ข้อสังเกต: การที่ กกต. ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำพรรคการเมือง

การตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ถือเป็นบทสรุปของประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจยังคงเป็นที่ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปในอนาคต

ที่มา – กกต.ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เหตุผลไม่มีหลักฐานว่าถูกควบคุมขาดอิสระ

ผู้ตรวจการฯ ยัน ไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เหตุไม่ตัดสินแทนแพทยสภา ย้ำองค์กรยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใด 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและการมีคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงกรณีอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

แจงยิบ รพ.ตำรวจอ้างข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องจากโรงพยาบาลตำรวจชี้แจงว่า การตรวจวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเคร่งครัด ซึ่งผลการวินิจฉัยของโรคเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นความลับ และเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้น เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ไม่ก้าวล่วงอำนาจแพทยสภา

ดังนั้น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพเป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่แพทย์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การพิจารณาและวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งแตกต่างจากศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยความเห็นของแพทย์และผลการตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาลได้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้น ปรากฏว่าได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1979/2566 และ 2492/2566 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่า เมื่อได้มีผู้ร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้ไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ซึ่งแพทยสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาชีพที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่อาจก้าวล่วงในกรณีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม หากแพทยสภามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นประการใดแล้วเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนทราบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

มอบผู้เกี่ยวข้องทำตามหน้าที่

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า ต่อมา ในระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1978/2566, 2535/2566 และ 2181/2566 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ว่า เมื่อผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ เป็นประการใด หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจต่อไป

แจ้งเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2. นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ/ทัณฑสถาน โรงพยาบาลสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกแห่ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ ตลอดจนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะในเชิงมาตรการบริหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด ดังนี้

(1) ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้รับรองว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ และผู้ต้องขังได้รับการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ขอเสนอให้แก้กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการร่วมตรวจวินิจฉัยและให้ความเห็น

(2) กรณีผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจให้ผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำ เสนอให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำบันทึกการใช้ดุลยพินิจไว้ในระบบของเรือนจำเพื่อการตรวจสอบ หากมีผู้ประสงค์จะขอข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทำความเข้าใจเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ไม่เคยรับรองส่ง “ทักษิณ”รักษาตัวชั้น14 

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า 3. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินทุกเรื่องไม่ปรากฏการรับรองกระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ และมิได้รับรองอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับศาล ดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2

การบังคับโทษเป็นอำนาจของศาล

4. ส่วนประเด็นว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ นั้น เป็นอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า “เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกาจำนวนสามคน มีอำนาจออกหมายหรือคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการบังคับโทษจึงมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด

ชูผลงานเสนอจัดหาแหล่งน้ำดิบ

นายทรงศัก กล่าวเพิ่มว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐแล้ว ปัจจุบัน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินงานหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น “โครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาการขยายเขตประปาในภูมิภาค” ภายใต้ยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายจังหวัดว่าประชาชนยังขาดแคลนน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน ต้องพึ่งพาน้ำบาดาลหรือน้ำบ่อที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และบางพื้นที่ต้องซื้อน้ำในราคาสูง ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ ปัญหาหลักเกิดจากแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอ ทำให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไม่สามารถขยายเขตบริการได้ทั่วถึงเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมุ่งผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การจัดหาแหล่งน้ำดิบที่มั่นคง การยกระดับมาตรฐานการกรองและบำบัดน้ำ การปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และการขยายบริการของ กปภ. เข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดมีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

ผลักดันพัฒนาชีวิตคนไร้บ้าน

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ได้เตรียมผลักดัน “โครงการศึกษาเชิงระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง” (บางอำเภอในนนทบุรีและสมุทรปราการ) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนโยบายและระบบดูแลที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม ปัญหาคนไร้บ้านรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่า มี 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่ยังติดขัดข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่ขาดการบูรณาการและทรัพยากร และปัญหาซับซ้อนจากตัวบุคคลเอง 

เสนอแนวทางดูแลกลุ่มเปราะบาง

ในเวลาเดียวกันยังผลักดันแนวทางบูรณาการการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง คนไทยไร้สิทธิ และแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้กำหนดนิยามกลาง จัดทำยุทธศาสตร์เฉพาะกลุ่ม และตั้งกลไกร่วมจาก 5 ภาคส่วน คือ สำนักงานเขต โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบดูแลครบวงจร มาตรการสำคัญ ได้แก่ การค้นหากลุ่ม

จากกรณีดังกล่าวที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงาน

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

อิ๊งค์ห่วงสุขภาพทักษิณ! เผยเข้มแข็ง ขอบคุณกำลังใจ

“อิ๊งค์ แพทองธาร” เปิดใจหลังเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ผ่านกระจก เผยจิตใจเข้มแข็ง กำลังใจดี ห่วงเรื่องสุขภาพ รับชีวิตครอบครัวมีหลายรสชาติ ตั้งใจกลับมาเยี่ยมอีก คุณพ่อขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา

