ธรรมาภิบาล

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ซึ่งล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อความยั่งยืน

ปัญหาที่โรงพยาบาลรัฐต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเข้าใกล้สภาวะล้มละลาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วย เช่น การลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนยี่ห้อยา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบบริหารจัดการกองทุนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนจริงและมีความโปร่งใสมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องปฏิรูปบัตรทองให้ทันท่วงที

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว การปรับปรุงธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหัวใจสำคัญ ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อขจัดช่องโหว่ในการบริหารงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ได้แก่:

  • จัดสรรงบเพิ่มให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง
  • เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน
  • จัดตั้งกองทุนปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
  • สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสในบอร์ดบริหาร
  • หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่โดยไม่มีงบรองรับ
  • แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว

การกล้ายอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน หากเราไม่เริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการเงินที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนในอนาคตอันใกล้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ที่มา – ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป หลัง รพ.รัฐขาดทุนหนักเสี่ยงล้มละลายในอนาคต

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับการทำงานของภาครัฐว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขนั้นได้ผลจริงหรือไม่? ล่าสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดงานสัมมนาสำคัญในหัวข้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กรอิสระให้ก้าวทันโลกและตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

ในงานนี้ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า หัวใจสำคัญของการตรวจสอบไม่ใช่การจับผิด แต่คือการเป็นคนกลางที่ช่วยประสานงานและเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ภาครัฐยุคใหม่ต้องเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าเพียงแค่ตัวเอกสาร

บทบาทการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ

ทางด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองที่น่าสนใจว่า รัฐบาลกำลังเร่งปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการข้อมูลและลดการทำงานที่ล่าช้า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความโปร่งใสและเปลี่ยนพฤติกรรมในสังคม โดยต้องเริ่มตั้งแต่ทัศนคติของคนในชาติเพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และใช้งานได้จริงในระยะยาว

  • นำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์เรื่องร้องเรียนซ้ำซาก
  • ผนวกหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ในการแก้ปัญหา
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เสนอแนวทาง 3 ประการ เพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้เทคโนโลยี ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และความมุ่งมั่นในการไกล่เกลี่ยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน โดยมองว่าความเป็นธรรมภาครัฐไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องสัมผัสได้จริงเมื่อติดต่อราชการ

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่อง” ของโครงการต่างๆ เพราะถ้าหากเรามีแค่แผนงานที่ดีแต่ขาดการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ประชาชนก็คงจะสิ้นหวัง ดังนั้นการที่ทุกฝ่ายหันมาจับมือกันเพื่อปฏิรูประบบราชการถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชม ซึ่งเราในฐานะประชาชนก็ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการทำงานของรัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจในแวดวงการทูต เมื่อคุณแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยทางออสเตรเลียได้ชื่นชมความก้าวหน้าของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด ซึ่งถือเป็นผลงานที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศอย่างออสเตรเลีย

ก้าวสำคัญสู่อนาคตพลังงานสะอาด

ประเด็นที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจากการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน คือเรื่อง Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไทยและออสเตรเลียต่างเห็นตรงกันว่านี่คือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปถึงผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ของท่านทูตแอนเจลา ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียมีความแน่นแฟ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้าน:

  • การกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการฝึกทางทหารรูปแบบใหม่
  • การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปฏิรูปกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการลงทุน
  • การส่งเสริมมาตรฐานการบริหารประเทศให้เข้าสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ OECD

ท้ายที่สุด การเข้าพบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกล่าวลา แต่มันคือนิมิตหมายอันดีของการสานต่อมิตรภาพที่ยั่งยืน ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปิดประตูโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดที่เป็นเทรนด์โลกอยู่ในขณะนี้ครับ

ที่มา – ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้าง สปส.ครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์”

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนทั่วประเทศ เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาค้างคาให้การบริการรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุดมีการประชุมครั้งสำคัญ โดยปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และมีข้อเสนอชูชื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง เข้ามานั่งตำแหน่งที่ปรึกษา ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ให้สำเร็จ

ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์” นั่งที่ปรึกษา

สำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. ถือเป็นองค์กรสวัสดิการสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดูแลผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน มีกองทุนประกันสังคมสะสมหลายแสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมามักถูกวิจารณ์เรื่องระบบราชการที่ล่าช้า การเข้าถึงข้อมูลยาก และการบริหารที่ไม่ยืดหยุ่นพอต่อความต้องการของประชาชน ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม จ.นนทบุรี พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานการประชุมที่ปรึกษาและคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูป สปส. ครั้งแรก หลังจากมีคำสั่งแต่งตั้งผู้แทนจากทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน เพื่อร่างโรดแมปให้เสร็จภายใน 60 วัน

การประชุมใช้เวลานานเกือบ 4 ชั่วโมง บรรยากาศเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทุกภาคส่วนได้ระบายปัญหาจากประสบการณ์จริง และเสนอแนวทางแก้ไข โดยสรุปเห็นตรงกันว่าต้องเร่งปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบความเป็นราชการที่ติดกรอบระเบียบจนล่าช้า ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัลและอนาคต

3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขในการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่

  • ระบบความเป็นราชการ: ระเบียบยุ่งเหยิงทำให้การอนุมัติสิทธิประโยชน์ เช่น ทุพพลภาพ ชราภาพ หรือเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ล่าช้าจนผู้ประกันตนเดือดร้อน
  • ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: ข้อมูลกองทุนต้องเปิดเผยให้สมาชิกตรวจสอบได้ทุกเวลา ลดข้อครหาความไม่โปร่งใส
  • รูปแบบการบริหาร: อาจปรับให้คล่องตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้รูปแบบรัฐวิสาหกิจ เอกชนเข้ามาบริหารบางส่วน หรือโมเดลใหม่ๆ ที่ทันสมัย

ปลัดแรงงานย้ำว่า จะให้ทุกฝ่ายรวบรวมข้อมูลเสนอประชุมครั้งหน้า และเชิญชวนสถาบัน องค์กรผู้เชี่ยวชาญเสนอตัวศึกษารูปแบบการบริหารใหม่ โดยไม่ต้องรอคำเชิญ เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ไม่ตีกรอบว่าจะเป็นเอกชน 100% หรือรัฐ 100% แต่ให้เหมาะสมที่สุด

ข้อเสนอเด่น: ชง “ไอซ์” รักชนก และสหัสวัต นั่งที่ปรึกษา

ฝ่ายผู้ประกันตน โดยนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม เสนอชื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” นายสหัสวัต คุ้มคง และตัวแทน ILO (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติม ขณะที่ฝ่ายนายจ้างเสนอชื่อนายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นอกจากนี้ ยังเสนอเรื่องเร่งด่วน เช่น เปิดรับฟังความเห็นงบประมาณปี 70 ถ่ายทอดสดประชุมบอร์ดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า บรรยากาศประชุมสมานฉันท์ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกระบวนการจัดจ้างทีมศึกษาที่จะเปิดรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปยั่งยืน

การปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองที่ตอบโจทย์กระแสเรียกร้องจากผู้ประกันตน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์การเมืองและปัญหาที่สะสมมานาน หากสำเร็จจะช่วยยกระดับบริการ ลดช่องโหว่ และเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตของแรงงานไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การปฏิรูปนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโครงสร้าง แต่คือการเปลี่ยน mindset สู่การบริการประชาชนตัวจริง หากมีที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่อย่าง “ไอซ์” ที่เข้าใจปัญหาผู้ประกันตน จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชันดิจิทัลเต็มรูปแบบ หรือ AI ช่วยอนุมัติสิทธิ

คุณคิดอย่างไรกับการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่? มีข้อเสนออะไรเพิ่มเติมไหม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกันตนรับรู้ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง!

