ทําเนียบรัฐบาล

“วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อมีการพูดถึงประเด็น “วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในช่วงเวลานี้ โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความมั่นใจในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภา

“วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายค้านประกาศเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยหยิบยกกรณีการทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นมาเป็นประเด็นหลัก อย่างไรก็ตาม นายวรศิษฎ์มองว่าเรื่อง “วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยตนเองไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด

มุมมองการชี้แจงต่อประเด็น “วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

นายวรศิษฎ์ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว และรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้เข้ามาจัดการและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใสที่สุด โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การดำเนินการตรวจสอบเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน
  • งานส่วนที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ ได้ส่งต่อให้ ป.ป.ช. และตำรวจดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
  • พร้อมน้อมรับทุกคำถามจากฝ่ายค้านเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

หลายคนอาจสงสัยว่าการเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเวทีสำคัญที่พิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาล โดยนายวรศิษฎ์ย้ำชัดว่าในฐานะผู้กำกับดูแล ตนมีหน้าที่โดยตรงในการตอบคำถามเหล่านี้ให้สังคมได้รับความกระจ่าง และหากพบการทุจริตจริงก็พร้อมให้กฎหมายจัดการตามความเหมาะสม การออกมาเปิดเผยท่าทีเช่นนี้ถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่น่าชื่นชมท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง การที่รัฐมนตรีออกมาตอบรับความท้าทายนี้อย่างใจเย็น ช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ได้มาก เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อถึงวันอภิปรายจริง เนื้อหาที่ฝ่ายค้านเตรียมมาจะหนักแน่นเพียงใด และการชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลจะสามารถกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนได้หรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “วรศิษฎ์” ไม่ห่วง ฝ่ายค้านตั้งธงยื่นซักฟอก ปมโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยและต่างประเทศ เมื่อนายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา โดยมองว่าการเดินหมากทางการทูตครั้งนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไทยต้องผิดหวังและได้รับผลกระทบในระยะยาว

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป การต้อนรับผู้นำเมียนมาในฐานะรัฐบาลพลเรือนท่ามกลางกระแสคัดค้านจากนานาชาตินั้น นายสรศักดิ์ย้ำว่า “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก อย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากจะขัดต่อจุดยืนของอาเซียนแล้ว ยังเป็นการฟอกตัวให้กับระบอบเผด็จการโดยที่เราไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมาเลย

มุมมองต่อการทูตที่ล้มเหลว

นายสรศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่รัฐบาลไทยกำลังเผชิญ ได้แก่:

  • การยึดติดกับสมมติฐานเก่า: การมองว่ากองทัพเมียนมาคือตัวแทนเดียวของอธิปไตย ซึ่งละเลยกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่มีบทบาทในพื้นที่จริง
  • การเสียจุดยืนอาเซียน: การยอมรับรัฐบาลเนปิดอว์อาจทำให้ไทยเสียความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำและผู้สร้างสันติภาพในระดับภูมิภาค
  • สัญญาที่ว่างเปล่า: ข้อตกลงต่างๆ ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาต้นตอ เช่น สารพิษในแม่น้ำกก หรือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้เลย

จากประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่าการที่ “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก นั้นไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นคำเตือนถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศไทยที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง การพึ่งพากลไกเนปิดอว์เพียงอย่างเดียวในขณะที่พวกเขายังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ คือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของประเทศที่อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีอย่างจริงจังและเปิดช่องทางเจรจากับทุกฝ่ายในเมียนมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกเอาไว้ให้ได้ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การต้อนรับครั้งนี้คือโอกาสทางยุทธศาสตร์หรือความผิดพลาดครั้งใหญ่กันแน่?

ที่มา – “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีภาพบัตรประชาชนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกมา โดยในภาพดังกล่าว นายอนุทินสวมใส่เสื้อสีส้ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมากว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ล่าสุด นายอนุทินได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณี อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้พยักหน้ารับและยืนยันสั้นๆ ว่าภาพถ่ายบัตรประชาชนใบดังกล่าวเป็นการถ่ายไว้นานแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อย่างใด

สั่งตรวจสอบเข้มกรณีข้อมูลรั่วไหล

นอกจากประเด็นเรื่องภาพถ่ายบัตรประชาชนแล้ว ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าข้อมูลทางราชการบางส่วนอาจมีการรั่วไหล นายอนุทินในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบทันทีว่า อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นหลุดออกมาจากหน่วยงานใด

