นายจ้าง

วิธีลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส. ผ่านเว็บไซต์ – แอปฯ SSO Plus

เชื่อว่าเหล่าผู้ประกันตนและนายจ้างหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับการเลือกตั้งตัวแทนในคณะกรรมการประกันสังคม ครั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ การมีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทนถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญมาก เพราะบอร์ด สปส. จะเป็นตัวแทนของเราในการผลักดันนโยบายและดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของคนทำงาน วันนี้เราจึงขอสรุปวิธีลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส. ผ่านเว็บไซต์ – แอปฯ SSO Plus 24 ชม. มาให้ทุกคนได้เข้าใจกันแบบง่ายๆ ครับ

ขั้นตอนและวิธีลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส. ผ่านเว็บไซต์ – แอปฯ SSO Plus 24 ชม.

สำหรับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนนั้น ทางสำนักงานประกันสังคมได้เปิดระบบให้ดำเนินการได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่อำนวยความสะดวกให้คุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2569 โดยมีช่องทางดังนี้:

  • ผู้ประกันตน: ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus หรือระบบ e-Self Service บนเว็บไซต์ www.sso.go.th
  • นายจ้าง: ดำเนินการผ่านระบบ e-Service บนเว็บไซต์ www.sso.go.th

ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส. ผ่านเว็บไซต์ – แอปฯ SSO Plus 24 ชม.

ก่อนที่จะเริ่มลงทะเบียน คุณควรเช็กตัวเองก่อนว่ามีสิทธิครบถ้วนหรือไม่ ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ คุณต้องมีคุณสมบัติดังนี้:

  • ต้องมีสัญชาติไทย
  • เป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนเดือนเมษายน 2569
  • มีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนเมษายน 2569

หากใครยังไม่เคยใช้งานระบบมาก่อน แนะนำให้เตรียมความพร้อมด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ThaiD เพื่อยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะระบบความปลอดภัยของสำนักงานประกันสังคมนั้นเข้มงวดเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้ดีที่สุดครับ

สำหรับใครที่ไม่สะดวกออนไลน์ สำนักงานประกันสังคมยังเปิดให้ลงทะเบียนแบบ Walk-in ได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน จะเปิดให้บริการในวันและเวลาราชการ และในช่วงวันที่ 1-15 กรกฎาคม จะเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ครับ


การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญที่เราจะได้เลือกตัวแทนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเราทุกคน ใครสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ก็อย่ารอช้า รีบโหลดแอปฯ หรือเข้าเว็บไปลงทะเบียนได้เลยครับ เพื่อให้เสียงของคุณมีค่าในการกำหนดทิศทางสวัสดิการประกันสังคมในอนาคต

ที่มา – เปิดวิธีลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส. ผ่านเว็บไซต์ – แอปฯ SSO Plus 24 ชม.

เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพื่อให้กฎหมายนี้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมและครอบคลุมมากขึ้น

เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

การแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ครั้งนี้ มุ่งเน้นยกระดับความคุ้มครองลูกจ้างในหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มที่เคยถูกละเลย เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน ที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกับลูกจ้างทั่วไป นอกจากนี้ ยังปรับปรุงสิทธิของครอบครัวให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

สิทธิประโยชน์ใหม่ที่ลูกจ้างจะได้รับ

  • ปลดล็อกข้อจำกัดคู่สมรส: คู่สมรสของลูกจ้างจะไม่ถูกตัดสิทธิรับเงินทดแทนแม้สมรสใหม่ ทำให้ครอบครัวได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • ขยายสิทธิบุตร: บุตรของลูกจ้างที่เสียชีวิตจะได้รับเงินทดแทนตามความเป็นจริง โดยไม่จำกัดจำนวนหรือเงื่อนไขเดิม
  • หนังสือระบุตัวบุคคล: ลูกจ้างสามารถทำเอกสารกำหนดผู้รับสิทธิล่วงหน้าได้ เพิ่มความยืดหยุ่นและมั่นใจ
  • ทุพพลภาพต่อเนื่อง: ผู้มีสิทธิทุพพลภาพทั้งก่อนและหลัง 9 ธันวาคม 2561 จะได้รับค่าทดแทนต่อเนื่องตามกฎหมายใหม่

