นครนายก

นาทีระทึก “หนูน้อย 3 ขวบ” วิ่งข้ามถนนหวิดโดนชน

นาทีระทึกสุดใจหายใจคว่ำ เมื่อนาทีระทึก “หนูน้อย 3 ขวบ” วิ่งข้ามถนนหวิดถูกรถบรรทุกพ่วงชนเต็มๆ! คลิปจากกล้องหน้ารถนี้กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล ทำให้หลายคนขนลุกและขอบคุณพลเมืองดีที่ช่วยไว้ทัน เหตุการณ์เกิดขึ้นบนถนนรังสิต-นครนายก ช่วงคลอง 10-11 ที่รถวิ่งกันเร็วปรี๊ด ถ้าไม่มีคนช่วย น้องอาจพลาดได้ง่ายๆ วันนี้เราจะพาคุณไปดูรายละเอียดทั้งหมด พร้อมบทเรียนสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรพลาด

นาทีระทึก “หนูน้อย 3 ขวบ” วิ่งข้ามถนน

ทุกอย่างเริ่มจากคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jeed Janjira โพสต์ลงโซเชียล ภาพจากกล้องหน้ารถจับภาพเด็กชายวัย 3 ขวบวิ่งพรวดพราดออกจากรั้วบ้านตรงไปกลางถนนใหญ่ ท่ามกลางรถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะเลนขวาที่มีรถเทรลเลอร์พ่วงกำลังพุ่งตรงมาแบบไม่ทันตั้งตัว

เจ้าของคลิป นางจันทร์จิรา มังคลาด เล่าถึงวินาทีนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่าตอนนั้นเธอขับรถคู่กับแฟนด้วยความเร็วต่ำกว่าปกติ ซึ่งปกติถนนเส้นนี้รถชอบแซงกันเร็วมาก แต่ไม่รู้ทำไมวันนั้นถึงขับช้าลง จู่ๆ ก็เห็นน้องวิ่งออกมา แฟนรีบเหยียบเบรกอัด จอดรถขวางเลนทันที พร้อมเปิดไฟฉุกเฉินและบีบแตรดังลั่นเพื่อให้น้องตกใจชะงัก ไม่กล้วิ่งต่อไปยังเลนอันตราย

พลเมืองดีฮีโร่ช่วยชีวิตน้องทันเสี้ยววินาที

โชคดีสุดๆ ที่มีคู่หนุ่มสาวพลเมืองดีขี่จยย.ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ รีบจอดรถแล้ววิ่งลงไปคว้าเอวเด็กน้อยไว้ได้พอดีพอดี รถบรรทุกพ่วงเพิ่งแล่นผ่านไปแค่เสี้ยววินาที! นางจันทร์จิรา บอกว่าคืนนั้นนอนไม่หลับเลย หลับตาเห็นภาพวนลูป “โชคดีที่ขับช้าผิดปกติ อาจเพราะใส่บาตรตอนเช้า สายบุญเลยช่วย” เธอเล่าด้วยความซาบซึ้ง

หลังจากนั้น พลเมืองดีทั้งสองอุ้มน้องกลับบ้านเรียบร้อย ทำให้ทุกคนรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมใหญ่ ข่าวนี้ถูกแชร์กระจายเตือนภัย โดยเฉพาะในกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเล็ก

คุณตาของน้องเผยสาเหตุสุดวิสัย

นายธวิช คุ้มแก้ว อายุ 62 ปี คุณตาของเด็กน้อย เล่าว่าตอนเกิดเหตุ น้องกำลังเล่นอยู่ในบ้าน แต่จู่ๆ วิ่งเข้าบ้านแล้วล็อกประตูจากด้านใน ทำให้คุณตาเข้าไม่ได้! คุณตาจึงรีบไปหยิบบันไดมาเพื่อปีนเข้าไป เพียงไม่กี่วินาทีที่ปีนเข้าได้ น้องก็วิ่งทะลุรั้วออกปากซอยลงถนนใหญ่ซะแล้ว

