ผู้เสียหาย

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่ “กัน จอมพลัง” ได้พาลูกอดีตแฟนของนายป๋อง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 3 ศพในจังหวัดชลบุรี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาการบังคับใช้โทษกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมในอดีตของนายป๋องนั้นมีความโหดเหี้ยมและเป็นภัยต่อสังคมอย่างรุนแรง

หนึ่งในคำให้การที่น่าสะพรึงกลัวคือเรื่องราวของ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ขณะที่เหยื่อกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด โดยนายป๋องมีพฤติกรรมบังคับให้แม่ของเหยื่อไปส่งยาเสพติด เมื่อไม่ยอมทำตามจึงถูกรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ แม้ในขณะนั้นเหยื่อจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม

ความโหดร้ายที่มากกว่าแค่การทำร้ายร่างกาย

นอกจากเรื่องราวที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา แล้ว ยังพบว่านายป๋องมีพฤติกรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป โดยมีการข่มขู่ว่าจะฆ่ายกครัวจนครอบครัวเหยื่อต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น นี่คือสรุปพฤติกรรมที่น่าตกใจของนายป๋องที่ถูกเปิดเผยออกมา:

  • การสะสมอาวุธ: พบว่าในอดีตนายป๋องมีอาวุธปืน ระเบิดมือ และชุดเครื่องแบบตำรวจภายในบ้าน
  • การใช้อิทธิพลข่มขู่: มีการขู่ฆ่ายกครอบครัวหากเหยื่อคิดจะแจ้งความหรือขัดขืน
  • การอำพรางศพ: ในคดีล่าสุด นายป๋องใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแนบเนียน ทั้งการใช้รถยนต์ของผู้เสียชีวิต และการเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อให้คนเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่

หลายคนต่างตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เหตุใดผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงและเข้าออกคุกมาแล้วหลายครั้ง ถึงยังสามารถออกมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมได้อีก การที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา เป็นเพียงหนึ่งในเสียงสะท้อนที่ตอกย้ำว่า การปล่อยตัวผู้กระทำความผิดซ้ำซากโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันเรียกคืนได้เหมือนกรณีของครอบครัว 3 ศพที่ชลบุรี

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คนประเภทนี้ได้มีโอกาสกลับมาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองอย่างสูงสุด ไม่ใช่ปล่อยให้คนอันตรายวนเวียนอยู่ในสังคมเหมือนที่ผ่านมา

ที่มา – ลูกอดีตแฟน “ป๋อง” อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว

ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ฟอกเงินผ่านทองคำ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ มาพอสมควร แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มวิกฤตขึ้นเมื่อตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ซึ่งถือเป็นเคสที่น่าตกใจและควรค่าแก่การเตือนภัยอย่างยิ่งครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายวัย 61 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกให้โอนเงินโดยอ้างเรื่องปัญหาหม้อแปลง จนเหยื่อสูญเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ทำให้ทางตำรวจไซเบอร์ต้องเร่งแกะรอยขบวนการนี้จนพบว่าเป็นแก๊งชาวเวียดนามร่วมกับคนไทยที่ทำกันเป็นกระบวนการ การที่ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรการฟอกเงินที่ซับซ้อนไปได้เปราะหนึ่ง

กลโกงที่ซับซ้อนและการฟอกเงินผ่านทองคำ

แก๊งนี้ไม่ได้มาแค่การหลอกโอนเงินธรรมดา แต่มีการใช้วิธีฟอกเงินที่แนบเนียนมาก โดยการเปลี่ยนเงินสดที่โกงมาเป็นทองคำแท่ง เพื่อกระจายมูลค่าและทำให้เส้นทางการเงินยุ่งยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • หลอกให้เหยื่อโหลดแอปพลิเคชันและกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เหยื่อสับสน
  • หลอกขอรหัส OTP โดยอ้างว่าเป็นเลขคิวคืนเงิน
  • ใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน
  • นำเงินสดไปซื้อทองคำแท่งจำนวนมากเพื่อฟอกเงินก่อนนำไปขายใหม่

สรุปบทเรียนสำคัญและการป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า มิจฉาชีพมีการปรับตัวตลอดเวลา จากการฟอกเงินผ่านบัญชีธนาคาร ไปสู่การเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ข้อมูลจากตำรวจระบุว่าแก๊งนี้ทำมาแล้วกว่า 18 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ:

