ปกรณ์ นิลประพันธ์

ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการไทย เมื่อมีการเปิดเผยถึงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาบุคลากรที่ควรจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดเกี่ยวกับกรณี ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด โดยเธอมองว่าท่าทีของภาครัฐในขณะนี้ดูเหมือนเป็นการพยายาม “ตุ๋น” มากกว่าการ “ต้มคนดู” ด้วยการพุ่งเป้าไปที่การลงโทษแค่ข้าราชการระดับปฏิบัติการ แต่กลับปล่อยให้ฝ่ายการเมืองที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นลอยนวล

เปิดปมร้อน: ใครคือผู้บงการเบื้องหลังการทุจริต?

นอกจากประเด็นเรื่องคะแนนที่ผิดปกติกว่า 5,924 รายชื่อแล้ว ลิซ่ายังชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในหลายขั้นตอน ตั้งแต่:

  • การกำหนด TOR ที่เอื้อประโยชน์ให้มีการจัดจ้างใหม่
  • กระบวนการโยกย้ายบุคลากรภายในกระทรวงมหาดไทยเพื่อเข้ามาคุมการสอบ
  • คำถามถึง “ที่มา” ของผู้ร้องเรียนมหาวิทยาลัยบูรพาที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการล้มสัญญา

จากข้อสังเกตดังกล่าว สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาคือการที่หน่วยงานรัฐกำลังพยายามตัดตอนความผิดเหลือแค่ข้าราชการและผู้เข้าสอบหรือไม่ ในขณะที่ ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงในฝ่ายการเมืองจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่แค่การหา “แพะ” มารับผิดแทน

หากเราต้องการเห็นระบบราชการที่สะอาด การตรวจสอบต้องครอบคลุมถึง “ตอ” ใหญ่ ไม่ใช่แค่การเคลียร์บัญชีรายชื่อให้ดูเหมือนเรียบร้อย แต่ต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงทุกคน นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทุจริต แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของประเทศที่เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ที่มา – “ลิซ่า” ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น ชี้อย่าตัดตอนความผิดเหลือแค่ข้าราชการ-ผู้สอบ

ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

ตรวจสอบผลคะแนน สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทาง สถ. ได้เปิดให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากที่มีการยกเลิกบัญชีผู้ที่สอบได้เดิมที่มีปัญหา

สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบคะแนนของตนเอง สามารถทำได้ผ่านสองช่องทางหลักคือ ส่วนกลางของ สถ. และการตรวจสอบผ่านหน่วยงานจังหวัด ซึ่งข้อมูลที่ประกาศออกมาในครั้งนี้ถือเป็นผลคะแนนที่ปรับปรุงให้ถูกต้องตามมติของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เรียบร้อยแล้ว การเปิดโอกาสให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ระบบการสอบแข่งขันให้เป็นไปอย่างยุติธรรมและตรวจสอบได้

มาตรการเด็ดขาดจัดการทุจริตและการสอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้

นอกจากประเด็นเรื่องการตรวจสอบคะแนนแล้ว สิ่งที่สังคมให้ความสนใจไม่แพ้กันคือการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยนายนิรัตน์ได้ย้ำชัดเจนว่า ขณะนี้ได้มีการส่งรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับความผิดจำนวน 5,925 รายชื่อ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยไม่มีการละเว้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในหน่วยงานใดก็ตาม

การดำเนินการกวาดล้างขบวนการทุจริตครั้งนี้ถือเป็นการ “กวาดบ้าน” ครั้งใหญ่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งนายนิรัตน์กล่าวว่าผู้ที่ทำตัวเป็นนายหน้าหรือมีส่วนในขบวนการซื้อขายตำแหน่งต้องได้รับโทษตามกฎหมายอาญาอย่างสาสม โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • เปิดให้ผู้สอบตรวจสอบคะแนนได้ด้วยตนเองผ่านส่วนกลางและจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 13-31 สิงหาคม 2569
  • ส่งรายชื่อ 5,925 รายชื่อที่พบความผิดปกติให้หน่วยงานตรวจสอบทั้ง 5 แห่งที่ทำ MOU ร่วมกัน
  • เตรียมปรับปรุงโครงสร้างการจัดสอบในอนาคตเพื่อปิดจุดอ่อนและช่องว่างการทุจริต
  • ยืนยันความพร้อมหากนโยบายระดับสูงต้องการให้หน่วยงานอื่น เช่น ก.พ. เข้ามาดูแลการจัดสอบแทน