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้ลูกจ้างและครอบครัวรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในระบบประกันสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ค่าใช้จ่ายชีวิตสูงขึ้นและโครงสร้างครอบครัวหลากหลาย

ปรับโครงสร้างการบริหารกองทุนให้โปร่งใส

นอกจากสิทธิประโยชน์แล้ว การเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง ยังรวมถึงการปฏิรูประบบบริหารด้วย โดยกำหนดให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างในคณะกรรมการการแพทย์

  • วาระกรรมการ: 2 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ ป้องกันการผูกขาด
  • คุณสมบัติชัดเจน: ไม่ซ้ำกับคณะกรรมการประกันสังคม
  • อำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ: เรียกเอกสารหรือบุคคลชี้แจงได้ เพิ่มความโปร่งใส

การปรับปรุงเหล่านี้จะทำให้กองทุนเงินทดแทนบริหารงานได้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตน

ทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิ.ย. 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.law.go.th www.sso.go.th หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ หลังรับฟัง สปส. จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและรัฐมนตรีแรงงาน

การมีส่วนร่วมของคุณสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้กฎหมายตอบโจทย์ชีวิตจริง รีบไปแสดงความเห็นวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกจ้างทุกคน! ในมุมมองของผม การแก้ไขนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิแรงงานอย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

รัฐบาลย้ำวันแรงงาน จ่ายเพิ่ม 1 เท่า OT 3 เท่า

วันแรงงานแห่งชาติกำลังใกล้เข้ามา และ รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ในปี 2569 นี้ รัฐบาลได้ออกมาประกาศย้ำเตือนนายจ้างทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติพร้อมรับค่าจ้างเต็มอัตรา หากนายจ้างจำเป็นต้องให้ลูกจ้างทำงานในวันดังกล่าว จะต้องจ่ายค่าทำงานพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างปกติ และหากทำงานล่วงเวลา (OT) ต้องจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนด

หลักการนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัว รัฐบาลมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้ยั่งยืน

สิทธิพื้นฐานในวันแรงงานที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

  • หยุดงานรับค่าจ้างปกติ: ลูกจ้างสามารถหยุดได้โดยไม่เสียสิทธิค่าจ้างประจำวัน
  • ทำงานวันหยุด +1 เท่า: หากทำงานต้องได้เพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ
  • โอที 3 เท่า: ค่าล่วงเวลาในวันหยุดต้องจ่าย 3 เท่าต่อชั่วโมง
  • วันหยุดชดเชย: หากตรงวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยวันถัดไป

สำหรับกิจการที่หยุดไม่ได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล ขนส่งสาธารณะ หรือโรงงานผลิตต่อเนื่อง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยใหม่ หรือจ่ายแทนตามความเหมาะสม แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเสมอ

กรณีพิเศษและคำแนะนำปฏิบัติ

หากวันแรงงานตรงกับวันอาทิตย์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะกำหนดให้หยุดชดเชยในวันจันทร์ถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับวันหยุดเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมให้มีการเจรจาระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อป้องกันข้อพิพาท

ลูกจ้างควรเตรียมเอกสาร เช่น สลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง เพื่อตรวจสอบสิทธิ หากเกิดปัญหา สามารถแจ้งสายด่วน 1506 หรือไปร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดใกล้บ้าน

นายจ้างเองก็ควรเตรียมงบประมาณให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่สูงถึง 100,000 บาท หากฝ่าฝืนกฎหมาย การปฏิบัติตามนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน แต่ยังเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจให้ดูใส่ใจพนักงาน

ความสำคัญของวันแรงงานในบริบทไทย

วันแรงงานแห่งชาติไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานทั่วโลก ในประเทศไทย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รัฐบาลชุดปัจจุบันย้ำนโยบาย “ทุนมนุษย์” โดยมุ่งพัฒนาทักษะและสวัสดิการแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

จากสถิติปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่องวันหยุดราชการกว่า 5,000 คดี ส่วนใหญ่เกิดจากขาดความรู้ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์เช่นนี้จึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองผู้เขียน การที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า แสดงถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองผู้弱势 ลูกจ้างทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

CTA: ลูกจ้างท่านใดกำลังทำงานหนักในวันหยุด อย่ารอช้า! ตรวจสอบสิทธิวันแรงงานของคุณวันนี้ และแจ้งนายจ้างให้ทราบกฎหมายเพื่อรับสิทธิเต็มที่ หากสงสัย ติดต่อกรมแรงงานได้ทันที สุขภาพและสิทธิของคุณสำคัญที่สุด!

