ทักษิณ ชินวัตร

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่คลองเปรม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คือการที่ครอบครัวได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 ภายใต้ระเบียบและข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ การเยี่ยมครั้งนี้ถือเป็นที่จับตามองของสังคมและสื่อมวลชน

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของนายทักษิณ พร้อมด้วยบุตรสาวทั้งสองคน คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นอกจากนี้ยังมีทีมทนายความ นำโดยทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ร่วมเดินทางไปด้วย

ทางกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมความพร้อมของเรือนจำกลางคลองเปรมสำหรับการเยี่ยมญาติในครั้งนี้ โดยเป็นการเยี่ยมผ่านกระจก และมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อแนะนำระเบียบและข้อห้ามต่างๆ การเยี่ยมในครั้งแรกนี้ ทางเรือนจำได้อนุโลมให้เวลา 1 ชั่วโมง แต่สำหรับการเยี่ยมครั้งต่อไป จะจำกัดเวลาที่ 30 นาทีต่อครั้ง และอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้พร้อมกัน 3-4 คน

รายละเอียดการเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก

  • ผู้เข้าเยี่ยม: คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร, นางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และทีมทนายความ
  • สถานที่: เรือนจำกลางคลองเปรม
  • ลักษณะการเยี่ยม: เยี่ยมผ่านกระจก
  • ระยะเวลา: 1 ชั่วโมง (ครั้งแรก), 30 นาที (ครั้งต่อไป)
  • จำนวนผู้เยี่ยม: 3-4 คนต่อครั้ง

การเดินทางมาเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ของครอบครัวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อนายทักษิณ แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะของผู้ต้องโทษ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และความรักความผูกพันที่ยังคงอยู่ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

ที่มา – ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว ทำใจได้ อยู่แดนพยาบาล

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล! อธิบดีราชทัณฑ์ เผยล่าสุด “ท่านทำใจได้แล้ว” อ่านหนังสือ ดูทีวีคลายเครียด พร้อมยืนยันการเยี่ยมญาติวันนี้เป็นไปตามระเบียบ ไม่มี VVIP แน่นอน

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี และเมื่อวานนี้ครบ 5 วันที่ต้องกักโรคโควิด-19 ตามระเบียบของราชทัณฑ์แล้ว

พ.ต.ท.เชน ให้ข้อมูลว่า การเข้าเยี่ยมนายทักษิณวันนี้ ถือเป็นวันแรก และทางเรือนจำฯ ยึดตามระเบียบการเยี่ยมญาติอย่างเข้มงวด ไม่มีการเยี่ยมแบบ VVIP ครอบครัวของนายทักษิณต้องเข้าเยี่ยมเหมือนญาติผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ทั่วไป ซึ่งจะต้องเดินต่อแถวเรียงหนึ่ง ก่อนเข้าห้องเยี่ยม พร้อมพูดคุยผ่านกระจกใส ใช้โทรศัพท์พูดคุยสื่อสาร และญาติสามารถเข้าไปได้พร้อมกันทั้งหมด

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสำหรับการคุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และได้กักโรคโควิด-19 ครบ 5 วันตามระเบียบตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว

โดยล่าสุดทางเรือนจำฯ ได้ให้นายทักษิณไปอยู่ที่ “แดนพยาบาล” ซึ่งรวมนักโทษผู้สูงอายุ พร้อมตัดผมแล้วตามระเบียบ ยังไม่ได้เริ่มให้ช่วยงานอะไร เพราะให้พักผ่อน คลายความเครียดก่อน

ส่วนสภาพจิตใจเบื้องต้นของนายทักษิณ เท่าที่สังเกตอาการ “ท่านทำใจได้แล้ว มียาโรคประจำตัวรับประทานตลอด อ่านหนังสือ และดูทีวีคลายเครียด“ โดยวันนี้จะมีญาติและครอบครัวชินวัตรเดินทางมาเยี่ยมเป็นครั้งแรก เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 10.00 น. ทางครอบครัวชินวัตร จะเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นอกจากทนายความส่วนตัวแล้ว ยังมีคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาว, ลูกเขย และบรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ

ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี พร้อมทีมทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงที่เรือนจำกลางคลองเปรม และเข้าติดต่อเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ที่บริเวณศูนย์บริการร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง เพื่อยื่นคำร้องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ตามระเบียบของเรือนจำ หลังจากครบกำหนดการกักโรคและสามารถเข้าเยี่ยมได้

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.42 น. คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา, พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาว เดินทางมาเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีทนายความมายืนรอรับที่ทางเข้าเรือนจำ.

