น้ํามันดิบ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์โลกกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน โดยล่าสุด ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนไปอีกยาวนานครับ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในระหว่างการปราศรัยที่นิวยอร์ก สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ทรัมป์ได้ยอมรับตรงๆ ว่าชาวอเมริกันอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับค่าน้ำมัน แต่นี่คือสิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นราคาที่ต้องแลกเพื่อความมั่นคงและป้องกันอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ สถานการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกที่กำลังถูกตึงเครียดอย่างหนักในขณะนี้

ผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซและตลาดพลังงาน

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่มันคือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก การที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าตนเป็นผู้คุมอำนาจในการเปิด-ปิดช่องแคบนี้แต่เพียงผู้เดียว ทำให้เกิดผลกระทบดังนี้:

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การเดินเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความกังวลเรื่องการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นหลังจากมีรายงานเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้นับว่าวิกฤตมาก เพราะก่อนเกิดสงคราม มีเรือขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 130 ลำต่อวัน แต่ปัจจุบันตัวเลขกลับลดลงจนน่าตกใจ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันในบ้านเราก็อาจจะได้รับผลกระทบตามไปด้วยครับ

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นเหมือนโดมิโนที่เริ่มล้มลง การเจรจาสันติภาพที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มขึ้นจริงจัง ทำให้โลกต้องเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างมีสติ และวางแผนการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะดูแล้วความไม่แน่นอนนี้คงจะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียวครับ

ที่มา – ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

สถานการณ์พลังงานโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้นักลงทุนต่างเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดจากความกังวลในเรื่องอุปทานน้ำมัน หลังจากที่สื่อทางการของอิหร่านได้เผยแพร่ร่างแผนการที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมาพร้อมกับเงื่อนไขที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง

รายละเอียดของร่างแผนการและผลกระทบต่อตลาด

ร่างแผนการที่ทางอิหร่านกำลังพิจารณานั้นถือว่ามีความรุนแรงและชัดเจนในเชิงการเมือง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • สั่งห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบโดยเด็ดขาด
  • เรือจากประเทศอื่นที่สร้างความเสียหายให้อิหร่านจะต้องจ่ายค่าชดเชยก่อนผ่านทาง
  • มีการปรับเงินสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้า หากมีการฝ่าฝืนข้อกำหนด

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ จนทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต้องออกมาเตือนให้จับตาดูความเคลื่อนไหวในพื้นที่นี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจจะทะยานสูงขึ้นไปอีก

นอกจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ความขัดแย้งในภูมิภาคยังขยายวงกว้างขึ้น เห็นได้จากการที่กลุ่มฮูตีในเยเมนออกมาอ้างการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์อุปทานน้ำมันให้ตึงตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ คงต้องเตรียมตัวรับมือกับราคาน้ำมันที่อาจผันผวนได้ในระยะสั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยครับ

คุณมีความเห็นอย่างไรกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้? มาร่วมแชร์มุมมองหรือวางแผนรับมือความผันผวนนี้ไปด้วยกันในช่องคอมเมนต์นะครับ!

ที่มา – ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกที่ต้องจับตามองครับ เมื่อล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศกร้าวผ่านวงสนทนากับประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครนว่า สหรัฐฯ อาจมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอิหร่านอีกครั้ง โดยเฉพาะ ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหัวใจหลักของอิหร่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการโจมตีไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนยากจะประเมิน

เบื้องลึกความตึงเครียดของสถานการณ์ ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้

ท่าทีที่ดุดันของผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุสพุ่งสูงขึ้น โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่า หากจำเป็นต้องทำลายโรงไฟฟ้าหรือโรงงานผลิตน้ำจืด ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนของอิหร่านเขาก็พร้อมจะทำ แม้จะยอมรับว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากให้เกิดขึ้นก็ตาม คำสั่งที่ว่า “อย่าแตะต้องท่อส่งน้ำมัน แต่ให้ถล่มสิ่งอื่นให้ราบ” กลายเป็นประโยคที่สะท้อนถึงการวางกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการบีบคั้นทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง

ทางด้านอิหร่านเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อคำขู่ดังกล่าว บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ออกมาตอบโต้ด้วยความเดือดดาล โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า “มาเลย เรากำลังรอคุณอยู่” และขู่ว่าจะไม่ให้ทหารอเมริกันรอดชีวิตกลับไปแม้แต่รายเดียว
  • มีการเตือนว่าภูมิภาคนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นสำหรับการทำสงครามและการเดิมพันทางการเมือง
  • อิหร่านประกาศความพร้อมเต็มที่ในการตอบโต้หากถูกรุกล้ำอีกครั้ง

สถานการณ์ในขณะนี้เรียกได้ว่าใกล้ถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณานำกลับมาใช้อีกครั้ง หรือการที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายจุด ทำให้ภาพรวมของข้อตกลงยุติสงครามกลายเป็นสิ่งที่เลือนลางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ จะกลายเป็นการปะทะเต็มรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพโลกเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ความใจเด็ดของทั้งสองฝ่ายในตอนนี้กำลังทำให้ทั่วโลกต้องลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน คุณคิดว่าสถานการณ์นี้จะจบลงอย่างไร? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ครับ

ที่มา – ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองโลกเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเปิดใจกับสำนักข่าว Fox News ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่เขาเคยโพสต์ข้อความขู่ว่าจะส่งกองทัพเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำหรือการปรับท่าทีที่น่าสนใจ หากใครที่ติดตามข่าวสารจะพบว่า ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน แม้เขาจะมองว่าการยึดเกาะดังกล่าวจะเป็นกลยุทธ์ที่ตัดกำลังน้ำมันของศัตรูได้อย่างชะงัด แต่เขาก็เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับกระแสสังคมภายในประเทศว่าประชาชนอาจไม่เห็นด้วยกับการส่งทหารไปรบไกลบ้านอีกต่อไป

เหตุผลที่ ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

มุมมองของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงนี้เปลี่ยนไปพอสมควร โดยเขาระบุว่าแทนที่จะเข้ายึดสถานที่เชิงยุทธศาสตร์ ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่อาจต้องการเห็นทหารกลับบ้านมากกว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามยื้อความนิยมทางการเมืองในขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณา ดังนี้:

  • ความเสี่ยงด้านกำลังพล: ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารต่างเตือนว่า การบุกเกาะคาร์กมีความเสี่ยงสูงมากต่อชีวิตทหารอเมริกัน
  • ความสำคัญทางเศรษฐกิจ: เกาะคาร์กคือหัวใจในการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่าน หากเกิดการสู้รบ ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก
  • มติจากประชาชน: ทรัมป์เข้าใจดีว่าสงครามเต็มรูปแบบไม่ใช่สิ่งที่ชาวอเมริกันปรารถนาในเวลานี้

แม้จะมีท่าทีเรื่องการไม่ต้องการส่งทหารไปยึดเกาะ แต่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศจะดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ผู้อ่านคิดว่ากลยุทธ์การขู่โจมตีสลับกับการยอมรับความต้องการของประชาชนแบบนี้ จะเป็นวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดได้จริง หรือจะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อต่อรองข้อตกลงใหม่กับอิหร่านกันแน่? ในมุมมองของผม นี่คือเกมการเมืองที่ซับซ้อนซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีสถานการณ์ที่น่าจับตามองในตลาดพลังงานโลกมาฝากกัน เพราะล่าสุดกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ซึ่งนั่นก็คือการที่ OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ความคืบหน้าล่าสุด: OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลก ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามแก้ไขปัญหา แต่การที่ OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าติดตาม เพราะในความเป็นจริง สมาชิกหลายประเทศยังคงประสบปัญหาในการแตะกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตความมั่นคงพลังงาน

  • ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่องจากยอดการผลิตที่ทำไม่ได้ตามแผนเดิม
  • การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มโอเปกสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพภายในกลุ่ม
  • ความวิตกกังวลเรื่องภาวะอุปทานขาดแคลนส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวนสูง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายท่าน การเพิ่มโควตาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ นักวิเคราะห์จาก Rystad ระบุว่า แม้จะมีการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่นั่นแทบจะไม่มีผลต่อราคาในตลาดจริงๆ เลย จนกว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลง หรือมีการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง

หากในอนาคตช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ สภาวะความตึงเครียดจากอุปทานขาดแคลนอาจพลิกกลับกลายเป็นภาวะอุปทานล้นตลาดทันที ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องเตรียมรับมือให้ดีครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์น้ำมันในตอนนี้ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและพลังงานโลก เมื่อจีนประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับและปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก 5 แห่งในจีน โดยกล่าวหาว่าซื้อน้ำมันจากอิหร่านจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ามาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และจีนจะไม่นำไปปฏิบัติตามเด็ดขาด จีนถือเป็นผู้นำเข้าหลักของน้ำมันอิหร่าน โดยเฉพาะผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็กที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) ซึ่งอาศัยน้ำมันดิบราคาถูกจากอิหร่านเป็นหลัก

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สหรัฐฯ พยายามตัดเส้นทางการเงินของรัฐบาลอิหร่าน โดยยกระดับการคว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลังจากเคยทำมาก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์หนักว่า มาตรการนี้เป็นการแทรกแซงกิจกรรมทางการค้าปกติของวิสาหกิจจีนกับประเทศที่สามอย่างไม่ชอบธรรม และละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“เรายืนหยัดคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีมติจากสหประชาชาติและขาดฐานกฎหมายระหว่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุชัดเจน บริษัทที่ถูกคว่ำบาตรครอบคลุม 3 แห่งในมณฑลซานตง และอีก 2 แห่งในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ ล่าสุดสหรัฐฯ ยังประกาศคว่ำบาตร “ชิงเต่า ไห่เย่ ออยล์ เทอร์มินัล” ที่นำเข้าน้ำมันอิหร่านหลายสิบล้านบาร์เรล สร้างรายได้มหาศาลให้เตหะราน

ผลกระทบจากการที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สถานการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะในตลาดน้ำมันที่ผันผวน

  • โรงกลั่นกาน้ำชาในจีน: ผลิตน้ำมันราคาถูกกว่า 20-30% เมื่อใช้น้ำมันอิหร่าน
  • ปริมาณนำเข้า: จีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • ผลต่อราคาน้ำมันโลก: อาจทำให้ราคาพุ่งหากจีนหันไปซื้อจากแหล่งอื่น
  • ความสัมพันธ์จีน-อิหร่าน: เสริมสร้างพันธมิตรผ่านโครงการสายแถบและเส้นทาง

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังมีกำหนดเยือนจีนปลายเดือนนี้ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งอาจเป็นโอกาสคลายความตึงเครียด แต่ท่าทีของจีนชี้ให้เห็นถึงการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน สะท้อนถึงสงครามการค้าที่ลุกลามสู่พลังงาน สหรัฐฯ ต้องการกดดันอิหร่าน แต่จีนซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูก จะไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะหากขยายไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ

สำหรับนักลงทุน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ และนโยบายพลังงานของจีนต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและ geopolitics แนะนำติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน ฐานซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

สหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน ฐานซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างความตึงเครียดในวงการพลังงานโลก โดยเฉพาะในเอเชีย สหรัฐอเมริกาเพิ่งประกาศมาตรการเข้มข้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้เอง มุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กในจีนที่เรียกว่า “ทีพ็อต” (Teapot) ซึ่งซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน ฐานซื้อน้ำมันจากอิหร่าน: รายละเอียดมาตรการ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ได้ออกคำสั่งคว่ำบาตรบริษัทหลักอย่าง เหิงลี่ ปิโตรเคมีคอล (ต้าเหลียน) รีไฟเนอรี ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังครอบคลุมบริษัทขนส่งและเรืออีกกว่า 40 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ที่ช่วยอิหร่านลักลอบส่งออกน้ำมันเลี่ยงการคว่ำบาตร