ที่มา – รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังตามข่าวสารเรื่องประกันสังคมอยู่! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลยนะครับ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการเว็บแอพลิเคชัน (SSO Core) เพื่อให้บริการออนไลน์มีเสถียรภาพมากขึ้น รองรับการใช้งานของนายจ้าง ผู้ประกันตน และสถานพยาบาลทั่วประเทศแบบไม่สะดุด เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวเลยทีเดียว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยนางนงค์ลักษณ์ กอวรกุล รองเลขาธิการ สปส. ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการนางสาวกาญจนา พูลแก้ว ในการเปิดวอร์รูมดังกล่าว ณ ชั้น 1 อาคารวิทุรแสงสิงแก้ว ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี บรรยากาศคึกคักมาก มีตัวแทนจากคณะอนุกรรมการพิจารณาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาร่วมตรวจเยี่ยมด้วย ทั้งผู้แทนนายจ้าง ผู้ประกันตน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม

วอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการนี้มีหน้าที่หลักคือเป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียน คัดกรองปัญหา และสนับสนุนการใช้งานระบบ SSO Core ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการเว็บแอพประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเรื่องทะเบียนนายจ้าง (ม.33/39/40) ชำระเงินสมทบ หรือขอรับประโยชน์ทดแทน ตอนนี้ทุกอย่างจะลื่นไหลขึ้นเยอะเลยครับ เพราะมีทีมงานคอยเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์

จากการตรวจเยี่ยม พบว่ามีการวางโครงสร้างการทำงานครอบคลุม 5 ด้านหลักเลยทีเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ลองมาดูกันครับว่าด้านไหนบ้าง

โครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสาร

  • ระบบคู่สายโทรศัพท์สำหรับรับเรื่องร้องเรียนและคัดกรองเบื้องต้น 4 คู่สาย เบอร์ 02-956-2911 ถึง 4
  • คู่สายสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 13 คู่สาย ครอบคลุมงานทะเบียน เงินสมทบ ประโยชน์ทดแทน เร่งรัดหนี้ การเงิน บัญชี และงานแพทย์

กระบวนการทำงาน

กำหนดขั้นตอนชัดเจน แบ่ง 2 ช่องทาง: สำหรับภายนอก (นายจ้าง/ผู้ประกันตน/สถานพยาบาล) ผ่านสายด่วน 1506 แล้วส่งต่อวอร์รูม ส่วนภายใน (เขต/จังหวัด) ติดต่อตรงได้เลย รวดเร็วทันใจมาก!

เทคโนโลยีสารสนเทศ

ติดตั้งระบบแสดงผลข้อมูลเรียลไทม์ ติดตามสถานะการทดสอบและรับเรื่องทางโทรศัพท์ แก้ปัญหาจนจบทุกเคส

นอกจากนี้ ยังมีคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการเปลี่ยนผ่านระบบ SSO Core ช่องทางสื่อสารออนไลน์อย่าง Line OA และ Cisco Video Conference ครบครันสุดๆ นางนงค์ลักษณ์ยังเน้นย้ำว่าพร้อมรองรับผู้ใช้ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ในยุคที่ทุกคนพึ่งพาบริการออนไลน์ การมีวอร์รูมแบบนี้ช่วยลด downtime ของระบบ ลดความหงุดหงิดในการใช้งาน เช่น เวลายื่น 4.1 หรือตรวจสอบสิทธิ์ประกันสังคม ไม่ต้องรอคิวนานๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะหลังโควิดที่การใช้งานดิจิทัลพุ่งสูง สปส. จึงต้องอัพเกรดให้ทันสมัย