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม หลายคนอยากทราบความเป็นอยู่ของท่านหลังต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว จริงหรือไม่?

ตามรายงานล่าสุด “ทักษิณ” ตัดผมแล้ว และปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำได้ดี โดยย้ายไปอยู่แดนพยาบาล อ่านหนังสือ ดูทีวีคลายเครียด

การที่นายทักษิณสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางจิตใจของท่าน อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล อธิบดีราชทัณฑ์ บอก “ท่านทำใจได้แล้ว”

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้


ทักษิณ ชินวัตร” กักโรคครบ 5 วัน เตรียมเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมในวันที่ 15 ก.ย. นี้ อาการโดยรวมดีขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ โดยเบื้องต้นจะพักอยู่ในเเดนผู้สูงอายุก่อนเพื่อรอการจัดเเบ่งเเดน

วันที่ 14 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสู่กระบวนการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเเดนเเรกรับของเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะสิ้นสุดการกักโรคในวันที่ 13 กันยายน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเยี่ยมญาติในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน

ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการดูแลกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเยี่ยมผู้ต้องขังไว้ดังนี้

  1. บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง โดยต้องเเสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดยราชการที่มีรูปถ่าย เเก่เจ้าพนักงานเรือนจำ เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้มาติดต่อเป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผู้ต้องขัง ธุระ หรือประโยชน์ในการเข้าเยี่ยม
  2. การเยี่ยมหรือติดต่อ จะอนุญาตเฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้น
  3. การเยี่ยมหรือติดต่อต้องเป็นไปตามวันเเละเวลาที่เรือนจำกำหนด หากมีเหตุพิเศษที่จำเป็นต้องพบผู้ต้องขัง นอกเหนือจากเวลาที่กำหนด จะต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ เเต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่ผู้ต้องขังอยู่ในห้องขัง เว้นเเต่ผู้บัญชาการเรือนจำจะเห็นสมควร

ระเบียบดังกล่าวยังระบุอีกว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความมั่นคงของเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ผู้ต้องขัง เเจ้งรายชื่อบุคคลภายนอก ที่จะเข้ามาพบหรือติดต่อภายในเรือนจำล่วงหน้า โดยรายชื่อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกิน 10 คน หากต้องการเเก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องเเจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือนจำสามารถพิจารณาอนุญาต ให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้เเจ้งไว้ เข้าเยี่ยมหรือติดต่อได้

ในการเข้าเยี่ยมเเต่ละครั้ง จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน เป็นเวลา 30-40 นาที เเละ 1 คน สามารถเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ญาติจะต้องเเสดงบัตรที่ออกโดยทางราชการ ต่อเจ้าพนักงานเรือนจำทุกครั้ง โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้

  • บุคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม จะต้องอยู่ในบริเวณที่เรือนจำกำหนด
  • ห้ามนำสิ่งของใด ๆ เข้ามาหรือนำออกจากเรือนจำ หรือส่งมอบให้เเก่ผู้ต้องขัง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ห้ามใช้โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ในขณะเยี่ยม
  • ห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้เเก่ผู้ต้องขัง

สำหรับรอบการเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แบ่งเป็นรอบเช้าเเละรอบบ่าย โดยรอบเช้ามี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 08:30-11:00 น. เเละรอบบ่ายมี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 12:00-14:30 น.