เมื่อเวลา 10.53 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.พิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประคอง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา อดีตภรรยาของนายทักษิณ ขณะออกจาก เรือนจำกลางคลองเปรม ภายหลังเข้าเยี่ยม นายทักษิณ โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง โดยคุณหญิงพจมาน พยักหน้ารับในคำถามว่า นายทักษิณ กำลังใจดีใช่หรือไม่ ก่อนขึ้นรถออกไป

ขณะที่บรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อทั้ง 3 คน เดินออกมาก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงมายืนให้กำลังใจ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พิณทองทา ได้สวมกอดกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนที่จะพูดขอบคุณ และได้มาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้เจอคุณพ่อประมาณ 30 นาที ตัดผมสั้นแล้ว วันนี้ได้เยี่ยมผ่านกระจก แต่ไม่ได้สัมผัส มีการพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณพ่อ ซึ่งผู้คุมเล่าให้ฟังว่ามีประชาชนมาทานก๋วยเตี๋ยวแถวนี้ได้มาให้กำลังใจคุณพ่อบอกว่ามาทานพร้อมท่าน ซึ่งคุณพ่อก็ได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา

ทั้งนี้ ทางครอบครัวก็เป็นห่วงเรื่องสุขภาพเพราะว่าคุณพ่อเป็นความดัน และมีความเครียดบ้าง ความดันจึงขึ้นๆ ลงๆ แต่คุณพ่อก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งเข้มแข็งกว่าพวกเราอีก พร้อมกับให้กำลังใจพวกเราด้วย ซึ่งเวลาที่พวกเราไปที่ไหนก็ได้รับกำลังใจตลอด พวกเราเองก็ขอบคุณมากๆ ที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้เจอกันมา 17 ปี รอบนี้ก็มาเจอกันผ่านกระจก ชีวิตครอบครัวของเราก็มีหลายรสชาติ ก็ได้ให้กำลังใจกันไปในทุกๆ เรื่อง

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุต่อไปว่า ส่วนเรื่องการช่วยงานภายในเรือนจำ ตอนนี้เพิ่งผ่านช่วงกักตัวมา 5 วัน ก็ยังไม่มี เห็นผู้ต้องขังอื่นๆ ที่อายุน้อยบอกว่าคุณพ่อมีประสบการณ์เนื่องจากว่าอายุ 76 ปีแล้ว มีประสบการณ์ที่สามารถแชร์ได้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอย่างเดียว แต่จะมีเรื่องมุมมองต่างๆ ด้วย เนื่องจากว่าคุณพ่อชอบเป็นอาจารย์ ชอบอ่านหนังสือ

สำหรับเรื่องของการบริหารโทษเนื่องจาก นายทักษิณ อยู่ในเกณฑ์ผู้สูงอายุ มีการยื่นเพื่อขอพิจารณากับทางเรือนจำหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ทนายความเป็นตอบ จะได้ถูกต้องตามกฎระเบียบต่างๆ ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ ทางคุณพ่อก็ไม่ได้บอกอะไรมาก เพียงแค่ว่าดีใจด้วย ขณะที่ตนเองได้พูดคุยกับทางผู้สมัคร สส.เชียงราย เรียบร้อยแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.แพทองธาร เผยว่า คุณพ่อไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะมาเยี่ยมอีกหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “แน่นอนค่ะ”

อิ๊งค์ห่วงสุขภาพ “ทักษิณ” เผยเข้มแข็ง ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ขอบคุณกำลังใจ

“อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” เข้มแข็ง ขอบคุณกำลังใจ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัวชินวัตร และกำลังใจที่ประชาชนมีให้ต่อนายทักษิณ การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ล่าสุด และรับรู้ถึงความเข้มแข็งของนายทักษิณ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การที่นายทักษิณได้รับกำลังใจจากประชาชนและคนใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนซึ่งกันและกันในยามที่ต้องการ

ครอบครัวชินวัตรยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและกำลังใจของนายทักษิณจึงเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ และติดตามอย่างใกล้ชิด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยังได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ประชาชนมอบให้ นายทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชน

การเข้าเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความเข้มแข็งของครอบครัว และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่นที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ การที่ครอบครัวยังคงให้กำลังใจ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเผชิญกับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

การที่ อิ๊งค์ห่วงสุขภาพ “ทักษิณ” เผยเข้มแข็ง ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ขอบคุณกำลังใจ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนในครอบครัว และความสำคัญของกำลังใจจากประชาชนที่มีต่อนักการเมืองที่อยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ที่มา – “อิ๊งค์” ห่วงสุขภาพ “ทักษิณ” เผยเข้มแข็ง ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ขอบคุณกำลังใจ

Scroll to top