แนวทางการตรวจสอบและมาตรการป้องกันในอนาคตที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่หลุดออกมาว่ามีที่มาจากระบบใด
  • ประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
  • กำหนดบทลงโทษและมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามเจาะลึกถึงรายละเอียดของหน่วยงานต้นทางที่อาจเป็นจุดรั่วไหลของข้อมูล นายกรัฐมนตรีได้เพียงรับฟังคำถามและเดินเข้าห้องประชุมคณะรัฐมนตรีไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนยังคงรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป

การจัดการกับปัญหาข้อมูลหลุดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐขึ้นอยู่กับว่าระบบฐานข้อมูลของเรามีความปลอดภัยเพียงใด หาก อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราก็หวังว่ารัฐบาลจะเร่งปิดช่องโหว่และยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของทุกคนให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว สั่งเช็กข้อมูลหลุด

“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวการเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

ทำไม “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ ได้นำกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการยุบ บจธ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากยุบหน่วยงานนี้ไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่กำลังรอความหวังเรื่องที่ดินทำกิน

ข้อเรียกร้องสำคัญเมื่อ “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

  • คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
  • ขอให้รัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
  • เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพีมูฟเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน

บรรยากาศหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อย ในขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมย้ำชัดว่า จะปักหลักรอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้รับความคืบหน้าที่น่าพอใจ การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกฎหมายและนโยบายรัฐกดทับมาอย่างยาวนาน

ทางด้านนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยในช่วงบ่ายมีการคาดการณ์ว่านายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิทธิในที่ดินทำกินคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะยุบองค์กรที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่าง บจธ. โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการมีที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างไร

ที่มา – “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

เชื่อว่าวันนี้หลายคนคงจับตามองความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นพิเศษ เมื่อมีการรายงานว่า เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในฐานะบุคคลสำคัญที่ริเริ่มโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยในงานนี้จะได้เห็นภาพบรรยากาศการพบกันระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมารับหน้าที่เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้

บรรยากาศงานจับตาวันนี้ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา โดยงาน Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 จัดขึ้น ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานที่มีบทบาทโดดเด่นในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้รับโอกาสกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือระบบการเรียนรู้อีกครั้ง

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จของโครงการที่เขาริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ดังนี้:

  • พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธาน คกศ. ที่ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
  • จังหวัดต้นแบบ เช่น ปัตตานี ยะลา และกาญจนบุรี
  • ภาคเอกชนและองค์กรภาคสังคม เช่น มูลนิธิกระจกเงา และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
  • บุคคลต้นแบบอย่างคุณวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ (พี่ซุป) จากรายการซูเปอร์จิ๋ว

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่เด็กไทยที่เคยหลุดออกจากระบบ ให้สามารถกลับมาพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นภารกิจที่รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่นเพื่อลดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในวันนี้นับเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประชาชน การเมืองอาจมีการเปลี่ยนผ่าน แต่อนาคตของเด็กไทยถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเด็กคนไหนต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป

ที่มา – จับตาวันนี้ “เศรษฐา” เข้าทำเนียบรัฐบาล เจอ “นายกฯ อนุทิน” รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

นายกฯ ทำบุญวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 94

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาส นายกฯ ทำบุญวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 94 ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญในการรำลึกถึงจุดเริ่มต้นและการดำเนินงานขององค์กรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ

บรรยากาศพิธี นายกฯ ทำบุญวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 94

ภายในพิธีได้รับเกียรติจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยท่านนายกฯ ได้ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาอย่างสงบ ทั้งการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐบัญชาการและข้าราชการทุกคน งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำบุญตามประเพณี แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้นในอนาคต

พิธีรดน้ำมนต์ตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลัง นายกฯ ทำบุญวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 94

ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือเหตุการณ์ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ เมื่อมีการนิมนต์สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ “สมเด็จธงชัย” ขึ้นไปรดน้ำมนต์บนตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานหลักของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการเรียกขวัญและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป สร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงานรัฐบาลในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กิจกรรมภายในงานยังประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของสำนักนายกรัฐมนตรีตลอด 94 ปี
  • การแสดงผลงานนโยบายรัฐบาลที่เน้นการให้บริการประชาชนแบบเชิงรุก
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อการพัฒนาระบบราชการยุคใหม่
  • การเปิดรับบริจาคเข้ากองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของหน่วยงาน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมไทยที่อยู่คู่กับการบริหารราชการแผ่นดิน หากถามถึงความรู้สึกของท่านนายกฯ ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นการถือโอกาสทำบุญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเดินหน้าแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนอย่างตั้งใจครับ