ในการเยี่ยมญาติของนายทักษิณ ทางราชทัณฑ์คาดว่า จะมีกลุ่มครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งในเเละต่างประเทศ ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางเเผนบริหารจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บัญชาการเรือนจำฯ ตามความเหมาะสม

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 5 วัน ของการกักตัวเฝ้าระวังโรค อาการโดยรวมของนายทักษิณดีขึ้น ความดันโลหิตที่สูงก่อนหน้านี้ ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเเยกแดน จะเป็นไปตามวงรอบของเเต่ละเรือนจำ ซึ่งทราบว่าเรือนจำจะมีการประชุมทุกเดือน โดยขณะนี้ยังไม่มีการเเยกเเดน ทำให้นายทักษิณจะอยู่ในเเดนของผู้สูงอายุก่อน เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 65 ปี

สำหรับวันที่ 15 ก.ย. ที่จะอนุญาตให้ญาติเเละทนายความเข้าเยี่ยม เรือนจำมีความพร้อม เเต่จะไม่มีการจัดสถานที่เยี่ยมเป็นพิเศษ ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป นายทักษิณตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้พบกับครอบครัว ซึ่งเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานว่าจะมีญาติเข้าเยี่ยม เเต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยการเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เนื่องจากการเยี่ยมยังไม่เป็นการเยี่ยมญาติเเบบใกล้ชิดที่สามารถสัมผัสกันได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัย หากมีกลุ่มคนเสื้อเเดงเข้ามาให้กำลังใจ ก็จะประสานตำรวจท้องที่เข้ามาดูเเลอำนวยความสะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อบุคคล 10 ท่าน ที่นายทักษิณได้เเจ้งไว้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งถูกส่งตัวออกไปรักษาภายนอกที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบไปด้วย น.ส.เเพทองธาร ชินวัตร, นายปิฎก สุขสวัสดิ์ (สามี น.ส.เเพทองธาร), น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์, นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ (สามี น.ส.พินทองทา), นายพานทองเเท้ ชินวัตร, และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ (ภรรยาของนายพานทองเเท้)

ส่วนอีก 4 ท่านที่เหลือ คือ บรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ จึงเป็นที่จับตาว่าในการเยี่ยมญาติครั้งนี้ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ บังคับโทษ 1 ปี จะมีบุคคลใดในครอบครัว ทยอยเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณภายในเรือนจำ ในวันเเละเวลาใด รวมถึงกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเเละคนใกล้ชิด

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้

จับตาการเยี่ยม “ทักษิณ” หลังกักโรคครบ 5 วัน

การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้สร้างความสนใจให้กับสังคมอย่างมาก การเยี่ยมครอบครัวในวันที่ 15 กันยายนนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายจับตามอง หวังว่ากำลังใจจากครอบครัว จะช่วยให้นายทักษิณสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ได้ เเละกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปอย่างโปร่งใสเเละยุติธรรม

ที่มา – “ทักษิณ” กักโรคครบ 5 วัน ตั้งตารอเจอครอบครัว จับตาเยี่ยมครั้งแรก 15 ก.ย. 68

“กลุ่มคนเสื้อแดง” ให้กำลังใจทักษิณ หน้าเรือนจำ

“กลุ่มคนเสื้อแดง” รวมตัวให้กำลังใจ “ทักษิณ” พร้อมจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุชุลมุนเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

กลุ่มผู้สนับสนุน นำโดย นายเทวินทร์ พูลทวี, นางประนอม พูลทวี และนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงจากโคราชและราชบุรี เดินทางมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นวันที่ 4

บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่ม“กลุ่มคนเสื้อแดง” ปักหลักบริเวณฟุตบาทหน้าเรือนจำ พร้อมด้วยรถเครื่องเสียง นางประนอม พูลทวี และแกนนำคนอื่นๆ ได้นำอาหารหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหมกไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำดื่ม กล้วยทอด และข้าวโพดต้ม มาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมกับทักษิณ แม้ตัวจะห่าง แต่ใจยังผูกพัน

ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 10.13 น. ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เมื่อมีชายวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม และได้มีปากเสียงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประชาชื่น ต้องเข้ามาระงับเหตุและควบคุมตัวชายดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจเพื่อสอบสวนต่อไป

ทางด้านกรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเรื่องการขยายอาณาเขตเรือนจำกลางคลองเปรม โดยระบุว่าเป็นการคืนพื้นที่เดิมที่เคยใช้เป็นพื้นที่ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กลับมาให้เรือนจำกลางคลองเปรมดูแลตามเดิม