สำหรับนายจ้าง ลดภาระในการติดตามเงินสมทบ ผู้ประกันตนเช็คสิทธิ์ได้ง่าย สถานพยาบาลส่งข้อมูลผู้ป่วยเร็วขึ้น ทุกฝ่าย win-win เลยครับ ถ้าเทียบกับระบบเก่า ปัญหาเว็บล่มหรือช้าจะน้อยลงมาก

ในอนาคต คาดว่าสปส. จะขยายบริการดิจิทัลเพิ่ม เช่น แอพมือถือเต็มรูปแบบ หรือ AI ช่วยตอบคำถาม ลองนึกภาพสิครับ ทุกอย่างคลิกเดียวเสร็จ!

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือก้าวย่างที่ดีของประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล สมาชิกประกันสังคมอย่างเราควรสนับสนุนและใช้งานให้เต็มที่ เพื่อให้ระบบพัฒนาต่อไป หากมีปัญหา ลองโทร 1506 หรือเบอร์วอร์รูมดูนะครับ

คุณล่ะครับ คิดอย่างไรกับการพัฒนาครั้งนี้? แชร์ประสบการณ์ใช้งานระบบ SSO Core ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ นายจ้างและผู้ประกันตนด้วยนะ จะได้ช่วยกันทำให้บริการดีขึ้น!

ที่มา – ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการเว็บแอพลิเคชัน

ประกันสังคมแจง! งบตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อสำนักงานประกันสังคมชี้แจงกรณีงบประมาณ 35 ล้านบาทสำหรับการตัดสูทให้พนักงาน 7,000 คน โดยเน้นย้ำว่าไม่ใช่เงินจากผู้ประกันตนทั้งหมด

ประกันสังคมแจง! งบตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่สำนักงานประกันสังคม นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาอธิบายถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจำนวนดังกล่าว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์

นางนิยดากล่าวว่า สูทดังกล่าวเป็นเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน โดยงบประมาณที่ใช้ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่มาจากการจัดสรรภายในสำนักงานเอง

ที่มาของงบประมาณการตัดสูทของประกันสังคม

ประเด็นสำคัญที่นางนิยดาเน้นย้ำคือ สำนักงานประกันสังคมไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสำหรับการบริหารจัดการโดยตรง แต่ได้รับเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น ดังนั้น การดำเนินโครงการต่างๆ ต้องมาจากการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรเอง

“บางคนอาจมองว่าสูทไม่มีประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยตรงได้ให้ข้อมูลว่า เป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยในการสื่อสารกับผู้ประกันตนเมื่อออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เพื่อให้ข้อมูลหรือให้ความช่วยเหลือต่างๆ ได้ง่ายขึ้น” นางนิยดากล่าวเสริม

เมื่อถูกถามถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ในการจัดซื้อชุดสูท นางนิยดาอธิบายว่า เงินดังกล่าวมาจากการจัดเก็บเงินสมทบ 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล โดยตามกฎหมายสามารถนำเงินสมทบมาใช้ในการบริหารจัดการได้ไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี ซึ่งในความเป็นจริง สำนักงานประกันสังคมใช้เงินส่วนนี้น้อยกว่า 10% มาก โดยอยู่ที่ประมาณ 2-3% เท่านั้น

สำหรับประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของการตัดสูทชุดละ 5,000 บาท นางนิยดาชี้แจงว่า ราคาดังกล่าวไม่ใช่ต่อชุด แต่เป็นราคาต่อเซ็ต และการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุทุกประการ โดยผ่านกระบวนการประกวดราคาอย่างโปร่งใส

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งบประมาณ 35 ล้านบาทสำหรับการตัดสูทให้พนักงาน 7,000 คน
  • สูทเป็นเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม
  • งบประมาณไม่ได้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
  • เงินมาจากเงินสมทบ 3 ฝ่าย และใช้ไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี
  • การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ

จากข้อมูลที่ได้รับฟัง การชี้แจงของสำนักงานประกันสังคมก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไป เพื่อลดความเข้าใจผิดและความไม่สบายใจที่อาจเกิดขึ้น การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่มีต่อองค์กร

