ทักษิณ ชินวัตร

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วย เช่น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ก่อนการเดินทาง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทินเกี่ยวกับกรณีที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ตีกลับการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมายังกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่รับทราบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นการขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ซึ่งครั้งแรกได้รับการพิจารณาแต่ครั้งที่ 2 กลับถูกตีกลับจาก สลค. ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการทางกฎหมายและการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ การที่นายอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านและมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบเรื่องนี้ อาจสะท้อนถึงการสื่อสารภายในรัฐบาลที่ยังไม่โปร่งใส หรืออาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง

ผลกระทบจากการตีกลับขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ”

การตีกลับครั้งนี้ส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมต้องปรับปรุงเอกสารและยื่นใหม่ ซึ่งอาจล่าช้ากระบวนการทั้งหมด นายทักษิณ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในคดีต่างๆ มานาน ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้พ้นโทษ แต่การยื่นรอบ 2 นี้คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีอื่นๆ ที่ยังค้างคา ประชาชนจำนวนไม่น้อยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในฐานะพ่อของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ การเดินทางลงพื้นที่สุรินทร์ของนายอนุทินครั้งนี้ ยังรวมถึงการหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจในภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย การที่นายอนุทินเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นต่อประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 อาจช่วยให้เขาโฟกัสกับภารกิจหลักได้มากขึ้น โดยไม่ถูกดึงเข้าสู่การเมืองระดับชาติในทันที

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เรื่องนี้ยังคงเป็นจุดถกเถียงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากการยื่นขออภัยโทษล่าช้า อาจนำไปสู่การประท้วงหรือกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลจึงควรเร่งเคลียร์ประเด็นนี้ให้ชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

  • สาเหตุที่ สลค. ตีกลับ: เอกสารไม่ครบถ้วนหรือขั้นตอนไม่ถูกต้อง
  • บทบาทของกระทรวงยุติธรรม: ต้องรับผิดชอบในการปรับแก้
  • ผลต่อนายทักษิณ: ยังคงถูกคุมขังหรือรอพิจารณาต่อไป
  • ปฏิกิริยาของรัฐบาล: ยังเงียบงันในเรื่องนี้

ปัญหาความไม่สงบในสุรินทร์ที่นายอนุทินลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนและปัญหาชายขอบ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ไทยรักไทย” ที่เน้นการพัฒนาชนบท

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 นี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบยุติธรรมไทยที่ยังต้องปรับปรุง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ทักษิณ ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ กระทรวงยุติธรรม

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยล่าสุดมีข่าวว่า “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณาใหม่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองธรรมดา แต่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมและการเมืองที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

ทักษิณ ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ กระทรวงยุติธรรม

วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับกรณีที่นายทักษิณได้ยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่สอง หลังจากรอบแรกไม่เป็นผล รมว.ยุติธรรมคนใหม่ได้เปิดเผยว่ากรณี “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 นั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมแล้ว เพื่อให้มีการพิจารณาข้อกฎหมายใหม่ โดยได้มอบหมายให้ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาช่วยตรวจสอบและประมวลผล

กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนเดิมได้เสนอเรื่องไปยัง สลค. แต่ตอนนี้เรื่องถูกส่งกลับมาให้คนใหม่ เพื่อให้มีความเห็นส่วนตัวก่อนเสนอกลับไปใหม่ รมว.รุทธพล ระบุว่า จะให้เวลาคณะกรรมการ 3 วัน คาดว่าจะสรุปได้ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม หรือจันทร์ที่ 6 ตุลาคม จากนั้นจึงนำเสนอ สลค. อีกครั้ง เหตุผลหลักคือ เพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดกระบวนการขออภัยโทษของทักษิณ

การยื่นขออภัยโทษของนายทักษิณครั้งนี้ถือเป็นรอบที่สอง หลังจากรอบแรกที่ยื่นไปยังพระบรมมหาราชวังผ่าน สลค. ไม่ได้รับการอนุมัติ กรณีนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่นายทักษิณถูกตัดสินจำคุก โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นคดีเก่าที่สร้างความฮือฮาในสังคมไทยมานาน กระทรวงยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบว่าการขออภัยโทษนี้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2528 หรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ สลค. ส่งเรื่องกลับกระทรวงยุติธรรม แสดงให้เห็นว่ามีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขของผู้ต้องขัง การมีพฤติกรรมที่ดี และเหตุผลที่สมควรได้รับอภัยโทษ นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องรีเซ็ตกระบวนการใหม่

  • การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อกฎหมาย
  • กำหนดเวลา 3 วันในการสรุปผล
  • เสนอเรื่องกลับ สลค. หลังจาก รมว.ยุติธรรมพิจารณา
  • เหตุผลหลัก: เพื่อความโปร่งใสและถูกต้อง

นอกจากประเด็นหลักแล้ว กรณีนี้ยังจุดประกายให้สังคมไทยถกเถียงกันถึงความยุติธรรมในระบบกฎหมาย โดยเฉพาะสำหรับบุคคลสำคัญทางการเมือง ผู้สนับสนุนนายทักษิณมองว่านี่เป็นโอกาสให้เขาได้กลับสู่สังคมอย่างสงบสุข ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกังวลว่าจะเป็นการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง

ในแง่กว้างขึ้น การขออภัยโทษไม่ใช่เรื่องแปลกในไทย แต่สำหรับคดีของทักษิณ มันเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของเขา ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ หากคณะกรรมการสรุปว่าสามารถขอได้ อาจนำไปสู่การพิจารณาจากพระบรมมหาราชวังในที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมต้องยึดหลักกฎหมายเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบยุติธรรมไทยในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองไทยเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ “กระทรวงยุติธรรม”

เด้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ช่วยราชการ

เด้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ช่วยราชการกรณีทักษิณ ชั้น 14

ในวงการราชการไทย โดยเฉพาะฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กำลังมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก นั่นคือคำสั่งเด้ง “พล.ต.ท.ทวีศิลป์” แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สตช. กรณีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่รักษาตัวอยู่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ คำสั่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าที่กำลังร้อนระอุเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์และจริยธรรมวิชาชีพ

เด้ง “พล.ต.ท.ทวีศิลป์” แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ช่วยราชการ กรณี “ทักษิณ” ชั้น 14

ตามรายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีหนังสือคำสั่งที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ พลตำรวจโท ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่ (สบ.8) ของโรงพยาบาลตำรวจ ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิมทันที คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

สาเหตุหลักมาจากมติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่มีมติลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 หากฝ่าฝืนโดยยังประกอบวิชาชีพเวชกรรม จะถือเป็นความผิดตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 นอกจากนี้ สตช. ยังมีคำสั่งที่ 371/2568 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่

เหตุผลเบื้องหลังการเด้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์

การพักใบอนุญาตนี้ถือเป็นมาตรการระงับชั่วคราวที่ทำให้ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ชั่วคราว ประกอบกับการสืบสวนที่กำลังดำเนินการ จึงก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการประพฤติผิดต่อหน้าที่ หากยังให้ปฏิบัติราชการในโรงพยาบาลตำรวจต่อไป อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อราชการได้ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม สตช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 63 และ 105 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบระเบียบว่าด้วยการช่วยราชการภายใน สตช. พ.ศ. 2566 สั่งย้ายไปช่วยราชการดังกล่าว โดยยกเว้นหลักเกณฑ์สิ้นสุดการช่วยราชการตามข้อ 11 ของระเบียบ

ในช่วงนี้ พลตำรวจโท ไพบูลย์ เจียมอนุกลูกิจ นายแพทย์ (สบ.8) โรงพยาบาลตำรวจ จะเข้ามารักษาราชการแทนตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเช่นกัน คำสั่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การสืบสวนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

ประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับ “ทักษิณ” ชั้น 14

กรณีนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นหัวใจของดราม่า นายทักษิณเดินทางกลับไทยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่กลับถูกจับกุมและส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนได้รับการประกันตัวและเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ มีข้อกล่าวหาว่า พล.ต.ท.ทวีศิลป์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจทางการแพทย์ที่ผิดจริยธรรม โดยเฉพาะการอนุญาตให้รักษาในห้องพิเศษชั้น 14 ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้ป่วย VIP

  • ข้อกล่าวหาหลัก: การละเมิดจรรยาบรรณแพทย์ โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ต้องหาคดีอาญา
  • ผลกระทบ: สร้างความไม่เป็นธรรมต่อระบบราชการและประชาชนทั่วไป
  • การสืบสวน: คณะกรรมการแพทยสภาและ สตช. กำลังตรวจสอบเพื่อหาความจริง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อชื่อเสียงของ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบการแพทย์ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลตำรวจที่ดูแลบุคลากรตำรวจและบุคคลสำคัญ การเด้งช่วยราชการครั้งนี้ถือเป็นมาตรการป้องกันเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบัน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการรักษาผู้ต้องหาคนดัง ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่าทำไมจึงมีห้องชั้น 14 ที่ดูเหมือนเป็นสิทธิพิเศษ และการตัดสินใจของแพทย์ใหญ่มีส่วนอย่างไรบ้าง ข้อมูลจากสื่อเผยว่าการสืบสวนอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงกว่านี้ หากพบความผิดจริง