“ปกติเราระวังมาก มัดเชือกรั้ว ล็อกประตูบ้านตลอด เพราะน้องชอบวิ่งเล่นไปเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้สุดวิสัยจริงๆ” คุณตาเล่าด้วยสีหน้าหมดท่า ครอบครัวเลยฝากขอบคุณเจ้าของคลิปและพลเมืองดีทั้งคู่จากใจจริง หากไม่มีพวกเขา อาจเสียเด็กไปตลอดกาล

บทเรียนจากนาทีระทึกนี้ อย่าประมาท!

เหตุการณ์นาทีระทึก “หนูน้อย 3 ขวบ” วิ่งข้ามถนนนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดี โดยเฉพาะในยุคที่ถนนสายหลักอย่างรังสิต-นครนายก มีรถบรรทุกและรถเร็วเยอะ ผู้ปกครองต้องตื่นตัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงจิตสำนึกพลเมืองดีของคนไทยที่พร้อมช่วยเหลือเสมอ

มาดูเคล็ดลับป้องกันที่ควรนำไปใช้กัน:

  • ติดตั้งรั้วและประตูบ้านให้มั่นคง: ใช้ล็อกแบบที่เด็กเปิดไม่ได้ และตรวจเช็คทุกวัน
  • สอนเด็กเรื่องอันตรายถนนตั้งแต่เนิ่นๆ: บอกให้น้องรู้ว่าอย่าวิ่งออกถนนเด็ดขาด ใช้เกมหรือรูปภาพช่วย
  • ขับรถให้ระวังเสมอ: โดยเฉพาะบริเวณใกล้หมู่บ้านหรือโรงเรียน ลดความเร็วลง เปิดไฟฉุกเฉินถ้าจำเป็น
  • เป็นพลเมืองดี: ถ้าเห็นเด็กหรือสัตว์หลุดลงถนน ช่วยหยุดรถและเตือนคนอื่นทันที
  • ใช้เทคโนโลยีช่วย: ติดกล้องหน้ารถ เปิดแจ้งเตือน GPS ในโซนเสี่ยง

สถิติจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า อุบัติเหตุเด็กเล็กบนถนนเกิดขึ้นบ่อย โดยส่วนใหญ่มาจากการไม่ระวังผู้ปกครอง เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่าความวินาทีเดียวเปลี่ยนชีวิตได้ อย่ารอให้เกิดขึ้นกับลูกหลานตัวเอง

ในมุมมองของผม นี่คือพลังของ “บุญและเมตตา” ที่ช่วยชีวิตน้องได้จริงๆ ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกแบบนี้ สังคมเราจะปลอดภัยขึ้นเยอะ ลองคิดดูสิ ถ้าเป็นลูกคุณล่ะ?

คุณคิดยังไงกับนาทีระทึกนี้? แชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูกของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง กดไลค์และแชร์โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะ อย่าปล่อยให้เกิดซ้ำ!

ที่มา – นาทีระทึก “หนูน้อย 3 ขวบ” วิ่งข้ามถนนหวิดถูกรถบรรทุกชน โชคดีพลเมืองดีช่วยได้ทัน

ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งจับ! ลอบเผาไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

สถานการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในจังหวัดนครนายกกำลังเป็นที่จับตามอง ล่าสุด ผู้ว่าฯ นครนายก ได้สั่งการให้เร่งสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด หลังเกิดเหตุลอบเผาที่ทำให้ไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่ สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งจับ! ลอบเผาไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วในตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายหน่วยงานต้องระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ไฟได้ลุกลามกินพื้นที่กว้างขวาง และบางส่วนเริ่มเข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน ทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าฯ นครนายก ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ.จังหวัด นายอำเภอปากพลี ผู้กำกับ สภ.ปากพลี เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าร่วมประชุม