ที่มา – ประกันสังคม แจงงบฯ ตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

เตือนนายจ้าง! ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 69

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนนายจ้างให้ความสำคัญกับการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างปี 2568 ให้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้าง

เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาแจ้งเตือนนายจ้างทุกแห่งให้ดำเนินการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ การดำเนินการอย่างตรงต่อเวลาจะช่วยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนอย่างเต็มที่

ช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนั้นมีความหลากหลายและสะดวกสบาย นายจ้างสามารถเลือกชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารดอยซ์ แบงก์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเจพีมอร์แกน เซส และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ช่องทางเหล่านี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ หน่วยบริการของธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

รายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทนคืออะไร?

นอกเหนือจากการชำระเงินสมทบแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทน ประจำปี 2568 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีช่องทางให้เลือก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  • รายงานค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage): ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • รายงานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคม: นายจ้างสามารถยื่นรายงานค่าจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเน้นย้ำว่า หากนายจ้างพบว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหลังจากรายงานค่าจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการชำระเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินสมทบต่อเดือนที่ค้างชำระ การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนโดยรวม และอาจส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงขอความร่วมมือนายจ้างทุกท่านให้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาและช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและช่วยให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ให้ตรงเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างอย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน อย่าลืมชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ตามกำหนดนะครับ

การเอาใจใส่และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนเงินทดแทนไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยรวมอีกด้วย การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความผาสุกของทุกคนในสังคม

ที่มา – เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

ประกันสังคมเตือน! ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำนักงานประกันสังคม ออกมาเตือนนายจ้างให้รีบดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน หากละเลยมีโทษทั้งจำทั้งปรับ!

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งจะช่วยดูแลลูกจ้างเมื่อประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเนื่องมาจากการทำงาน ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มงานวันแรก

ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ขอให้นายจ้างทุกท่านตรวจสอบและดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างให้ถูกต้องและครบถ้วนตามกำหนด

ช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคมได้อำนวยความสะดวกแก่นายจ้าง โดยมีช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง 2 ช่องทาง ดังนี้

  1. ยื่นเอกสารด้วยตนเอง: ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด หรือสาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • สำหรับลูกจ้างสัญชาติไทย
    • กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม สปส.1-03 ให้ครบถ้วน
    • ไม่ต้องมีเอกสารแนบ
    • ไม่ต้องใช้แบบเลือกสถานพยาบาล สปส.9-02
  • สำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติ/ต่างด้าว
    • กรอกแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน สปส.1-03
    • สำเนาหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตัวแทนหนังสือเดินทาง
    • สำเนาใบอนุญาตทำงาน
    • สำเนาเอกสารการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวกรณีพิเศษ
  1. ยื่นผ่านระบบออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th (ระบบ e-Service)

ขั้นตอนการยื่นแบบออนไลน์:

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sso.go.th
  2. ลงทะเบียนและพิมพ์แบบ สปส.1-05
  3. นำเอกสารไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคม
  4. รอเจ้าหน้าที่อนุมัติ User Password

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง), LINE: @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และยังเป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับลูกจ้างอีกด้วย อย่าลืมดำเนินการให้ถูกต้องและทันเวลา!

ที่มา – ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน ที่รับเข้าทำงาน

สลด! นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน

เรื่องราวสุดสลดจากแอฟริกาใต้ เมื่อคนงานฟาร์มหมูให้การว่านายจ้างสั่งให้เขาทิ้งศพหญิงสาว 2 คนให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐานในคดีฆาตกรรมเมื่อปีก่อน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายความตึงเครียดทางเชื้อชาติในประเทศอีกครั้ง

นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน จริงหรือ?