ที่มา – ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์” นั่งที่ปรึกษา

“อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดคุยกับประชาชนในกิจกรรมพิเศษที่หน้าตึก Park Silom เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 ร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรค

“อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

กิจกรรมนี้จัดในบรรยากาศเป็นกันเอง นั่งคุยในสวนบนเก้าอี้แคมป์ ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย อยู่ที่คุณกำหนด” นายอภิสิทธิ์ เปิดใจว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังพยายามแบ่งฝ่ายให้ชัดเจน โดยวาดภาพให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย หากยุบสภาก็วนกลับมาที่เดิม ส่งผลให้ประเทศเผชิญอันตรายจากทุนเทาและสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาล

ย้อนกลับไป 20 กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ปัจจุบันภาพลักษณ์เหล่านั้นหายไปหมด มีแต่คำถามเชิงลบ นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า วันที่ 8 ก.พ. คือโอกาสทองที่จะฉุดประเทศออกจากภาวะนี้ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นคำตอบที่แท้จริง

ปัญหาการท่องเที่ยวและความปลอดภัยที่กระทบภาพลักษณ์ไทย

นายอภิสิทธิ์ ชี้ตัวอย่างชัดเจนจากกรณีนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง เพราะมองประเทศไทยไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเหตุดาราจีนถูกลักพาตัวบริเวณชายแดน แม้ช่วยตัวได้ แต่ก็สร้างความกังวลว่าประเทศไทยปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้กระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาโดยตรง

กรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการเมือง เพราะมี ส.ส. 33 เขต คนกรุงเทพฯ มักเลือกพรรคเป็นหลัก ส่งสัญญาณทิศทางประเทศ นายอภิสิทธิ์ ถามว่า “คนกรุงเทพฯ เป็นผู้นำในการสร้างทางรอดให้ประเทศไทยได้หรือไม่?” โดยย้ำว่ากรุงเทพฯ ต้องเลือกประชาธิปัตย์ เพราะความสัมพันธ์เก่า ประสบการณ์บริหารเศรษฐกิจ ความซื่อสัตย์สุจริต และธรรมาภิบาลที่ยังคงอยู่

ประกันสังคมและนโยบายที่ต้องเปลี่ยนแปลง

เมื่อพูดถึงประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ เล่าว่าช่วงเป็นนายกฯ เคยให้การบ้านกระทรวงแรงงานให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อความโปร่งใส แต่ไม่ทันดำเนินการ ปัญหาการทุจริตทำให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังขยายการคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น จูงใจคนไม่มีนายจ้างเข้าสู่ระบบ แต่ต่อมาบางโครงการลดลง

เหตุการณ์ประกันสังคมล่าสุดทำให้คนตื่นตัว ต้องเปลี่ยนแปลงให้โปร่งใส ปราบทุจริต และลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พูดถึงนักอนาคตศาสตร์ที่เคยวิจัยอนาคตกรุงเทพฯ ว่าสามารถเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี หลากหลายเชื้อชาติ สร้างมูลค่าร่วม และเป็นประเทศชาญฉลาด ดร.การดี ตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับอภิสิทธิ์ เพราะเชื่อว่าจะพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดี ไม่ใช่แค่ประโยชน์ส่วนตัว

สรุปแล้ว “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย สะท้อนปัญหาลึกๆ ของการเมืองไทย แต่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นทางออก ลองคิดดูสิว่าคุณจะเลือกทางไหนเพื่ออนาคตประเทศไทย? วันเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว อย่าลืมไปใช้สิทธิของคุณนะ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

นายกฯ ลั่น! มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ

“นายกฯ อนุทิน” ประกาศเจตนารมณ์ “วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ประนีประนอมผู้เป็นบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ ย้ำทุกหน่วยงานรัฐต้องมีธรรมาภิบาล ยกระดับ CPI ประเทศไทย