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เรามาดูพัฒนาการของกรณีนี้ตั้งแต่ต้น นายทักษิณถูกกล่าวหาคดีหลายคดี รวมถึงคดีหมิ่นเบื้องสูงและยักยอกทรัพย์ สนามบิน แต่ได้รับการอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 หลังจากนั้นจึงเข้ารักษาตัว การที่ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ถูกพักใบประกอบวิชาชีพ สะท้อนว่าการกระทำอาจขัดต่อหลักจริยธรรมแพทย์ที่ต้องเท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการแพทย์ กรณีเด้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎระเบียบ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการรักษาที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะสถานะใด หากคุณสนใจประเด็นนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

สุดท้าย การดำเนินคดีและสืบสวนครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการทุกคนในการรักษามาตรฐานจริยธรรม หากพบความผิดพลาด ควรยอมรับและแก้ไขทันที เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

ที่มา – เด้ง “พล.ต.ท.ทวีศิลป์” แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ช่วยราชการ กรณี “ทักษิณ” ชั้น 14

ทนายยืนยัน ทักษิณ ยื่นขออภัยโทษครั้งที่ 2

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษครั้งที่ 2 ชี้เป็นสิทธิของผู้ต้องขังเด็ดขาด

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษครั้งที่ 2 ชี้เป็นสิทธิของผู้ต้องขังเด็ดขาด เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 จากนั้นเพียงวันถัดมา นายทักษิณก็ได้ยื่นคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษต่อกระทรวงยุติธรรมทันที

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษครั้งที่ 2 ชี้เป็นสิทธิของผู้ต้องขังเด็ดขาด

จากข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ระบุว่าการยื่นขออภัยโทษครั้งนี้เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขังเด็ดขาดทุกคน ไม่ใช่เรื่องพิเศษสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง โดยกระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ทนายวิญญัติได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน 2568 และยืนยันว่าคำร้องดังกล่าวได้ถูกยื่นไปจริง รวมถึงเป็นครั้งที่ 2 แล้วด้วย

การขออภัยโทษเฉพาะรายนี้ ถือเป็นกระบวนการปกติที่ผู้ต้องขังสามารถยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษได้ โดยไม่ต้องรอคอยการพิจารณาแบบหมู่ ทนายวิญญัติชี้แจงเพิ่มเติมว่าครั้งนี้ใช้เวลาดำเนินการนานกว่าครั้งแรกที่ใช้เพียง 6 วัน ปัจจุบันกระบวนการเอกสารและการทำความเห็นใช้เวลาประมาณ 14 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและไม่เร่งรีบในขั้นตอน

ขั้นตอนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ

เพื่อให้เข้าใจกระบวนการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขั้นตอนการยื่นขออภัยโทษเฉพาะรายมีดังนี้:

  • ยื่นคำร้อง: ผู้ต้องขังเด็ดขาดหรือญาติ เช่น บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร สามารถยื่นเรื่องผ่านเรือนจำหรือทัณฑสถาน
  • การสอบสวนเบื้องต้น: เรือนจำจะทำการสอบสวน รวบรวมเอกสาร และส่งต่อไปยังกรมราชทัณฑ์
  • การประมวลข้อเท็จจริง: กรมราชทัณฑ์จะสรุปข้อเท็จจริงเพื่อประกอบความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ความเห็นจะถูกส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นไปยังสำนักงานองคมนตรี
  • ผลฎีกา: เมื่อมีผลพระราชกฤษฎีกา จะแจ้งกลับมายังเรือนจำเพื่อดำเนินการต่อไป

