ปัญหายาเสพติด

รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ บุกช่วยเด็ก 7 ปี พ้นภัยแม่หัวจ่าย

รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ บุกช่วยเด็ก 7 ปี พ้นภัยแม่หัวจ่าย

กลายเป็นประเด็นที่สะเทือนใจสังคมอย่างยิ่ง เมื่อทีมสืบสวนมือฉกาจอย่าง รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ และชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้บุกเข้าช่วยเหลือเด็กชายวัยเพียง 7 ปี ออกจากขุมนรกในย่านเตาปูน ซึ่งถูกใช้เป็นคาเฟ่สำหรับมั่วสุมยาเสพติด โดยเด็กน้อยต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายจากการกระทำของแม่แท้ๆ ที่มีพฤติกรรมเสพยาและพ่นควันยานรกใส่หน้าลูกโชว์ลูกค้าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เบื้องหลังปฏิบัติการบุกช่วยเด็กชาย 7 ปี พ้นมือแม่หัวจ่าย พ่นควันยานรกใส่โชว์ลูกค้า

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่มูลนิธิกันจอมพลังได้รับการร้องเรียนว่า มีหญิงรายหนึ่งที่เป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติด มักจะพาลูกชายวัย 7 ขวบมานั่งอยู่ในวงมั่วสุมเสพยาเป็นประจำ ภาพความรุนแรงที่เด็กต้องเผชิญคือการถูกแม่พ่นควันยาใส่หน้า และต้องนั่งมองผู้ใหญ่เสพยากันอย่างเปิดเผย ทำให้ทีม รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ ต้องรีบวางแผนเข้าจู่โจมทันทีเพื่อช่วยเหลือเด็กออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ก่อนจะเกิดเหตุร้ายไปมากกว่านี้

จากการตรวจค้นบ้านแถว 2 ชั้นในย่านประชาชื่น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่:

  • ยาบ้าและยาไอซ์จำนวนหลายรายการ
  • วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (คีตามีน)
  • อุปกรณ์การเสพที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนกราด
  • หัวบุหรี่ไฟฟ้าและพ็อตกัญชา

รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ บุกช่วยเด็กชาย 7 ปี พ้นมือแม่หัวจ่าย พ่นควันยานรกใส่โชว์ลูกค้า ได้สำเร็จในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยขณะเข้าช่วยเหลือ เด็กอยู่ในสภาพที่น่าสงสารและอ่อนเพลียอย่างมาก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่ง สน.เตาปูน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาครอบครองยาเสพติดและข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเด็กน้อยทางเจ้าหน้าที่ พม. ได้รับไปดูแลต่อเพื่อให้เด็กได้รับชีวิตใหม่ที่ปลอดภัยและห่างไกลจากอบายมุข

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคม เป็นเครื่องเตือนใจว่ายาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่เพียงตัวผู้เสพ แต่ยังทำลายความทรงจำและอนาคตของเด็กที่ไม่มีทางสู้ หากพบเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ขอให้รีบแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ทันที เพื่อร่วมกันคุ้มครองอนาคตของเด็กไทยให้พ้นจากขุมนรกเหล่านี้ การร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการคืนความปลอดภัยกลับสู่สังคมครับ

ที่มา – “รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ” บุกช่วยเด็กชาย 7 ปี พ้นมือแม่หัวจ่าย พ่นควันยานรกใส่โชว์ลูกค้า

“เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ได้ปรากฏตัวที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสงสัยว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ แต่เจ้าตัวได้ออกมาไขข้อข้องใจทันทีว่า “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน โดยเจตนาหลักคือต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายปราบปรามปัญหายาเสพติดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน เพื่อความปลอดภัยของสังคม

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ท.เรวัช ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ โดยเน้นย้ำว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่อย่างใด แต่มีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบเด็ดขาด โดยเฉพาะเคสผู้ที่เสพยาจนมีอาการคลุ้มคลั่งทั่วประเทศที่มีตัวเลขสูงกว่า 2,000 คน ซึ่งสร้างความหวาดระแวงให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลเบื้องหลังการอาสาช่วยงานของอดีตมือปราบในตำนาน