ในการประชุม ผู้ว่าฯ นครนายก ได้กล่าวว่า เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นเหตุบังเอิญ และอาจมีการวางแผนล่วงหน้า จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกยังได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือในการดับเพลิง และขอให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการฉีดน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยงโดยรอบ และทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่เวรยามเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดคืน และจะมีการรายงานผลการปฏิบัติงานให้ ผู้ว่าฯ นครนายก ทราบต่อไป

สถานการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้เป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การเร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทางการจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาอย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้าอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และดับไฟอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการลอบเผาป่าหรือทุ่งหญ้าอีกต่อไป การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักถึงผลกระทบของการเผาต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ในอนาคต

ไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้าไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของคนในสังคม เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม

การที่ ผู้ว่าฯ นครนายก สั่งการให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าและทุ่งหญ้า และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – ผู้ว่าฯ นครนายก กำชับ ผกก.ปากพลี จับมือลอบเผา ทำไฟลามทุ่งนับหมื่นไร่

สภาลมหายใจฯ แถลง! เหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบ กทม.

สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล หลังพบการลอบเผานาข้าวในจังหวัดนครนายก ส่งผลให้เกิดวิกฤตฝุ่นควันปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดนครนายก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดยตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) จำนวนมากผิดปกติ ครอบคลุมพื้นที่เสียหายกว่า 13,000 ไร่ ลักษณะการกระจายตัวของจุดความร้อนบ่งชี้ว่าอาจมีการนัดหมายเพื่อเผาพร้อมกัน และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ

เนื่องจากสภาวะอากาศตามฤดูกาลในปัจจุบัน กระแสลมยังคงพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าสู่ภาคกลาง ส่งผลให้ฝุ่นควันจากการเผาไหม้ลอยเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยตรง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายลมและมีการระบายอากาศต่ำในช่วงนี้ ทำให้สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อันประกอบด้วย:

  • เด็กและเยาวชน
  • สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และกลุ่มคนพิการ
  • ผู้ที่ต้องปฏิบัติงานหรืออาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้ง

นอกจากนี้ ประชาชนอีกนับล้านชีวิตที่ไม่สามารถเข้าถึงอากาศสะอาดได้ จำเป็นต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศบริสุทธิ์ในสังคม

ผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุสภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล

การเผาในพื้นที่เกษตรส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ การสูดดมฝุ่น PM2.5 ในระยะยาวสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคปอด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ฝุ่นควันยังส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ยานพาหนะ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

สภาลมหายใจกรุงเทพฯ จึงขอเรียกร้องและสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เร่งประสานความร่วมมือเพื่อระงับยับยั้งทั้ง “ไฟในทุ่ง” ที่กำลังลุกลาม และ “ไฟแห่งความขัดแย้ง” ที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาให้ดับลงโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสุขภาวะที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนต่อไป การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

การแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเผา และหาแนวทางแก้ไขที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง การส่งเสริมการทำเกษตรแบบปลอดการเผา การให้ความรู้และสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่เกษตรกร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาการเผาและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชน

การที่สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและแก้ไขอย่างจริงจัง เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างอากาศที่ดีขึ้นได้ เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว การปลูกต้นไม้ และการสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงเรียกร้องเหตุเผานากว่า 13,000 ไร่ กระทบกทม.-ปริมณฑล

มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 จัดเต็ม! CARNIVAL FANTASY

เตรียมตัวให้พร้อมกับงาน มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 ที่จะมาสร้างความสนุกสุดเหวี่ยงในธีม CARNIVAL FANTASY! พบกับศิลปินและตลกชื่อดังมากมายที่จะมาร่วมสร้างความบันเทิงในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครนายก

มูนบุรี มิวสิค เฟสติวัล ครั้งที่ 6 กลับมาพร้อมความอลังการกว่าเดิม ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดนครนายก เตรียมพบกับศิลปินระดับประเทศและคณะตลกแก๊งสามช่า ที่จะขึ้นเวทีสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับทุกคน

มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 กับธีม CARNIVAL FANTASY

เทศกาลดนตรี มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 จัดเต็มความบันเทิงในธีม “CARNIVAL FANTASY“ ที่จะพาคุณไปสัมผัสบรรยากาศสวนสนุกสุดหรรษา พบกับชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ขบวนพาเหรด และการแสดงบอลลูนสุดอลังการ พร้อมแสง สี เสียง และพลุที่จะทำให้ค่ำคืนของคุณเต็มไปด้วยความสุข นอกจากนี้ ยังมีโซนร้านค้ากว่า 60 ร้านที่พร้อมเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้คุณได้อิ่มอร่อยตลอดงาน

ไฮไลท์เด็ดที่ไม่ควรพลาดใน มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6

นอกจากไลน์อัพศิลปินสุดฮิตแล้ว ปีนี้ มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 ยังมีไฮไลท์พิเศษเป็นการกลับมารวมตัวของคณะตลกระดับตำนาน แก๊งสามช่า – หม่ำ เท่ง โหน่ง ที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะและมอบความสุขให้กับชาวนครนายกอย่างเต็มที่ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจังหวัดนครนายก!

งานนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานเอกชนหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ แบ่งเป็น 2 เวทีใหญ่:

  • เวที MOON STAGE: พบกับ JoeyBoy, TimeThai, Three Man Down, Nap The Nap, Polycat, Anatomy Rabbit และศิลปินเซอร์ไพรส์ระดับตำนาน!
  • เวที STAR STAGE: พบกับ Only Monday, Purpeech, Fellow Fellow, Little John, คณะขวัญใจ, L.กฮ., และ Benze พริกไทย

เตรียมพบกับประสบการณ์ความสนุกที่ไม่เหมือนใครในงาน มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 มาร่วมสร้างความทรงจำดีๆ ไปด้วยกัน!

สำหรับชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง นี่คือโอกาสทองที่คุณไม่ควรพลาด! มาร่วมสัมผัสความสนุกสุดเหวี่ยงในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี แล้วมาเจอกัน!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.theconcert.com/p/4240 

ที่มา – มูนบุรี มิวสิคฯ ครั้งที่ 6 ยกทัพศิลปิน-ตลก ร่วมเทศกาลดนตรี ธีม CARNIVAL FANTASY

สายมูแห่! อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ ขอเลขเด็ดงวดนี้

แห่ขอ เลขเด็ดงวดนี้! สายมูเดินทางไปที่วัดลำบัวลอย จังหวัดนครนายก เพื่อ อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ และขอโชคลาภสำหรับเสี่ยงโชคงวด 1/10/68

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดลำบัวลอย ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้ขอพร “หลวงพ่อสนิท ยสินทโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดลำบัวลอย และอดีตพระเกจิชื่อดัง ผู้สร้างตำนานวัตถุมงคล จระเข้โทน พญาเต่าเรือน นกสาริกา จนเกิดปาฏิหาริย์แก่ผู้ที่พกติดตัว ทำให้บรรดาเซียนพระต่างพากันหาเช่าบูชา

“หลวงพ่อสนิท” ท่านเปี่ยมไปด้วยบุญญาบารมี ทำให้มีผู้คนมากมายเคารพศรัทธา และมักจะมาบนบานขอความสำเร็จในด้านต่างๆ เช่น ด้านธุรกิจ การงาน ตลอดจนการบนบานขอให้ทำการซื้อขายบ้านและที่ดินได้สำเร็จ เมื่อสำเร็จสมปรารถนาก็จะนำสิ่งของต่างๆ มาแก้บน