มาตรการนี้จะอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่อยู่ในสหรัฐฯ และห้ามชาวอเมริกันทำธุรกรรมใดๆ กับบุคคลหรือบริษัทเหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงกลั่นทีพ็อตในจีน ซึ่งมีกำลังการกลั่นรวมถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ โรงกลั่นเหล่านี้มักบริหารด้วยกำไรบางเบา และกำลังเผชิญความท้าทายจากความต้องการน้ำมันในประเทศที่ซบเซา

ผลกระทบต่อจีนและตลาดน้ำมันโลก

จีนตอบโต้ทันทีผ่านโฆษกสถานทูตว่า การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการใช้นโยบายการค้าผิดกฎหมาย นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะที่ข้อมูลจาก Kpler ปี 2568 ชี้ว่าจีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านทางเรือกว่า 80% ทำให้โรงกลั่นขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มชะลอการซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ย้อนไปปีก่อน รัฐบาลทรัมป์เคยคว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลายแห่ง เช่น Hebei Xinhai Chemical Group, Shandong Shouguang Luqing Petrochemical และ Shandong Shengxing Chemical สร้างปัญหาให้โรงกลั่นต้องเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์และหาน้ำมันดิบยากขึ้น

  • โรงกลั่นทีพ็อต: กำลังกลั่น 25% ของจีน
  • กองเรือเงา: ช่วยอิหร่านส่งออกน้ำมันลับๆ
  • จีน: ผู้ซื้อหลัก 80% ของน้ำมันอิหร่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปากีสถานในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์พลังงานโลก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน ฐานซื้อน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน และจีนอาจหันไปพึ่งพาแหล่งอื่นๆ มากขึ้น เช่น รัสเซีย สถานการณ์นี้สะท้อนถึงสงครามการค้าที่ไม่มีวันจบระหว่างมหาอำนาจ

ในมุมมองของเรา การคว่ำบาตรครั้งนี้ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจจีน แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมน้ำมันควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจทำให้ราคาน้ำมันในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น หากคุณสนใจข่าวเศรษฐกิจและพลังงาน ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน ฐานซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องพลังงานที่ใกล้ตัวเรามากๆ เลย นั่นคือ ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา เพื่อให้คนไทยมีน้ำมันใช้แบบไม่สะดุด แม้สถานการณ์โลกจะวุ่นวายแค่ไหน ปตท. ก็ยังจัดการได้อย่างมือโปร คุณเคยกังวลไหมเวลาข่าวราคาน้ำมันพุ่ง หรือกลัวรถคันโปรดจะเติมน้ำมันไม่ได้? วันนี้เราจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดเลยครับ

ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามมานานกว่า 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ปตท. ไม่นิ่งนอนใจ ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบทันที โดยหันไปซื้อจากแหล่งนอกพื้นที่เสี่ยง แม้ราคาจะแพงหูฉี่ แต่ก็ยอมแบกรับ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน นี่แหละครับที่เรียกว่า ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา แบบเต็มตัว

ตัวอย่างชัดๆ เลยคือ เรือ Serifos ที่บรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 2 ล้านบาร์เรล ติดค้างที่ท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 เพราะความตึงเครียด ปตท. ไม่รอช้า จัดหาน้ำมันทดแทนจากพันธมิตรทั่วโลกทันที ใช้เครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้ไทยยังมีน้ำมันหมุนเวียนใช้ต่อเนื่อง แม้ตลาดโลกจะตึงตัว ราคาน้ำมันดิบพุ่งไป 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล!

แบกรับต้นทุนสูงขนาดไหน?