เวลา 08.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ฮอลล์ 4 อาคารศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมีคณะรัฐมนตรี ประธานและคณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการ ป.ป.ท. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยอธิบดีกรมและหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นวันที่ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริตอย่างเด็ดขาด ไม่ลังเล ไม่ประนีประนอม ไม่ผ่อนปรน ไม่มีข้อยกเว้นให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใสที่ส่งผลกระทบต่อศรัทธาของประชาชนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญอย่าง “ดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน” (Corruption Perception Index : CPI) ปี 2567 ประเทศเดนมาร์กมีคะแนนสูงถึง 90 คะแนน เป็นอันดับ 1 ของโลก ประเทศสิงคโปร์ได้ 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยของเรานั้นได้ 34 คะแนน ลำดับที่ 107 ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศของเรายังมีช่องโหว่ที่จะต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

“รัฐบาลนี้จะไม่เพียงแก้ไข แต่จะมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของประเทศให้สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เรามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ไม่เพียงเพื่อทำให้อันดับ CPI ดีขึ้นในเวทีโลก แต่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และมีความเข้มแข็ง เสถียรภาพตามหลักนิติธรรม ด้วยระบบธรรมาภิบาลที่ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและชาวต่างชาติ”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ตนขอมอบนโยบายสำคัญตามที่ได้แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการ คือต้องเสริมสร้างระบบการป้องกันทุจริตให้รัดกุม การป้องกันทุจริตในรูปแบบเชิงรุก โครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ต้องสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบแต่ต้องเห็นผลจริง ให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการบริการภาครัฐ ต้องมีการลดขั้นตอนการบริการประชาชนที่จำเป็น เพิ่มระบบ E-Service และ One Stop Service ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวกับการป้องกันทุจริตและประพฤติมิชอบ สร้างความโปร่งใส ลดการใช้อำนาจดุลพินิจ และลดปัจจัยที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซง พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใส และเสมอภาค ผู้ใดทุจริตต้องรับผิด ผู้เอื้อประโยชน์ต้องถูกตรวจสอบและรับผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ไม่มีการละเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ ไม่ว่าตำแหน่งใด ส่วนผู้ใดที่ไม่มีการทุจริต รัฐบาลต้องมีการปกป้องคุ้มครองและสนับสนุนให้มีการก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ จะต้องมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมซื่อสัตย์สุจริตในสังคมไทย ปลูกฝัง 7 สำนึกด้านจริยธรรมและความโปร่งใสตั้งแต่ในสถานศึกษาและหน่วยงานรัฐ ให้ทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้คนทำถูกมีความปลอดภัย มีที่ยืนที่มั่นคง

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคประชาสังคม จะบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกัน ปราบปราม และลดความเสี่ยงต่อการทุจริต จึงขอให้ทุกหน่วยงานตั้งเป้ายกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือ CPI ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มคะแนน CPI ซึ่งรัฐบาลจะติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป้าหมายเพื่อประเทศไทยที่โปร่งใสน่าเชื่อถือและมีอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลานของเรา

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทย วันนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราได้มาร่วมกันแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อปลุกกระแสสังคมและจุดยืนของคนไทยว่าเราไม่ทำ ไม่ทน และไม่เฉยต่อการทุจริตต่อไป และร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตพร้อมกัน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและเป็นสิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติต่อไป”

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นการประกาศเจตจำนงในการต่อต้านการทุจริต ร่วมกันแสดงพลังของคนไทยและทุกภาคส่วนในการตื่นรู้และมีวัฒนธรรมการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

นายกฯ ประกาศจุดยืนรัฐบาล มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ

รัฐบาลมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบจริงหรือ?

การประกาศจุดยืนของนายกรัฐมนตรีในการมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริตเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การปราบปรามการทุจริตประสบความสำเร็จ

การที่ประเทศไทยมีคะแนน CPI ที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตในประเทศยังคงรุนแรง การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราทุกคนมีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ที่จะมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการกระทำ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะการมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น

ดังนั้น เราจึงต้องร่วมมือกันมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ประกาศจุดยืนรัฐบาล มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ประนีประนอมบ่อนทำลายชาติ

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

Scroll to top