ในอนาคต หากมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจการจัดสอบไปสู่หน่วยงานอื่น เช่น ก.พ. ตามที่มีข้อเรียกร้อง ทาง สถ. ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ และเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริตได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ที่มีความสามารถจริงได้รับการคัดเลือกเข้ารับราชการ

สรุปแล้ว การที่ให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแสดงความจริงใจของหน่วยงานรัฐ หากใครที่อยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบ แนะนำให้รีบไปดำเนินการตรวจสอบคะแนนของตนเองภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ถูกต้องครับ

ที่มา – “นิรัตน์” เผย ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนนส่วนกลาง-จังหวัด 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบราชการให้มีความกระชับและทันสมัยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศให้เหลือเพียง 30% ในระยะยาว เพื่อนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในการพัฒนาและลงทุนในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น

ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐ โดยสำนักงาน ก.พ. และ ก.พ.ร. ได้วางมาตรการที่ชัดเจนในการตรึงอัตรากำลังและยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น การลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา จะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ กลับมาทบทวนภารกิจของตนเองว่าสิ่งใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนหรือลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงได้

ก้าวสำคัญสู่การปฏิรูประบบบริหารราชการ

สำหรับแนวทางหลักในการปฏิรูปประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ได้แก่:

  • การตรึงอัตรากำลังปัจจุบันให้เป็นเพดานสูงสุด
  • การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิม
  • การยุบเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก
  • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการประชาชนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงานส่วนกลางที่ไปจัดตั้งในภูมิภาค จะมีการยุติการขยายตัวและทยอยปรับลดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการสาธารณะแก่พี่น้องประชาชน การตัดสินใจลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา ในครั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า หากไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ภาระทางงบประมาณจะกลายเป็นปัญหาหนักสำหรับอนาคตของลูกหลาน การปรับเปลี่ยนจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นรูปแบบการทำงานของราชการที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น การลดสัดส่วนงบประจำให้เหลือ 30% จึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศไทยในยุคดิจิทัล การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งงานบริการ แต่เป็นการทำให้งานบริการนั้นมีต้นทุนที่คุ้มค่าและรวดเร็วทันสมัยกว่าเดิมนั่นเองครับ

ที่มา – ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา ตั้งเป้าระยะยาวหั่นงบประจำเหลือ 30%

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขยายผลสาวถึงขบวนการ

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการโฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยรัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต

ล่าสุด นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่าการถอดถอนรายชื่อผู้สอบ 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติออกไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการขยายผลเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการทุจริตทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมาย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

สำหรับการดำเนินการในกรณี โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • การจัดการรายชื่อผู้ทุจริต: กระทรวงมหาดไทยได้ถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 5,295 รายเรียบร้อยแล้ว โดยทาง กสถ. กำลังหารือถึงแนวทางเพื่อเยียวยาตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งการเรียกบัญชีสำรองหรือการประกาศบัญชีใหม่
  • การดำเนินคดีอาญา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาในหลายกลุ่มความผิด ตั้งแต่ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยมีอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าจะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ได้ภายในเร็ววันนี้
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. กำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย เพื่อสาวถึงต้นตอของขบวนการโกงสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังได้เร่งสรุปรายงานเพื่อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครทำผิดต้องได้รับโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบเข้ารับราชการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โอกาสคนเก่งที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการทุจริตในแวดวงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย

รายละเอียดการตรวจสอบและการเตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

สำหรับประเด็นที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ชี้แจงนั้นมีความชัดเจนว่า ทางคณะกรรมการฯ ได้มีการสรุปผลการตรวจสอบและมีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของขั้นตอนการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีนั้น นายปกรณ์ระบุว่า ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้ เนื่องจากเอกสารและรายงานดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้รายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะนำเสนอต่อไป

สาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในทันทีนั้น นายปกรณ์อธิบายว่าเป็นเพราะต้องการความรอบคอบในเนื้อหา เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจสอบจะเป็นธรรมและถูกต้องตามหลักกฎหมายอย่างแท้จริง การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของภาครัฐในการจัดการกับปัญหาทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
  • คณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องการปรับแก้รายละเอียดรายงานให้สมบูรณ์
  • นายปกรณ์ ยืนยันว่าจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นการส่วนตัวก่อน
  • ยังไม่มีการนำเข้าวาระการประชุม ครม. ในช่วงเวลานี้เนื่องจากติดขั้นตอนการปรับปรุงข้อมูล

หลายฝ่ายกำลังรอดูว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมถึงมาตรการป้องกันที่จะตามมาในอนาคต หากภาครัฐสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม จะถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการตรวจสอบทุจริตไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดถือเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก การที่นายปกรณ์ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงความคืบหน้าให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหว แม้จะยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว จะมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ปกรณ์” เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง นายกฯ ฟันต่อ

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง นายกฯ ฟันต่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาแถลงข่าวความคืบหน้าว่า คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว โดยเตรียมส่งรายงานทั้งหมดถึงมือนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป

จากการตรวจสอบพบว่า จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง นายกฯ ฟันต่อ โดยพบความบกพร่องแทบทุกขั้นตอนของกระบวนการสอบ และยังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 100 คน รวมถึงมีชื่อของบิ๊กข้าราชการระดับสูงเข้าไปพัวพันด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐอย่างมหาศาล

เบื้องลึกความผิดปกติในกระบวนการสอบ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เผยข้อมูลเชิงลึกว่าพบความผิดปกติทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการสอบ โดยเฉพาะหลังการสอบที่มีการแก้ไขคะแนนและการประกาศรับรองผู้ผ่านเกณฑ์อย่างไม่ชอบมาพากล การทำเรื่องนี้ให้กระจ่างถือเป็นบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชน

  • พบการขออัตราบรรจุที่ผิดปกติ
  • ตรวจพบการแก้ไขคะแนนใบคะแนนสอบ
  • มีผู้เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการและบุคคลภายนอกเกิน 100 คน

ความคืบหน้าในลำดับถัดไปคือการสรุปรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการฯ อีกครั้งก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็น “หนังยาว” ที่ดูเหมือนจะจบยาก แต่สุดท้ายความจริงต้องปรากฏอย่างแน่นอน

บทสรุปและมุมมอง: การทุจริตในระบบราชการเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ การที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับกรณีการสอบท้องถิ่นครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้กระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมสำหรับผู้สมัครสอบทุกคน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บิ๊กข้าราชการที่ถูกพาดพิงจะได้รับบทลงโทษอย่างไร เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว

ปกรณ์-ผบ.ตร.-เลขาฯ ป.ป.ท. พบ นายกฯ ก่อนถกทุจริตสอบท้องถิ่น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง เมื่อมีการรายงานข่าวว่า ปกรณ์-ผบ.ตร.-เลขาฯ ป.ป.ท. พบ นายกฯ ก่อน คกก.ตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นถกนัดสุดท้าย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ

ปกรณ์-ผบ.ตร.-เลขาฯ ป.ป.ท. พบ นายกฯ ก่อน คกก.ตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นถกนัดสุดท้าย

การหารือในครั้งนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าสำคัญ

ความคืบหน้ากรณี ปกรณ์-ผบ.ตร.-เลขาฯ ป.ป.ท. พบ นายกฯ ก่อน คกก.ตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นถกนัดสุดท้าย

หลังจากที่มีการพบกันของคณะทำงานชุดนี้ ทางทีมงานได้เตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมนัดสุดท้ายที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เพื่อสรุปผลการตรวจสอบทั้งหมดรายงานต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการทุจริต
  • การเตรียมแนวทางประกาศยกเลิกบัญชีเดิมและขึ้นบัญชีใหม่ตามมติของ กสถ. และ ก.กลาง
  • การกำชับเรื่องความโปร่งใสและรวดเร็วเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สอบทุกคน

นอกเหนือจากการตรวจสอบเรื่องการสอบแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ โดยเน้นย้ำให้การทำงานเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับการตรวจสอบการทุจริตในทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในส่วนของการสอบท้องถิ่นนั้น เชื่อว่าหลังจากการประชุมครั้งสุดท้ายนี้ เราน่าจะได้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้เข้าสอบจำนวนมากกำลังรอคอยคำตอบเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเอง ทางเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและนำข้อมูลล่าสุดมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบต่อไป หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขอให้รอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกครั้ง