กระบวนการทั้งหมดนี้เน้นความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจและพระเมตตาของพระองค์ท่าน ซึ่งไม่มีใครสามารถก้าวล่วงได้ ทนายวิญญัติยังย้ำว่าการยื่นครั้งที่ 2 สามารถทำได้ตามสิทธิ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือในสังคมเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายทักษิณหลังเข้าอยู่ในเรือนจำ แต่จากข้อมูลที่ได้รับการยืนยัน ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบปกติ ผู้ต้องขังเด็ดขาดมีสิทธิยื่นขออภัยโทษได้ตลอดเวลา หากมีคุณสมบัติครบถ้วน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนให้เห็นถึงระบบยุติธรรมไทยที่ให้โอกาสแก่ผู้ต้องโทษในการขอพิจารณาความเมตตา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การขออภัยโทษเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่สำนึกผิดได้กลับสู่สังคม หากนายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษ อาจส่งผลกระทบต่อกระแสการเมืองในไทยในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลเท็จที่อาจทำให้เข้าใจผิด หากคุณสนใจเรื่องกฎหมายและสิทธิผู้ต้องขัง แนะนำให้ศึกษากฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความรู้รอบด้าน

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวของนายทักษิณครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าสิทธิพื้นฐานในระบบยุติธรรมยังคงมีอยู่ และหวังว่าจะนำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริงสำหรับทุกคน

ที่มา – ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษครั้งที่ 2 ชี้เป็นสิทธิของผู้ต้องขังเด็ดขาด

“พินทองทา” พร้อมสามี เยี่ยม “ทักษิณ” เสื้อแดงรอให้กำลังใจ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 บรรยากาศหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมคึกคักไปด้วยผู้สื่อข่าวและมวลชนที่มารอติดตามเหตุการณ์สำคัญ โดยเฉพาะการเข้าเยี่ยมของ “พินทองทา” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” มวลชนเสื้อแดงมาปักหลักรอให้กำลังใจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ

“พินทองทา” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” มวลชนเสื้อแดงมาปักหลักรอให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างพากันมารอหน้าศูนย์บริการเยี่ยมญาติของเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของครอบครัวชินวัตร โดยวันนี้ น.ส.พินทองทา ชินวัตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวแทนครอบครัวที่เดินทางมาเยี่ยมพ่อ

ข่าวลือเรื่องการยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด ผู้สื่อข่าวต่างรอสัมภาษณ์เพื่อเคลียร์ประเด็นนี้ ขณะที่มวลชนเสื้อแดงจากจังหวัดสิงห์บุรีและนนทบุรีเดินทางมาร่วมให้กำลังใจอย่างคึกคัก พวกเขาปักหลักรอตั้งแต่เช้า สร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวชินวัตร

เวลา 11.00 น. น.ส.พินทองทาและนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของเธอ เดินทางมาถึงเรือนจำ ท่ามกลางเสียงตะโกน “เรารักทักษิณ” ที่ดังกึกก้องจากกลุ่มเสื้อแดง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ รอต้อนรับและพาครอบครัวเข้าไปด้านใน ระหว่างทาง ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงเรื่องยื่นขออภัยโทษ แต่น.ส.พินทองทายิ้มรับโดยไม่ตอบคำถาม

รายละเอียดการเยี่ยมและสุขภาพของนายทักษิณ

การเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนที่น.ส.พินทองทาและสามีจะเดินออกมา เมื่อผู้สื่อข่าวถามซ้ำเรื่องขออภัยโทษ เธอรีบขึ้นรถโดยไม่ตอบ ขณะที่นายณัฐพงศ์ก็ยิ้มให้แทนคำตอบเมื่อถูกถามถึงการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย

นายวิญญัติให้สัมภาษณ์ว่า สุขภาพของนายทักษิณดีขึ้น หน้าตาสดใส แม้ยังมีอาการป่วยเรื่องความดันและระบบหัวใจ แต่เขาพยายามปรับตัวและรักษาตัวเองในเรือนจำ กิจวัตรประจำวันยังปกติ โดยเฉพาะปัญหากระดูกต้นคอที่ต้องระวังเพราะอาจทับเส้นประสาท แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ แพทย์ในเรือนจำตรวจสุขภาพเป็นประจำ และนายทักษิณอยู่ในแดนพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ

ส่วนการเยี่ยมญาติ มีทั้งแบบเห็นหน้าค่าตาและทางไลน์ ซึ่งครอบครัวเลือกแบบเห็นหน้ากันเพื่อให้กำลังใจ นายวิญญัติเชื่อว่าถ้ามีกิจกรรมเยี่ยมใกล้ชิด นายทักษิณก็จะได้รับสิทธิ์ตามปกติ การสนทนาระหว่างทนายและนายทักษิณเป็นเรื่องทั่วไป เช่น ความห่วงใยต่าง ๆ และขอบคุณมวลชนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ โดยนายทักษิณขอให้ทุกคนสงบเรียบร้อยเพราะเป็นสถานที่ราชการ