พล.ต.ท.เรวัช ได้สะท้อนมุมมองผ่านประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาว่า ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันมักเป็นวงจรเดิมๆ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วส่งต่อให้แพทย์ แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับยาแล้วกลับไปที่บ้าน ก็ยังมักจะกลับมาเสพซ้ำและคลุ้มคลั่งเหมือนเดิม ดังนั้น “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน ครั้งนี้ จึงเป็นการเสนอตัวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเบื้องหลังเพื่อหาแนวทาง “เก็บ” ผู้ป่วยเหล่านี้ออกจากพื้นที่ชุมชนเพื่อความปลอดภัยของคนบริสุทธิ์ โดยเขายืนยันชัดเจนว่า:

  • ไม่มีความประสงค์เข้าสู่สนามการเมือง
  • ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
  • ไม่ขอรับเงินเดือน หรือค่าตอบแทน ทุกรูปแบบ
  • เน้นการทำงานจริงเชิงรุกเพื่อลดปัญหาสังคม

ความตั้งใจของ พล.ต.ท.เรวัช ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดมือหนึ่ง หลายคนเชื่อว่าองค์ความรู้ของเขาจะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดการกับปัญหาที่เรื้อรังมานานได้ดีขึ้น หากรัฐบาลหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นวาระเร่งด่วนและจริงจัง เราอาจเห็นมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม การมีบุคคลผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงแบบไม่หวังผลประโยชน์มาเป็นกำลังเสริม ย่อมสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหายาเสพติดในชีวิตประจำวันได้แน่นอน

ที่มา – “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน

นายกฯ ถกเมียนมา สางปมร้อนยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หมอกควัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองระดับภูมิภาคมาอัปเดตกันครับ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายกฯ ได้เปิดตึกไทยคู่ฟ้าต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา เพื่อหารือในหัวข้อ นายกฯ ถกเมียนมา สางปมร้อนยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หมอกควัน ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่กระทบชีวิตพี่น้องคนไทยโดยตรงครับ

นายกฯ ถกเมียนมา สางปมร้อนยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หมอกควัน

การพบกันครั้งสำคัญนี้ นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของไทยในการเป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อนำเมียนมากลับเข้าสู่ครอบครัวอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติหรือปัญหาสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายอย่างจริงจังครับ

สรุปไฮไลท์ นายกฯ ถกเมียนมา สางปมร้อนยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หมอกควัน

ในการหารือครั้งนี้ มีข้อตกลงและประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • การปราบปรามอาชญากรรม: ไทยขอความร่วมมือเมียนมาเพิ่มความเข้มข้นในการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ และยาเสพติด ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
  • มลพิษจากหมอกควัน: ทางการเมียนมาตอบรับที่จะร่วมมือลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อตัดวงจรฝุ่น PM 2.5 โดยไทยพร้อมถ่ายทอดเทคนิคการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน
  • ความสงบตามแนวชายแดน: หากชายแดนไม่มีการสู้รบ การค้าขายและการลงทุนจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการถึง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ให้มาเยือนประเทศไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

ส่วนตัวผมมองว่าก้าวนี้ของนายกฯ เป็นการเดินเกมที่ชาญฉลาดมากครับ เพราะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยาเสพติดหรือหมอกควันนั้น รัฐบาลไทยฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้สำเร็จ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการทูตเชิงรุกจึงเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้อย่างยั่งยืน เราคงต้องมาติดตามกันต่อครับว่าหลังจากการหารือครั้งนี้ มาตรการต่างๆ จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้เร็วแค่ไหน แต่เชื่อว่าถ้าความร่วมมือเดินหน้าไปในทิศทางนี้ คุณภาพชีวิตของคนไทยและชาวอาเซียนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกฯ ถกเมียนมา สางปมร้อนยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หมอกควัน

ณัฐพงษ์ เสนอนายกฯ ใช้โอกาสเยือนมาเลเซีย ยกระดับนโยบายการต่างประเทศของไทยอย่างมียุทธศาสตร์