ที่มา – “ปกรณ์-ผบ.ตร.-เลขาฯ ป.ป.ท.” พบ “นายกฯ” ก่อน คกก.ตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นถกนัดสุดท้าย

ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุด น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยแสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการปฏิรูประบบราชการ พร้อมนำเสนอโมเดลการจัดตั้ง ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อหวังให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ทำไมเราถึงต้องการ ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ในปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาหนักอก ทั้งการถูกฟ้องร้องเรื่องที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยมานับสิบปี หรือปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ แม้จะมีเอกสารสิทธิในมือ แต่หน่วยงานรัฐกลับตีความแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความสับสนและเสียเวลาในกระบวนการยุติธรรมนานหลายปี การผลักดันให้เกิด ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน จึงถือเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุด

ข้อดีของการปฏิรูปสู่ศาลเฉพาะทาง

การจัดตั้งศาลที่ดินจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแก้ปัญหาเดิมๆ ที่เคยเป็นไปอย่างล่าช้า โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ระบบไต่สวนเชิงรุก: ศาลจะไม่ได้เพียงแค่รอฟังคำให้การ แต่จะมีบทบาทในการค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่า
  • ความรวดเร็วและเป็นธรรม: การมีผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายและฝ่ายพื้นที่มาร่วมตัดสิน จะช่วยให้การพิสูจน์สิทธิทำได้ไวขึ้น
  • การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ: นอกจากช่วยประชาชนแล้ว ยังช่วยให้รัฐสามารถดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินตัวจริงได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของเอกสารสิทธิ แต่คือเรื่องของปากท้อง บ้านเรือน และความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชนไทย การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมด้านที่ดิน จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทยอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยหวังว่าข้อเสนอเรื่องศาลที่ดินจะถูกผลักดันให้เป็นจริงในเร็ววัน เพื่อลดภาระของประชาชนและทำให้ที่ดินทำกินไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจอีกต่อไป

ที่มา – “ศศิกานต์” หนุน “ปกรณ์” ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้ง “ศาลที่ดิน” แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของคุณหมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับข้อสงสัยเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ออกมาไขข้อข้องใจให้ชัดเจนแล้วว่า **นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน** โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องรอมติ สว.?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องถึงได้ดูยืดเยื้อหรือต้องรอขั้นตอนมากมาย ทางนายกฯ ได้อธิบายผ่านสื่อมวลชนว่า ในการดำเนินการเพื่อให้ใครสักคนพ้นจากตำแหน่งสำคัญนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาใช้ดุลพินิจส่วนตัวหรือตัดสินใจได้ทันที แต่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส โดยเฉพาะกรณีของ กสทช. ที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าต้องให้วุฒิสภามีมติออกมาก่อน นายกฯ จึงจะสามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

นายอนุทินกล่าวว่า ตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายในส่วนนี้ได้ และย้ำว่า นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดเพื่อไม่ให้ผิดรัฐธรรมนูญหรือข้อกฎหมายใดๆ

  • ขั้นตอนการพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย
  • ความเห็นของวุฒิสภาถือเป็นที่สิ้นสุดในกระบวนการนี้
  • นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ตามขั้นตอน ไม่สามารถใช้ดุลพินิจเองได้

ในฝั่งของ นพ.สรณ เองก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่าตนขาดคุณสมบัติ แต่ในเมื่อความเห็นต่างกันเกิดขึ้น กระบวนการตรวจสอบโดย สว. จึงยิ่งมีความสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และเพื่อให้องค์กรอย่าง กสทช. สามารถเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างไม่มีข้อกังขา

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ตอนนี้คือการรอคอยความชัดเจนจากฝั่งวุฒิสภาอย่างใจจดใจจ่อ เพราะนี่คือกลไกปกติของการเมืองไทยที่ต้องการความรอบคอบและถูกต้องตามตัวบทกฎหมายมากที่สุด สุดท้ายแล้วเมื่อมติออกมาอย่างไร นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนั้นทันทีโดยไม่มีการแทรกแซง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานโดยยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ หากใครมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

Scroll to top