เมื่อถูกถามถึงผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 นายวิญญัติปฏิเสธไม่ตอบประเด็นการเมือง และยืนยันว่าการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องขังทุกคน กระบวนการใช้เวลานานกว่าเดิม ราว 14 วัน เพื่อทำความเห็นเอกสาร โดยเป็นพระราชอำนาจที่ไม่อาจก้าวล่วง

  • สุขภาพนายทักษิณ: ดีขึ้นแต่ต้องระวังความดันและกระดูกต้นคอ
  • การเยี่ยมญาติ: เน้นแบบเห็นหน้ากันเพื่อกำลังใจ
  • มวลชนเสื้อแดง: มาร่วมให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง
  • ประเด็นอภัยโทษ: ยื่นครั้งที่ 2 ตามกระบวนการปกติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างครอบครัวชินวัตรและฐานเสียงที่เหนียวแน่น แม้จะมีประเด็นการเมืองร้อนแรง แต่ครอบครัวยังคงเงียบขรึมและมุ่งเน้นเรื่องส่วนตัว

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจสถานการณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “พินทองทา” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” มวลชนเสื้อแดงมาปักหลักรอให้กำลังใจ

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส. นางสาวภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ทายาทการเมืองของ ส.ส. อมรเทพ สมหมาย ที่มาจากลูกหลานชาวขุนหาญ-ภูสิงห์แท้ๆ พี่น้องประชาชนมาร่วมให้กำลังใจอย่างหนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยยังคงมีในใจของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค

การลงพื้นที่หาเสียงและคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่มาเยือนอำเภอภูสิงห์ ครั้งแรกมาในฐานะรัฐบาล แต่ตอนนี้ถูก “วิ่งราว” ไปเสียแล้ว เอางูเห่าไปด้วย จนกลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกัน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อภูริกา เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง เขายังเน้นย้ำถึงผลงานในอดีตของพรรคที่ช่วยยกระดับชีวิตคนยากจน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่เรียกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก นายณัฐวุฒิ ฝากให้ประชาชนช่วย “แตะเบรก” รัฐบาลนี้ โดยการเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2568 จะเป็นโอกาสให้คนศรีสะเกษส่งสัญญาณชัดเจน ว่าสังคมไทยจะไม่ยอมให้ใครยึดทุกอย่างได้หมด จะไม่ปล่อยให้น้ำเงินครองทุกสีสันของการเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง: ความหวังและความมุ่งมั่น

หนึ่งในประเด็นที่นายณัฐวุฒิพูดถึงคือ การถูกจับกุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จากคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะ “ล้มบนตักประชาชน” เขายังเล่าว่า ได้ส่งข่าวไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อเล่าให้ท่านทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญยังไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คงหายจนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมแพ้ และ เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างแน่นอน เราจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนำความเจริญกลับมาสู่ประชาชน

การหาเสียงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อม แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการยืนหยัดเพื่อประชาชน จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนจนลุกขึ้นยืนได้ ในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหา โอกาสของเพื่อไทยในการกลับมาครองอำนาจดูสดใสยิ่งขึ้น

  • ผลงานที่ผ่านมา: ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: ช่วยเหลือคนยากจนและผู้มีรายได้น้อย
  • ความศรัทธาจากประชาชน: ยังคงเหนียวแน่นแม้เผชิญอุปสรรค

ประชาชนในพื้นที่แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก บางคนเล่าว่าชีวิตดีขึ้นจริงจากนโยบายเพื่อไทย และหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน และเพื่อไทยพร้อมนำทางไปสู่ความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่เราจะทำให้สำเร็จร่วมกัน คุณคิดอย่างไร? มาร่วมแสดงความเห็นและสนับสนุนพรรคที่ใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริงในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

อิ๊งค์-สามี เยี่ยมทักษิณ เผยช่วยคุมลอกท่อ

“อิ๊งค์-สามี” เข้าเยี่ยมทักษิณ เผยสุขภาพโอเค แย้ม ผบ.เรือนจำ จะให้คุณพ่อไปช่วยคุมงานลอกท่อ ส่วนหลังจากนี้หลาน ๆ อาจเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลไลน์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และส่วนของศูนย์บริการเยี่ยมญาติ ซึ่งวันนี้ถือเป็นครั้งที่สี่สำหรับการเยี่ยมญาติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยผู้สื่อข่าวหลากหลายสำนักยังคงปักหลักติดตามรายงานความเคลื่อนไหว เนื่องจากในการเยี่ยมครั้งที่สาม เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณด้วยตัวเอง เนื่องด้วยติดภารกิจ แต่มีนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว เป็นตัวแทนไปเยี่ยม

โดยวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ในเวลาประมาณ 08.40 น. ส่วนบริเวณริมถนนด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีมวลชนคนเสื้อแดงเปิดลำโพงเครื่องขยายเสียงโดยเป็นบทเพลงการขับร้องของนายทักษิณ เพื่อคอยส่งเสียงกำลังใจให้รับรู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ทอดทิ้ง

ซึ่ง น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เดินเข้าหาคนเสื้อแดงพร้อมยกมือไหว้ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวขอบคุณคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ และบอกสั้น ๆ ว่า ตนมาเยี่ยมได้แค่วันจันทร์และวันพฤหัสบดีเท่านั้น เยี่ยมได้สองวันต่อสัปดาห์ เนื่องจากคนเสื้อแดงแจ้งต่อ น.ส.แพทองธาร ว่า อยากให้มาเยี่ยมนายทักษิณบ่อย ๆ พร้อมกล่าวแซวว่า ”เสียงเพลงข้างนอกดังอยู่นะ“ และระหว่างจะเดินเข้าเรือนจำฯ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ”วันนี้หลาน ๆ ได้ฝากจดหมายมาถึงตาตาบ้างหรือไม่” ซึ่ง น.ส.แพทองธาร กล่าวตอบว่า “วันนี้ไม่มีค่ะ เดี๋ยวเขาจะมีอนุญาตให้เยี่ยมผ่านไลน์ได้ วิดีโอคอลไลน์ ซึ่งเขาจะมีเวลาให้ อย่างไรเดี๋ยวต้องถามทนาย” 

หลังใช้เวลาเข้าเยี่ยมประมาณ 1 ชม. น.ส.แพทองธาร และสามี ออกมาพบกับพี่น้องคนเสื้อแดงจากจ.สิงห์บุรี และให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ถึงสุขภาพนายทักษิณ ว่า “สุขภาพโอเคค่ะ และ ผบ.เรือนจำฯ บอกว่าเดี๋ยวจะให้คุณพ่อไปช่วยคุมการลอกท่อ” ก่อนเดินทางกลับ

อิ๊งค์-สามี เยี่ยมทักษิณ เผยช่วยคุมลอกท่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้ (25 กันยายน) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ พร้อมด้วยสามี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยภายหลังการเยี่ยม น.ส.แพทองธารได้ให้สัมภาษณ์ถึงสุขภาพของนายทักษิณว่ายังคงโอเคดี และมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้บัญชาการเรือนจำได้มอบหมายให้นายทักษิณ ไปช่วยคุมงานลอกท่อภายในเรือนจำอีกด้วย

รายละเอียดการเยี่ยมและประเด็นที่น่าสนใจ

การเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในการเยี่ยมครั้งก่อน น.ส.แพทองธารไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง

นอกจากเรื่องสุขภาพและการมอบหมายงานลอกท่อแล้ว น.ส.แพทองธารยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่หลานๆ จะได้มีโอกาสเยี่ยมคุณตาผ่านวิดีโอคอลไลน์ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ยังต้องรอการปรึกษาหารือกับทนายความอีกครั้ง

มวลชนให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม น.ส.แพทองธารและสามีได้ทักทายและขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ โดยมีการพูดคุยถึงความถี่ในการเข้าเยี่ยม ซึ่งขณะนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2 วัน คือวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

โดยสรุปแล้ว ข่าวการเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ สุขภาพที่ยังดีอยู่ การได้รับมอบหมายงานช่วยคุมลอกท่อ และความเป็นไปได้ในการเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลสำหรับหลานๆ

ทำไมเรื่องการลอกท่อถึงเป็นประเด็น?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับมอบหมายให้ช่วยคุมงานลอกท่อภายในเรือนจำ อาจมองได้หลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือแม้แต่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็สร้างความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะดูแปลกใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นายทักษิณยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำได้เป็นอย่างดี และหวังว่าการเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลจะช่วยให้หลานๆ ได้ใกล้ชิดกับคุณตามากยิ่งขึ้น

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับนายทักษิณ และบทบาทในการช่วยคุมงานลอกท่อนี้จะดำเนินไปอย่างไร คงต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์-สามี” เข้าเยี่ยมทักษิณ เผยพ่อถูกมอบหมาย ไปช่วยคุมงานลอกท่อ

Scroll to top