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอาเดรียน เดอ เวต คนงานฟาร์มหมูชาวแอฟริกาใต้วัย 21 ปี ได้ให้การต่อศาลสูงโปโลควาเน โดยเปิดเผยรายละเอียดอันน่าตกใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฟาร์มหมูใกล้เมืองโปโลควาเน จังหวัดลิมโปโป เมื่อปีก่อน เขาอ้างว่านายจ้างของเขา นายซาคาเรียฟ์ โยฮันเนส โอลิวิเยร์ บังคับให้เขาทิ้งศพของ น.ส.มาเรีย มัคกาโต อายุ 45 ปี และ น.ส.ลูเซีย เอ็นโดลวู อายุ 34 ปี ให้หมูกินเพื่อทำลายหลักฐาน

ในตอนแรก นายเดอ เวต นายโอลิวิเยร์ และนายวิลเลียม มูโซรา ถูกฟ้องร้องในข้อหาฆาตกรรมหญิงทั้งสองคนที่บุกรุกเข้ามาในสวนเพื่อหาอาหาร อย่างไรก็ตาม นายเดอ เวต ได้รับการยกฟ้องและกลายมาเป็นพยานในคดีนี้

นายเดอ เวต ให้การว่าเขาและนายโอลิวิเยร์เป็นผู้ยิงหญิงทั้งสอง ก่อนที่เขาจะได้รับคำสั่งให้กำจัดศพ โดยเขาอ้างว่าถูกบังคับให้ทิ้งร่างในคอกหมูที่มีหมูอยู่หลายตัว

รายละเอียดคืนเกิดเหตุ การนายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน

ในคืนเกิดเหตุ นายเดอ เวต และนายโอลิวิเยร์ เฝ้ารอผู้บุกรุกในฟาร์มพร้อมอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ หลังจากรอประมาณ 30 นาที พวกเขาได้ยินเสียงคนคุยกันและเดินมาทางพวกเขา ทั้งคู่จึงเปิดฉากยิงและได้ยินเสียงคนกรีดร้อง เมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบร่างคนนอนคว่ำหน้าอยู่

หลังจากนั้น นายเดอ เวต และนายโอลิวิเยร์ แยกย้ายกันกลับไปนอน ก่อนที่เช้าวันต่อมาจะพบว่าเป็นศพผู้หญิง นายโอลิวิเยร์จึงบอกให้เขาช่วยกันขนศพไปทิ้งไว้ในคอกหมู

วันต่อมา พวกเขาพบศพผู้หญิงอีกรายอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 25 เมตร นายโอลิวิเยร์ นายเดอ เวต และนายมูโซรา จึงช่วยกันนำศพไปทิ้งในคอกหมูเช่นเดียวกับศพแรก

ต่อมาในวันอังคารที่ 20 ส.ค. 2567 พวกเขากลับไปที่คอกหมูและพบว่าหมูกัดกินศพของหญิงทั้งสองไปมากแล้ว โดยมีการนำรูปสภาพศพมาแสดงในศาลด้วย

นายจอร์จ เซกูคูน อัยการรัฐ ถามนายเดอ เวต เกี่ยวกับจุดประสงค์ของการนำศพไปทิ้งในคอกหมู ซึ่งเขาตอบว่า “เรากำลังทำลายหลักฐาน เพราะเมื่อหมูหิวจัดพอสมควร มันจะกินทุกอย่าง”

นอกจากนี้ นายเดอ เวต ยังให้การว่านายโอลิวิเยร์ ใช้เครื่องเจียรตัดปืนไรเฟิลล่าสัตว์ออกเป็นชิ้น ๆ และเผาชิ้นส่วนที่เป็นไม้ของปืน จากนั้นจึงโยนอาวุธที่ถูกตัดเป็นชิ้น ๆ และปลอกกระสุนที่ใช้แล้วลงไปในบ่อบาดาล

คดีนี้จุดชนวนความไม่พอใจไปทั่วแอฟริกาใต้ และตอกย้ำความตึงเครียดทางเชื้อชาติระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาวในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท ที่ดินทำกินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือของคนผิวขาว ในขณะที่คนงานในฟาร์มส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและได้รับค่าจ้างต่ำ

เหตุการณ์นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกินสะท้อนให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความตึงเครียดทางเชื้อชาติที่ยังคงฝังรากลึกในสังคมแอฟริกาใต้ แม้ว่าการแบ่งแยกสีผิวจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

เรื่องราวนายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน

ที่มา – คนงานแอฟริกาใต้รับ นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

Scroll to top