เนื่องจากปัจจุบันเรือนจำกลางคลองเปรมมีผู้ต้องขังจำนวนมาก และมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ประกอบกับมีผู้ต้องขังที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง การขยายพื้นที่จึงมีความจำเป็นเพื่อให้การดูแลผู้ต้องขังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรมราชทัณฑ์ยังระบุอีกว่า การปรับเปลี่ยนอาณาเขตเรือนจำเป็นไปตามสถานการณ์และความเหมาะสมในการบริหารจัดการเรือนจำ โดยในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ได้มีการประกาศกำหนดอาณาเขตของเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

“กลุ่มคนเสื้อแดง” ให้กำลังใจทักษิณ หน้าเรือนจำ

การรวมตัวของ“กลุ่มคนเสื้อแดง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่พวกเขายังมีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะผู้ต้องขังก็ตาม การจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ทำไม “กลุ่มคนเสื้อแดง” ถึงยังให้กำลังใจทักษิณ?

คำถามนี้อาจมีคำตอบที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับกลุ่มผู้สนับสนุนเสื้อแดงนั้นมีความแน่นแฟ้นมายาวนาน จากนโยบายต่างๆ ที่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมไทย และจากเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าเรือนจำคลองเปรม ก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นต่างและความขัดแย้งที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่“กลุ่มคนเสื้อแดง” มาให้กำลังใจทักษิณ ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อในสังคมไทย สิ่งสำคัญคือการเคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เราควรที่จะเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นในการแสดงออกภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็คือคนไทยที่ต้องอยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

ที่มา – “กลุ่มคนเสื้อแดง” มาให้กำลังใจ “ทักษิณ” ทำกิจกรรมกินข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรม

เพื่อไทยจวก! หยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”

“พร้อมพงศ์” แนะ อย่าเอาความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานเฉพาะบุคคล หลังม็อบแห่กดดันราชทัณฑ์คัดค้าน “ทักษิณ” พักโทษกักขังนอกเรือนจำ ยันเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลแทรกแซงใครไม่ได้

วันที่ 13 กันยายน 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการนำมวลชนไปกดดันยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์คัดค้านการให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับสิทธิพักโทษกักขังนอกเรือนจำว่า นายทักษิณจะได้รับพักโทษหรือไม่ เป็นหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ ถือเป็นสิทธินายทักษิณเหมือนผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆ ไม่มีใครบังคับหรือสั่งกรมราชทัณฑ์ให้อำนวยประโยชน์ต่อบุคคลใดได้ วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีใครไปแทรกแซงได้ อย่าเอาความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานเฉพาะบุคคล ยังมีผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ฝ่ายแค้นอย่าตีตนไปก่อนไข้ บางคนอาจมองนายทักษิณได้รับโทษ ทำให้พรรคอ่อนแอ แต่พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง มีบุคลากรเก่งๆมากมาย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำสส.คนอื่นๆ ไม่มีใครถอดใจ พร้อมสู้ต่อไป ข่าวลือที่ถูกปล่อยจากฝั่งตรงข้าม พรรคเพื่อไทยใกล้แตก สส.หนีออก ไม่เป็นความจริง กระแสตีกลับมายังพรรคเพื่อไทย มีกระแสดีขึ้นกว่าเดิม ทุกคนในพรรคไม่ย่อท้อ เตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง จะได้รับความนิยมมากกว่าเดิม

เพื่อไทยจวกหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ

จากกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อคัดค้านการพักโทษกักขังนอกเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาพักโทษเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และหากนายทักษิณมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ ก็ถือเป็นสิทธิที่พึงมีเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอำนาจในการแทรกแซงการทำงานของกรมราชทัณฑ์ และขอให้ยุติการใช้ความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานบุคคล นายทักษิณ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือที่ว่าพรรคเพื่อไทยใกล้แตกและมี สส. เตรียมย้ายออก โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพรรคเพื่อไทยยังคงมีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป

ทำไมถึงต้องหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”

เหตุผลที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเรียกร้องให้หยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำนั้น มีหลายประการ ประการแรก คือ การพิจารณาพักโทษเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย หากนายทักษิณมีคุณสมบัติครบ ก็ควรได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ การใช้ความแค้นส่วนตัวมาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นผลดีต่อสังคม