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจมาก โดยเสนอให้ผู้นำรัฐบาลใช้จังหวะนี้ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก เพื่อให้ ณัฐพงษ์ เสนอนายกฯ ใช้โอกาสเยือนมาเลเซีย ยกระดับนโยบายการต่างประเทศของไทยอย่างมียุทธศาสตร์ กลายเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงครับ

ณัฐพงษ์ เสนอนายกฯ ใช้โอกาสเยือนมาเลเซีย ยกระดับนโยบายการต่างประเทศของไทยอย่างมียุทธศาสตร์

การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่เป็นโอกาสทองในการแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่คาราคาซังมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง ซึ่งคุณณัฐพงษ์มองว่าเราควรใช้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งได้ประโยชน์สูงสุด

เจาะลึกข้อเสนอสำคัญเพื่อประโยชน์ของคนไทย

ข้อเสนอของฝ่ายค้านในครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการทำบ้านเมืองให้ดีขึ้น โดยมีประเด็นหลักที่อยากให้นายกฯ หยิบยกไปหารือ ดังนี้ครับ:

  • การพัฒนาด่านพรมแดน: อยากให้เร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ที่ด่านสะเดา ทั้งระบบตรวจคนเข้าเมืองและสินค้า เพื่อลดคอขวดและเพิ่มความสะดวกให้เหล่านักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม: ความร่วมมือปราบปรามยาเสพติด สินค้าเถื่อน และอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำกันแบบจริงจังและใกล้ชิดกว่าที่เคย
  • การทูตเชิงเกษตร: ควรหยิบยกประเด็นการห้ามนำเข้ากุ้งและปลากะพงขึ้นมาแก้ปัญหา เพื่อเปิดประตูการค้าและสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ ณัฐพงษ์ เสนอนายกฯ ใช้โอกาสเยือนมาเลเซีย ยกระดับนโยบายการต่างประเทศของไทยอย่างมียุทธศาสตร์ คือการนำผลลัพธ์มาใช้จริง ไม่ใช่แค่คุยกันบนกระดาษ เพราะพื้นที่ชายแดนเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย หากเราทำให้มันคล่องตัวได้ ประเทศไทยก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำฝ่ายค้านออกมาเสนอแนะแบบสร้างสรรค์เช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนหรือฝ่ายใด ผลประโยชน์ที่ตกถึงมือประชาชนย่อมสำคัญที่สุด เรามารอลุ้นกันว่าหลังจบการเยือนนี้ นายกฯ จะมีข่าวดีอะไรกลับมาฝากพี่น้องคนไทยบ้างครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เสนอนายกฯ ใช้โอกาสเยือนมาเลเซีย ยกระดับนโยบายการต่างประเทศของไทยอย่างมียุทธศาสตร์

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน เมื่อได้เห็นการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐในแต่ละปี โดยเฉพาะประเด็นที่ นายอัมพร พินะสา ได้ออกมาตั้งคำถามอย่างดุเดือดกลางสภาฯ เกี่ยวกับงบประมาณกว่า 90 ล้านบาท ที่ กอ.รมน. ขอรับจัดสรรเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติดในปี 2570 ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหายาเสพติดถือเป็นโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

การทำงานของ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ที่ปรากฏในปัจจุบันดูเหมือนจะสวนทางกับเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไป คำถามที่ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามทางการเมือง แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เห็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยในระดับฐานราก

รายละเอียดการตรวจสอบและการตั้งคำถามจากสภาฯ

จากการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 นายอัมพรได้เสนอประเด็นสำคัญที่ กอ.รมน. ต้องรีบหาคำตอบให้กระจ่าง โดยเน้นย้ำถึง 2 ประเด็นหลักดังนี้:

  • การจัดส่งเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์: กอ.รมน. จำเป็นต้องชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้มีการประสานงานส่งต่อข้อมูลการแจ้งเตือนและการประเมินสถานการณ์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการส่งต่อนั้นคืออะไร
  • ทิศทางยุทธศาสตร์ในอนาคต: ท่ามกลางวิกฤตยาเสพติดที่ทวีความรุนแรง กอ.รมน. จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างไรเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ให้งบประมาณ 90 ล้านบาทต้องกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะหากหน่วยงานความมั่นคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามียุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ การปราบปรามยาเสพติดก็คงเป็นเพียงวงจรที่วนเวียนซ้ำซาก ความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินคือหัวใจสำคัญ หาก กอ.รมน. อยากได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน การแสดงให้เห็นว่าแผนการทำงานของพวกเขาสามารถตัดวงจรค้ายาได้จริง คือคำตอบที่ดีที่สุดที่สังคมรอคอย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันทุกภาคส่วน หากทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อเม็ดเงินภาษีประชาชน เราก็น่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้

รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชน เมื่อล่าสุดภาครัฐเตรียมเดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เข้าถึงระดับชุมชนมากขึ้น โดย รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแบบบูรณาการให้กระจายไปทั่วประเทศ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยหลังจากการประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดว่า ทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ผ่านโครงการ 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เป็นแห่งแรก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

ความสำคัญของการเปิดตัวโครงการ 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด

การเลือกตั้ง รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้ ถือเป็นการปฏิรูปการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขและการบำบัดรักษา โดยมีรายละเอียดแผนงานที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การขับเคลื่อนสถานฟื้นฟูระยะสั้นระดับอำเภอทั่วประเทศ
  • เป้าหมายครอบคลุม 31 จังหวัดในปี 2569 และขยายสู่ 76 จังหวัดในปี 2570
  • การนำหลักสูตร Fast Model มาใช้ในการดูแลผู้เข้ารับการบำบัด
  • การใช้งานแอปพลิเคชัน “ล้อมรักษ์” เพื่อติดตามและดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร

นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวจะมีการเปิดตัวมินิธัญญารักษ์ที่โรงพยาบาลโซ่พิสัย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับสถานพยาบาลระดับอำเภออื่นๆ ในการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตและผู้ติดยาเสพติดได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่ รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการกระจายอำนาจในการแก้ไขปัญหาไปสู่ส่วนภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของสถานบำบัดในตัวเมือง และช่วยให้ครอบครัวสามารถมาเยี่ยมเยียนผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการเลิกยาและฟื้นฟูตนเองได้สำเร็จ

หวังว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีและสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทย หากใครอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือมีข้อสงสัย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชันล้อมรักษ์ที่จะเปิดตัวในวันดังกล่าวได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาล คิกออฟ อ.โซ่พิสัย ศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่แรก 21 มิ.ย. นี้

“อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับการทำงานของภาครัฐมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า “อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการจัดการกับปัญหายาเสพติดที่รุมเร้าสังคมไทยในปัจจุบัน

“อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ เพื่อความปลอดภัยของชาติ

เหตุการณ์เกิดขึ้นจากการบุกทลายโกดังเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ไม่ใช่แค่การทำงานของไทยฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานความมั่นคงไทยและสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลี จนสามารถยึดสารเคมีตั้งต้นที่จะนำไปผลิตยาบ้าได้มหาศาลกว่า 1,100 ล้านเม็ด ส่งผลให้ “อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ อย่างเป็นทางการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐกับการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

นอกจากความสำเร็จในครั้งนี้แล้ว รัฐบาลได้ยกระดับเรื่องยาเสพติดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยได้สั่งการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่:

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • กระทรวงยุติธรรม
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงกลาโหม

ทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันและขยายผลให้ถึงตัวการใหญ่ ไม่ใช่แค่จับกุมคนงานในโกดัง แต่ต้องตามไปถึงแหล่งทุนและเครือข่ายลำเลียงให้สิ้นซาก เพื่อให้ประเทศไทยไม่ใช่ฐานปฏิบัติการหรือทางผ่านของยาเสพติดอีกต่อไป

ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ เพราะปัญหายาเสพติดคือรากเหง้าของความเสื่อมโทรมในสังคม และการที่ “อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ นั้นไม่ใช่แค่การให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนไทยทุกคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองปลอดภัยและไร้ซึ่งยาเสพติดอย่างยั่งยืนครับ หากใครยังสงสัยในรายละเอียดสามารถรอติดตามการแถลงความคืบหน้าจากหน่วยงานหลักต่อไปได้เลยครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชมกลางวง ครม. หลังปราบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ

บุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อมีปฏิบัติการบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดต้องเร่งจัดการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

สถานการณ์จริงเมื่อบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยนายอำเภอทองผาภูมิได้มอบหมายให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เข้าดำเนินการ Re X-ray ตรวจคัดกรองสารเสพติดในปัสสาวะของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบความเรียบร้อยภายในหน่วยงาน

เปิดรายละเอียดปฏิบัติการบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 61 ราย พบผู้ที่มีผลปัสสาวะเป็นบวกหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฉี่ม่วง จำนวนถึง 12 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ โดยมาตรการที่ทางหน่วยงานเลือกใช้คือการส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาผ่านศูนย์คัดกรองโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านเกริงกระเวียทันที

  • ผลการตรวจ: พบผู้มีสารเสพติด 12 ราย จากทั้งหมด 61 ราย
  • มาตรการจัดการ: ส่งตัวเข้ากระบวนการบำบัดรักษาตามระเบียบ
  • สถานะลูกจ้าง: สัญญาจ้างชั่วคราวอีก 3 เดือนจะสิ้นสุดลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินการแบบ Re X-ray ในครั้งนี้เป็นการปูพรมตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน และเป็นการปิดช่องว่างของปัญหาอาชญากรรมทางอ้อม สำหรับลูกจ้างที่ตรวจพบนั้น ทางอุทยานฯ ได้จัดทำบันทึกข้อความและหนังสือยินยอมรับการบำบัดเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัวกลับใจที่สำคัญ

ในมุมมองของสังคม การที่ภาครัฐกล้าออกมาดำเนินการตรวจคัดกรองภายในหน่วยงานตัวเองแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะนอกจากจะช่วยทำความสะอาดองค์กรแล้ว ยังเป็นการป้องปรามไม่ให้ปัญหายาเสพติดกัดกินความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการติดตามผลการบำบัดของทั้ง 12 คนจะเป็นอย่างไร และทางอุทยานฯ จะมีมาตรการคัดกรองบุคลากรให้เข้มข้นยิ่งขึ้นอย่างไรในอนาคต

ที่มา – บุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนในพื้นที่และแวดวงข้าราชการเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสว่ามีข้าราชการระดับสูงในพื้นที่อำเภอดงหลวงมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและข้องเกี่ยวกับยาเสพติด

เผยเบื้องหลังการจับกุม รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง

เหตุการณ์การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยนายประสิทธิชัย สุวรรณไขศรี นายอำเภอดงหลวง ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษและหน่วยงานความมั่นคงเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังได้รับแจ้งเหตุ ผลของการตรวจปัสสาวะพบว่าเป็นสีม่วง ซึ่งตรงกับข้อมูลทางการข่าวที่มีการรายงานเข้ามา ถือเป็นกรณีที่น่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งหน้าที่ระดับหัวหน้าสำนักปลัดฯ ที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน

รายละเอียดการดำเนินคดีกรณี รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง

หลังจากเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ก็ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป สิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อในกรณีนี้คือ:

  • การสอบสวนขยายผลเพื่อหาแหล่งที่มาของยาเสพติด
  • การตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นในองค์กรเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
  • บทลงโทษทางวินัยร้ายแรงที่จะตามมาหลังจากคดีอาญาสิ้นสุดลง

เหตุการณ์ รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกระดับตระหนักถึงจริยธรรมและการทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลร้ายตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามยาเสพติดในหน่วยงานภาครัฐเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและประชาชนในท้องถิ่น

เราหวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อส่วนรวมได้หันมาทบทวนพฤติกรรมตัวเอง เพราะคำสั่งสอนเรื่องความซื่อสัตย์และสจจธรรมยังคงใช้ได้เสมอในโลกการทำงานทุกยุคทุกสมัย

ที่มา – รวบคาสำนักงาน หัวหน้าสำนักปลัด อบต. มุกดาหาร ฉี่ม่วง ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

Scroll to top