การตัดสินใจซื้อตอนราคาสูงสุด ทำให้ปตท. ขาดทุนระยะสั้นประมาณ 500-1,000 ล้านบาท แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่แค่ธุรกิจธรรมดา หลังจากนั้น เมื่อสหรัฐและอิหร่านหยุดยิงชั่วคราววันที่ 10 เมษายน 2569 เรือ Serifos ก็ออกเดินทางได้ ล่าช้า 1 เดือน คาดถึงไทย 21 เมษายน นี่คือตัวอย่างการบริหารความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยม

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ราคาน้ำมันโลกพุ่งยังทำให้กลุ่ม ปตท. ต้องรับภาระสภาพคล่องเพิ่มมหาศาล ดังนี้

  • หลักประกันจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) กว่า 63,000 ล้านบาท
  • เงินทุนหมุนเวียนสำหรับน้ำมันและก๊าซ เพิ่ม 137,000 ล้านบาท
  • เงินค้างชำระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 35,000 ล้านบาท

รวมกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลต้นทุนดอกเบี้ยพุ่งกว่า 7,000 ล้านบาท แต่ปตท. ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคเลยสักบาท! ต้นทุนทั้งหมดนี้คือเกราะป้องกันให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในยามวิกฤต น่าชื่นชมจริงๆ ครับ

ทำไมปตท. ถึงทำแบบนี้?

ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. มองไกลกว่ารายได้ระยะสั้น พวกเขาบริหารทั้งพลังงานและการเงินอย่างสมดุล เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สถานการณ์แบบนี้สอนให้เราเห็นว่า พลังงานคือหัวใจเศรษฐกิจไทย ถ้าขาดน้ำมัน ทุกอย่างหยุดชะงัก ตั้งแต่โรงงาน รถบรรทุก ไปจนถึงรถส่วนตัวของคุณและผม

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีปตท. คอยยืนหยัดแบบนี้ เราคงเจอปัญหาใหญ่กว่านี้เยอะ นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้รัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป ในอนาคต ไทยควรลงทุนพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง เช่น น้ำมันชีวภาพหรือไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เจอวิกฤตซ้ำ

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา คือความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อชาติ มันทำให้เรามั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤตไปได้ ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณหน่อยสิครับ ว่าคุณคิดยังไงกับการจัดการครั้งนี้? หรือมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับความมั่นคงพลังงานไทยบ้าง ติดตามข่าวสารพลังงานและ SEO tips เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเราเลยนะครับ!

ที่มา – ปตท. ยืนยันไม่ขาด “น้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา รักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกมาประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านได้โดยสมบูรณ์แล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซสอดคล้องกับการหยุดยิงดังกล่าว ทำให้เรือพาณิชย์ทุกลำสามารถเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดโดยองค์การท่าเรือและการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้อย่างเต็มที่ตลอดช่วงหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง: ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลง 8.5% หรือ 8.46 ดอลลาร์ สู่ระดับ 90.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ลดลง 9.4% หรือ 8.87 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 85.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 13.00 น. ตามเวลา GMT ในวันที่ 17 เมษายน 2569

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของการค้าขายน้ำมันทั่วโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

พื้นหลังความขัดแย้งและการหยุดยิง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นจากข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว แต่การหยุดยิงล่าสุดช่วยคลายความกังวล ทำให้อิหร่านตัดสินใจเปิดเส้นทางดังกล่าว

  • การประกาศหยุดยิง: วันที่ 16 เม.ย. 2569
  • การเปิดช่องแคบ: 17 เม.ย. 2569 โดยนายอับบาส อารักชี
  • ผลกระทบราคาน้ำมัน: ร่วงลงกว่า 9%
  • ความสำคัญ: ลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของอิหร่านนี้อาจเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพภูมิภาค แต่ยังต้องจับตาการเจรจาต่อเนื่อง หากหยุดยิงยั่งยืน ราคาน้ำมันอาจลดลงอีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 80% การลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซินที่อาจปรับราคาลดลงตาม หากสถานการณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินและ運輸

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนยังมี หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีก ช่องแคบฮอร์มุซอาจปิดอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง

สรุปแล้ว อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานโลก ผู้สนใจควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการลงทุน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

Scroll to top