นายจักรกฤษณ์ นกสิงห์ ได้นำพวงมาลัยแห้งสีแดงสดมาถวาย “หลวงพ่อสนิท” และเล่าว่ามาที่วัดบ่อยเพราะขออะไรก็สำเร็จ เดือนละ 2-3 ครั้ง และจะนำพวงมาลัยสีแดงมาถวายทุกครั้ง ครั้งละ 50 พวง บางครั้งก็ 100 พวง จากนั้นได้โชว์วัตถุมงคลของหลวงพ่อสนิทที่ห้อยคอ ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการเซียนพระ พร้อมอธิษฐานขอ เลขเด็ดงวดนี้ จากการล้วงไหได้เลข 902 และจะนำเลขที่ได้ไปเสี่ยงโชค

อีกจุดที่สายมูให้ความสนใจคือการได้มา อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ ที่หลวงพ่อสนิทได้สร้างและอธิษฐานจิตปลุกเสกไว้ก่อนมรณภาพ ประดิษฐานอยู่หน้ามณฑปด้านซ้าย-ขวา มี 2 ตัว โดยเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้มาทำความสะอาด อาบน้ำให้กับรูปปั้นจระเข้คู่นี้ จะมีโชคลาภ หรือหากมีปัญหาทางการเงิน เป็นหนี้ สภาพการเงินฝืดเคือง ทำอะไรก็ติดขัด ก็ให้อธิษฐานและทำความสะอาดรูปปั้นจระเข้คู่นี้ แล้วอุปสรรคต่างๆ จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ ขอเลขเด็ดงวดนี้

เลขเด็ดงวดนี้: เคล็ดลับเสริมโชคลาภที่วัดลำบัวลอย

สำหรับใครที่กำลังมองหาโชคลาภ และมีความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเดินทางไปวัดลำบัวลอยเพื่อ อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ และขอ เลขเด็ดงวดนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม โปรดใช้วิจารณญาณในการเสี่ยงโชค และไม่ควรหลงเชื่ออะไรง่ายๆ จนเกินไป

  • สิ่งที่ควรเตรียมไป: ผ้าสะอาด, น้ำสะอาด, ดอกไม้, ธูปเทียน
  • วิธีการอาบน้ำรูปปั้นจระเข้: อธิษฐานขอพร, นำผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดรูปปั้นจระเข้
  • ข้อควรระวัง: รักษาความสะอาด, สำรวมกิริยา, ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

การเดินทางไปวัดลำบัวลอย ไม่เพียงแต่เป็นการแสวงหาโชคลาภเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำบุญ และพักผ่อนจิตใจอีกด้วย ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันดูนะคะ

ที่มา – สายมูแห่ “อาบน้ำรูปปั้นจระเข้” วัดลำบัวลอย ไม่พลาดขอ “เลขเด็ดงวดนี้”

พระฉี่ม่วง อ้างบิณฑบาตเจอยาบ้าเลยเก็บมาแบ่งกันเสพ จับสึกเกือบหมดวัด

พระฉี่ม่วง อ้างบิณฑบาตเจอยาบ้าเลยเก็บมาแบ่งกันเสพ จับสึกเกือบหมดวัด

เหตุการณ์พระฉี่ม่วงที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและสำนักพุทธศาสนาจังหวัดนครนายกบุกตรวจวัดในพื้นที่อำเภอบ้านนา พบว่าพระลูกวัดจำนวนเกือบทั้งหมดในวัดแห่งหนึ่งเสพยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า สาเหตุมาจากการบิณฑบาตที่อ้างว่าเจอยาบ้ากระจัดกระจายบนพื้น เลยเก็บมาแบ่งกันเสพกันภายในวัด สุดท้ายจับสึกพระ 3 รูปทันที และส่งตัวเข้ารับการบำบัด

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.00 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว พร้อมด้วยนายอำเภอบ้านนา นายบรรพต รัตนเกตุ และเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครนายก รวมถึงสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัด ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดเพื่อให้เป็นวัดสีขาวปลอดยาเสพติด โดยตรวจทั้งหมด 4 วัดในเขตอำเภอบ้านนา มีพระสงฆ์ทั้งสิ้น 25 รูปที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสารเสพติด

รายละเอียดการจับกุมพระฉี่ม่วงในวัดนครนายก

ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติที่วัดแห่งหนึ่งในตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ซึ่งวัดนี้มีพระสงฆ์ประจำอยู่ 7 รูป แต่ผลการตรวจฉี่เผยว่ามีพระ 3 รูปที่ตรวจพบสารเสพติด ได้แก่ พระจักรพงษ์ พระวิวัฒน์ และพระยศกร โดยเฉพาะพระจักรพงษ์ที่แสดงท่าทีมีพิรุธราวกับเพิ่งเสพยาเสพติดมา เจ้าหน้าที่จึงสอบถามทันทีว่าเสพมากี่เมื่อไหร่และได้ยามาจากไหน

พระจักรพงษ์สารภาพอย่างน่าตกใจว่าไม่ได้ซื้อหายาบ้ามา แต่บิณฑบาตแล้วเจอยาบ้ากระจัดกระจายบนพื้น เลยเก็บมาเสพและแบ่งให้พระรูปอื่นๆ ในวัดเสพด้วยกัน คำให้การนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับงงและยิ้มขำ เพราะเป็นมุกเดิมๆ ที่เคยพบในคดีคล้ายๆ กันมาก่อน จากนั้นจึงให้พระวินยาธิการดำเนินการสึกพระทั้ง 3 รูปทันที และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านนา เพื่อส่งเข้ารับการบำบัดรักษาและขยายผลหาต้นตอเพิ่มเติม

เหตุการณ์พระฉี่ม่วง อ้างบิณฑบาตเจอยาบ้าเลยเก็บมาแบ่งกันเสพ จับสึกเกือบหมดวัดนี้ สะท้อนปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดลึกเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างวัดวาอาราม ซึ่งปกติควรเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน ยาเสพติดอย่างยาบ้าไม่เพียงทำลายสุขภาพร่างกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและศีลธรรมของผู้เสพ โดยเฉพาะพระสงฆ์ที่ควรเป็นแบบอย่างแก่สังคม การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวัดสีขาวปลอดยาเสพติดที่รัฐบาลผลักดัน เพื่อป้องกันไม่ให้วัดกลายเป็นแหล่งผลิตหรือจำหน่ายยาเสพติด

จากข้อมูลสถิติ พบว่าปัญหายาเสพติดในชุมชนชนบทอย่างนครนายกยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายแดนที่ยาบ้าไหลเข้าจากเพื่อนบ้านจำนวนมาก โครงการตรวจวัดครั้งนี้ช่วยค้นพบและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากพระสงฆ์และชาวบ้านในการเฝ้าระวัง หากปล่อยให้ยาเสพติดแพร่กระจายต่อไป อาจนำไปสู่การล้มเหลวของชุมชนทั้งหมด

  • สาเหตุหลัก: การบิณฑบาตที่เสี่ยงพบยาเสพติดกระจัดกระจาย
  • ผลกระทบ: สึกพระเกือบทั้งวัด สร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา
  • มาตรการแก้ไข: ส่งบำบัดและขยายผลจับกุมเครือข่าย

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดแนะนำว่าชาวบ้านควรรายงานเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยในวัดหรือชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การศึกษาและให้ความรู้เรื่องอันตรายของยาบ้าควรถูกนำไปใช้ในโรงเรียนวัดและชุมชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เยาวชน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหายาเสพติดไม่ได้เลือกสถานที่หรือสถานะทางสังคม แม้แต่ในวัดที่ควรบริสุทธิ์ก็ยังถูกคุกคาม เราต้องร่วมมือกันต่อสู้เพื่อสังคมที่ปลอดภัย หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับปัญหานี้ สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกัน

ที่มา – พระฉี่ม่วง อ้างบิณฑบาตเจอยาบ้าเลยเก็บมาแบ่งกันเสพ จับสึกเกือบหมดวัด

Scroll to top