ประการที่สอง การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน การกีดกันสิทธิของนายทักษิณ อาจเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาพักโทษ

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง แม้ว่านายทักษิณจะได้รับโทษ ก็ไม่ได้ทำให้พรรคอ่อนแอลง พรรคยังมีบุคลากรที่มีความสามารถอีกมากมายที่พร้อมจะนำพาพรรคไปข้างหน้า

ดังนั้น การยุติการใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อรักษาหลักการของความยุติธรรม และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ

การออกมาแสดงจุดยืนของนายพร้อมพงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่านายทักษิณจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของพรรค แต่พรรคก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้หยุดใช้ความแค้นส่วนตัวในการตัดสินใจทางการเมือง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าพรรคพร้อมที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาประเทศ

อนาคตทางการเมืองของนายทักษิณจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกรมราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงจุดยืนในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันว่าพรรคยังคงให้ความสำคัญกับหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรมเหนือสิ่งอื่นใด

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเห็นต่าง แต่การที่เราจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้นไปได้ เราต้องเริ่มจากการเคารพซึ่งกันและกัน และยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรม

การหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับการกระทำของเขา แต่หมายถึงการที่เราเคารพสิทธิของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่จะตัดสินว่าเขาควรได้รับอะไร

การสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเสมอภาค เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เราก็ควรที่จะร่วมมือกันสร้างสังคมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – เพื่อไทยจวกหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ

อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

“แพทองธาร” สีหน้านิ่ง ก่อนตอบสื่อ ไปเยี่ยม “ทักษิณ” ก็ต่อเมื่อให้ไปเยี่ยม พยักหน้ารับ พ่อมีความดันสูง แต่ยังไม่รับรายงาน

วันที่ 12 กันยายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 09.50 น. จากนั้นเมื่อเวลา 14.00 น. ได้เดินทางลงมาจากห้องทำงานเพื่อเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวได้ถามนางสาวแพทองธารว่าในวันที่ 15 กันยายนนี้ เรือนจำคลองเปรมจะอนุญาตให้คนในครอบครัวได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร หลังจากที่ควบคุมตัวเข้าเรือนจำคลองเปรมเพื่อกักตัวเฝ้าระวังโรคไปเมื่อวันที่ 9 กันยายนนั้น นางสาวแพทองธารจะเข้าเยี่ยมนายทักษิณหรือไม่ นางสาวแพทองธารตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ให้เข้าเยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็จะเยี่ยม ส่วนที่กรมราชทัณฑ์รายงานอาการของนายทักษิณหลังเข้าไปในเรือนจำคืนที่ 3 ว่ามีความดันสูงเล็กน้อยได้รับรายงานหรือไม่ นางสาวแพทองธารพยักหน้า แต่บอกว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้

เมื่อถามต่อว่าตอนนี้เป็นห่วงอะไรนายทักษิณหรือไม่ เจ้าตัวไม่ตอบ เข้าไปนั่งในรถด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนเดินทางกลับทันที

อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตามองของสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอาการป่วยของคุณพ่อ

จากรายงานข่าวล่าสุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการเข้าเยี่ยมคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำ โดยกล่าวว่า จะเข้าเยี่ยมเมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ ซึ่งประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากประชาชนต่างต้องการทราบถึงความเป็นไปของอดีตนายกรัฐมนตรี

ความคืบหน้าอาการป่วยของทักษิณ

นอกจากนี้ นางสาวแพทองธารยังได้กล่าวถึงรายงานที่ว่าคุณทักษิณมีความดันสูงเล็กน้อยหลังจากเข้าเรือนจำได้ 3 คืน โดยเธอยอมรับว่าได้รับทราบเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองถึงสุขภาพของคุณทักษิณอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธารตอบคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้หลายคนตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าเธออาจมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณพ่อ แต่ก็พยายามที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อไม่ให้แสดงออกมามากเกินไป ขณะที่บางส่วนก็มองว่าเธออาจต้องการที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวของครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อคุณทักษิณ ชินวัตร และความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางสาวแพทองธารจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าประชาชนจะยังคงติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคุณทักษิณต่อไป