ที่มา – นายกฯ ทำบุญวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 94 นิมนต์สมเด็จธงชัย รดน้ำมนต์ตึกไทยคู่ฟ้า

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มองว่าล่าช้าและมีการส่งฟ้องผู้ต้องหาน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาดำเนินการแจกแจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

เบื้องหลังการทำงานและกระบวนการยุติธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล ได้อธิบายว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ทาง DSI ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และส่งสำนวนให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางอัยการจะมีการสั่งให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีย้ำว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ที่ปรากฏจริง ไม่สามารถดำเนินการเกินกว่าที่หลักฐานระบุได้

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรอผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบการพิจารณา
  • ความเป็นอิสระของคดี: ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าโดยเจตนา แต่ต้องรอบคอบที่สุด
  • หลักฐานสำคัญ: ยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกตั้งคำถามว่าน้อยเกินไป ทางรัฐมนตรีย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปความผิดใครได้หากพยานหลักฐานไปไม่ถึง การส่งฟ้องต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ DSI ถือครองอยู่เท่านั้น หากมีหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคตก็จะดำเนินการต่อตามขั้นตอน การที่ “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงหลักการทำงานภายใต้หลักนิติธรรมที่ตรวจสอบได้

ในมุมมองของหลายฝ่าย การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด สุดท้ายแล้วสังคมต้องเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของ กกต. และ DSI ต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดี Forex ที่มีชื่อของ สส. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน โดยท่านรัฐมนตรีย้ำชัดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นอยู่ในสำนวนการสืบสวน ซึ่งทาง DSI ยังไม่ได้มีการสรุปผลหรือรายงานความคืบหน้าเรื่องคำให้การแต่อย่างใด

รายละเอียดความคืบหน้าและท่าทีของรัฐมนตรี

นอกจากประเด็นที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน แล้ว ยังมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • DSI กำลังดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • การเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลทำเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมของสำนวนคดี
  • รัฐมนตรียังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางคดีความ
  • การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะทำงานของ DSI มีพยานหลักฐานเพียงพอ

ในปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้ามาให้ข้อมูลกับ DSI แล้วมากกว่า 100 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน นั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ในฐานะมุมมองของคนติดตามข่าว ต้องบอกว่าความกระจ่างของคดีนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคอย เพราะความมั่นใจในระบบยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราคงต้องรอให้ทาง DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนให้ชัดเจนก่อนจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังไว้หรือไม่

ที่มา – “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน โยนดีเอสไอพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่

สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ กรณีการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือโอกาสสำคัญของอนาคตคนทำงาน หลายคนตั้งตารอสอบสนามนี้เพื่อความมั่นคงในชีวิต ล่าสุดกลายเป็นประเด็น สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ภายหลังจากรัฐบาลประกาศเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง

สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งให้เปิดช่องทางอำนวยความสะดวกในการรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่พบเห็นความไม่ชอบมาพากลในการสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบราชการไทย

ช่องทางและมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

จากการรายงานล่าสุด มีประชาชนให้ความสนใจและรวบรวมหลักฐานส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ยอดเรื่องร้องเรียนพุ่งสูงกว่า 100 เรื่องภายในครึ่งวัน
  • เน้นการส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สายด่วน 1111 และเว็บไซต์ www.1111.go.th
  • เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุด: ข้อมูลทั้งหมดที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะถูกจัดเก็บเป็น ชั้นความลับ เพื่อคุ้มครองผู้ให้เบาะแส

การที่ สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตื่นตัวอย่างมากต่อกระบวนการยุติธรรม และต้องการเห็นความโปร่งใสในการสอบแข่งขันที่เท่าเทียม ไม่มีการใช้เส้นสายหรือซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้น การจัดเก็บข้อมูลเป็นความลับถือเป็นมาตรการที่ดีที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกล้าออกมาเปิดเผยความจริงมากขึ้น

บทเรียนในครั้งนี้คือสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ยุคสมัยที่ประชาชนไม่กล้าเรียกร้องสิทธิได้จบลงแล้ว หากมีการทุจริตการสอบจริง รัฐบาลต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงที่สุดและลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นในระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยให้กลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง หวังว่าการสืบสวนครั้งนี้จะนำไปสู่ความยุติธรรมสำหรับผู้สมัครสอบทุกคนที่ใช้ความสามารถและความพยายามอย่างสุจริต

ที่มา – สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ย้ำข้อมูลจัดเป็นชั้นความลับ

Scroll to top