สำหรับกำหนดการเยี่ยมคุณทักษิณนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถเข้าเยี่ยมได้เมื่อใด แต่คาดว่าทางครอบครัวจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ทางเรือนจำกำหนด และจะแจ้งให้ทราบเมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติม

อาการป่วยและความเป็นไปของ ทักษิณ ในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัว จึงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงสถานการณ์ที่แท้จริง

การที่นางสาวแพทองธารออกมาให้ข้อมูลเพียงสั้นๆ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความกังวลมากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่า สถานการณ์ของคุณทักษิณเป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อไหร่ที่ครอบครัวจะสามารถเข้าเยี่ยมได้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม การที่นางสาวแพทองธารยืนยันว่า จะเข้าเยี่ยมคุณทักษิณเมื่อได้รับอนุญาต ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของครอบครัวที่จะให้กำลังใจและดูแลคุณทักษิณอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะมีข้อจำกัดและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก็หวังว่าคุณทักษิณจะได้รับการดูแลอย่างดี และสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การออกมาแถลงการณ์ของ “อิ๊งค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงสถานะสุขภาพของ “ทักษิณ” ว่ามีความดันโลหิตสูงจริง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสาร และรอคอยการเข้าเยี่ยมอย่างใจจดใจจ่อ นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัว และความสำคัญของการให้กำลังใจซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เตือนใจให้เราเห็นว่า สุขภาพและความเป็นอยู่ของคนที่เรารัก เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

และในท้ายที่สุดแล้ว กำลังใจจากคนใกล้ชิด คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ที่มา – “อิ๊งค์” รับ “ทักษิณ” ความดันสูง ไปเยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค จริงหรือ?

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย ระบุ MOA ปชน.-ภท.จะครอบงำต้องเข้าเกณฑ์ พ.ร.ป.พรรคฯ มาตรา 28 เรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เรามาเจาะลึกรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าในกรณีคำร้องขอให้ยุบ 6 พรรคการเมือง ที่ถูกกล่าวหาว่ายินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล จากกรณีการไปรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและมีมติยกคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามไปยังตัวแทนของทั้ง 6 พรรคการเมือง ได้รับการยืนยันว่าทุกพรรคยังคงความเป็นอิสระและไม่ได้สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งการตัดสินใจของ กกต. ในเรื่องกกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรคสร้างความหลากหลายของมุมมองในสังคม

เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การกระทำที่จะเข้าข่ายการครอบงำตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง พฤติการณ์ที่แกนนำพรรคไปร่วมรับประทานอาหารหรือพูดคุยกับนายทักษิณนั้น ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบงำเกิดขึ้น นอกจากนี้ กกต. ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคำร้องด้วย

ส่วนกรณีข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่า หากเข้าข่ายการครอบงำก็จะต้องพิจารณาตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบอีกครั้งหนึ่ง

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมืองนั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป การที่ กกต. ยกคำร้องในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการพบปะพูดคุยหรือการรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการครอบงำเสมอไป

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ กกต. ยังคงพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองและต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ทำไม กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค?

การตัดสินใจยกคำร้องของ กกต. ในครั้งนี้สร้างความแตกต่างในความคิดเห็นของประชาชน หลายคนอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง และไม่ได้เป็นการครอบงำพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

ในขณะที่บางคนอาจไม่เห็นด้วย และมองว่าการกระทำของนายทักษิณอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ตาม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย

  • ความโปร่งใสและความเป็นธรรม: การทำงานของ กกต. ต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • การตรวจสอบอย่างละเอียด: การพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ข้อสรุปจากเหตุการณ์ กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกมากมาย แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราจะสามารถสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

ที่มา – กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย

“จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดู ปมหมอช่วย “ทักษิณ”

“บิ๊กหวาน-จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดูปม 2 หมอช่วย “ทักษิณ” นอนพักรักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ บอก ผบ.ตร.มอบรองจเรฯ ตรวจสอบ ส่วนการลงโทษก็ขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งแพทยสภาได้มีมติลงโทษพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีรองจเรตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ถามถึงการดำเนินการทางปกครอง หลังจากแพทยสภามีมติ และ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า ตนไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง จึงไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ ต้องสอบถามจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนการพิจารณาว่าจะเพียงพอต่อการดำเนินการทางปกครองหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับมอบหมาย คือ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ

จเรตำรวจ

ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้ โดยระบุว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีที่แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือให้นายทักษิณ พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แพทยสภาได้มีมติลงโทษพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของแพทย์ทั้งสองราย อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ธัชชัย ได้ชี้แจงว่า ตนเองไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการทางปกครองหลังจากที่แพทยสภามีมติและ ป.ป.ช. ชี้มูล ดังนั้นจึงไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ และต้องสอบถามจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

บทบาทและความรับผิดชอบของจเรตำรวจ

หลายคนอาจสงสัยว่า จเรตำรวจมีบทบาทและความรับผิดชอบอย่างไรในกรณีนี้ เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น จเรตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ รวมถึงการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด

ในกรณีนี้ แม้ว่าจเรตำรวจแห่งชาติจะไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการทางปกครอง แต่ก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีนี้คือ ความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปกติ หรือการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่มีความ sensitive ทางการเมือง การยึดมั่นในหลักการของความถูกต้อง เป็นธรรม และโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับข้าราชการตำรวจ

การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ผลการสอบสวนจะต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดูปม 2 หมอช่วย “ทักษิณ” นอนพักรักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

จากกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ ได้รายงานอาการของ “ทักษิณ” ในการนอนเรือนจำกลางคลองเปรมคืนที่ 2 พบว่า นอนหลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบทุกมื้อ และไม่มีอาการเครียด สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อคุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ต่อมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมราชทัณฑ์กำหนดให้เป็นเรือนจำศูนย์กลางระหว่างการพิจารณาคดี (HUB) ได้ดำเนินการย้ายนายทักษิณไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังให้เหมาะสม ตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันที่ 11 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากภายในกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอาการนอนห้องกักโรคในคืนที่สอง พบว่าเมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน นายทักษิณ แม้จะมีอายุ 76 ปี แต่ยังคงนอนหลับได้เป็นปกติ ไม่มีอาการนอนกระสับกระส่าย รวมถึงไม่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าให้เห็น ค่อนข้างปรับตัวได้ดี การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานได้ครบทุกมื้อ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของราชทัณฑ์เป็นอย่างดี

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

นอกจากนี้ รายงานภายในกรมราชทัณฑ์ยังเปิดเผยว่า การป้องกันความปลอดภัยในการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ราชทัณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด โดยมีการมอบหมายผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าผ่านการอบรมทักษะต่างๆ ทั้งการช่วยเหลือพยาบาล หรือการช่วยงานเรือนจำ และมีความประพฤติดีเยี่ยม มาเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลนายทักษิณระหว่างถูกคุมขัง เพราะต้องยอมรับว่าภายในเรือนจำนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบกันอย่างไร ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางมาตรการดูแลให้เหมาะสม

มาตรการดูแล “ทักษิณ” ในเรือนจำ

มาตรการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของทุกฝ่าย การจัดผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีมาช่วยดูแลเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดังกล่าว แต่ก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและทบทวนมาตรการอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ในส่วนของความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะออกมาบริการงานสาธารณะของเรือนจำฯ เกี่ยวกับเชิงวิชาการตามงานหนังสือนั้น ทางกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า การที่เรือนจำจะนำผู้ต้องขังเด็ดขาดออกมาบริการงานสาธารณะ จะต้องมีการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติก่อน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ที่เคยออกมาเล่นดนตรี เพราะเป็นโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะดนตรี จึงสามารถออกมาบริการงานสาธารณะได้

เรื่องราวของนายทักษิณที่ ราชทัณฑ์ดูแลในเรือนจำ ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ราชทัณฑ์ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

การที่ราชทัณฑ์ ดูแลนักโทษอย่างดีถือเป็นมาตรฐานที่สำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำภายในเรือนจำ

ที่มา – “ราชทัณฑ์” เผย “ทักษิณ” นอนเรือนจำคืน 2 หลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบมื้อ

Scroll to top