  • อย่าหลงเชื่อหากได้รับโทรศัพท์จากหน่วยงานรัฐที่อ้างเรื่องโอนเงิน หรือให้สแกน QR Code แปลกปลอม
  • สังเกตความผิดปกติของเมนูภาษาในแอปพลิเคชันธนาคาร หากถูกบังคับให้เปลี่ยนภาษา นั่นคือสัญญาณเตือนภัย
  • ห้ามบอกรหัส OTP ให้ใครทราบเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดก็ตาม

การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแก๊งนี้ได้ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและรู้เท่าทันกลโกงอยู่เสมอ หากใครสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อธนาคารหรือแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ทันทีเพื่ออายัดบัญชีครับ ความปลอดภัยในทรัพย์สินของเราเริ่มที่ตัวเราเองเสมอ

ที่มา – ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี แต่รู้ไหมครับว่าการแจ้งความนั้นไม่ได้ทำได้ทุกที่ตามใจชอบ ล่าสุด ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย โดยย้ำชัดว่าพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิและสร้างภาระให้กับประชาชนเกินความจำเป็น

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ออกมาให้ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่มักถูกเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลพยายามอ้างสิทธิในการแจ้งความตามภูมิลำเนาผู้เสียหาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น

หลักการของ ป.วิ.อาญา มาตรา 18 ที่ควรรู้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจรับทำคดีได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้:

  • เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นจริง
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนา
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมตัวได้

หากคดีไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจในการรับแจ้งความหรือดำเนินคดี การที่ ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าหากฝ่าฝืนรับทำคดีทั้งที่ไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนเองอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเสียเองด้วย

นอกเหนือจากเรื่องของเขตอำนาจศาลแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะในคดีหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีความพยายามตีความว่าคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้เสียหายพบเห็นข้อความ ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ห่างไกล เพื่อดึงตัวผู้ถูกกล่าวหาให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีด้วยความยากลำบาก นี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการสร้างภาระเกินสมควร

เราในฐานะประชาชนควรรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง หากมีการเรียกตัวไปสอบสวนหรือดำเนินคดีควรตรวจสอบให้ดีว่าหน่วยงานที่เรียกนั้นมีอำนาจสอบสวนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ การศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นจะช่วยให้เราปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น และสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและสมเหตุสมผลสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำข่าวคราวของคดีสะเทือนขวัญระดับโลกอย่างคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ได้ดี ล่าสุดมีรายงานที่ทำให้หลายคนต้องตกใจ เมื่อมีข่าวว่า แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองไปทั่วโลกอีกครั้ง

เหตุการณ์ช็อกโลก: แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

นายแดเนียล ซีอัด แมวมองนางแบบวัย 69 ปี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารคดีอื้อฉาวของเอปสตีน ถูกพบเป็นศพภายในบ้านพักแถบชานเมืองปารีส โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่อัยการฝรั่งเศสกำลังเร่งดำเนินการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมถึงความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม

เบื้องลึกความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอื้อฉาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายซีอัดตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางในการจัดหาเหยื่อให้กับเอปสตีน แม้ว่าเขาจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด แต่การเสียชีวิตของเขาในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงจุดจบที่ซ้ำรอยกับคนอื่นๆ ในเครือข่ายนี้

  • ฌอง-ลุค บรูเนล: แมวมองอีกรายที่เสียชีวิตในเรือนจำ
  • เจฟฟรีย์ เอปสตีน: ตัวละครหลักที่จบชีวิตลงในห้องขังนิวยอร์ก
  • กระแสความไม่พอใจของเหยื่อ: หลายฝ่ายมองว่าความตายทำให้ความจริงไม่ปรากฏ

หลายคนมองว่าการที่ แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส ในครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรม เพราะโอกาสที่ความจริงจะถูกเปิดเผยผ่านปากคำของผู้เกี่ยวข้องลดน้อยลงไปอีก ทีมทนายความของผู้เสียหายต่างออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทางการฝรั่งเศสที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนยากจะเยียวยา

หากเรามองย้อนกลับไปถึงคดีของเอปสตีน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้เกี่ยวข้องเสียชีวิตในลักษณะที่น่าสงสัย ซึ่งนี่อาจเป็นเพียงบทสรุปของมหากาพย์คดีที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำในระดับสากล ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารคงต้องเฝ้ารอดูต่อไปว่ากระบวนการสอบสวนจะก้าวไปในทิศทางไหน และสังคมจะได้รับความกระจ่างมากน้อยเพียงใด

ที่มา – แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสำคัญและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้พยายามหลบหนีความผิดจากคดีฉ้อโกงประชาชนที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายณัฐภาพงศ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “นายก ภา” ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยแอบอ้างว่าตนเองมี “โควตาพิเศษ” สามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้าทำงานได้จริง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับตำแหน่งงาน

เบื้องลึกเส้นทางการหนีคดี รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

หลังจากที่ผู้เสียหายจำนวนมากพบว่าตนเองไม่ได้รับการบรรจุตามคำกล่าวอ้าง จึงได้รวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดีในหลายท้องที่ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาโดยศาลจังหวัดสตูลถึง 3 หมายในคดี “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการติดตามสืบสวนผู้ต้องหาตามหมายจับจากตำรวจภูธรภาค 9 จึงได้กระจายกำลังติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งสืบทราบข้อมูลสำคัญว่านายกภาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่หอพักในจังหวัดนครราชสีมา

เมื่อตรวจสอบพิกัดเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจบุกเข้าชาร์จและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้ที่ห้องพักชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่:

  • เงินสดจำนวนกว่า 1,230,500 บาท
  • เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวน 2 แผ่น

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการหลอกลวงประชาชนผ่านกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการ ซึ่งมักจะใช้ความไม่รู้หรือความอยากได้ตำแหน่งมาเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.โพธิกลาง ก่อนจะส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.ควนกาหลง ต่อไป

ในมุมมองของความยุติธรรม ทางเจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนว่า ตำแหน่งงานข้าราชการไม่สามารถซื้อขายได้ด้วยเงิน การอ้างโควตาพิเศษมักเป็นเพียงอุบายการฉ้อโกง หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที อย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายมาทำลายอนาคตของผู้อื่น

ที่มา – รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ระทึกขวัญจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าวได้ ซึ่งนอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตซ้ำซ้อน ล่าสุด กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ที่กำลังแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาล เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล กระทรวงสาธารณสุข และสภาทนายความ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 2 ครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วยชาวไทยและชาวลาว ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ แต่กลับต้องมาแบกรับภาระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนร่วมกว่า 500,000 บาท เนื่องจากวงเงินประกันภัยของผู้ประกอบการหมดลง

แนวทางการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างบูรณาการ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเมื่อ กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ครั้งนี้ ได้มีการวางกรอบการช่วยเหลือที่ชัดเจนไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การรักษาพยาบาล: กระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิ์การรักษาพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่สะสมมานาน
  • การเยียวยาเบื้องต้น: ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรมและมูลนิธิธรรมนัส จะเร่งเจรจากับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเงินเยียวยามาบรรเทาทุกข์โดยเร็ว
  • การดำเนินคดีทางกฎหมาย: สภาทนายความจะเข้ามาดูแลสิทธิ์และดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ได้ย้ำชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบการจะเพิกเฉยไม่ได้ ทีมงานจะติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียหายทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียหายผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าความปลอดภัยของชีวิตประชาชนต้องมาก่อนผลกำไรทางธุรกิจเสมอ

ที่มา – กธ. จับมือ “มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ” ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนแรงในแวดวงข้าราชการท้องถิ่น เมื่อล่าสุดมีประเด็นสำคัญที่ทางกสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล หลังจากตรวจพบว่ามีการทุจริตในการสอบแข่งขัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความโปร่งใสและระบบคุณธรรมของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

นายวันชัย จันทร์พร ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจัดการปัญหาการทุจริตสอบที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งหากพบว่าคำสั่งที่ออกไปมีข้อบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ผู้ออกคำสั่งมีอำนาจในการแก้ไขหรือเพิกถอนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดการตรวจสอบและการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้กระทำผิดจำนวน 5,924 คน จากจำนวนผู้สอบผ่านทั้งหมด ทั้งนี้ทาง กสถ. เตรียมดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • ลงนามยกเลิกบัญชีผู้กระทำผิดและประกาศบัญชีใหม่ในสัปดาห์หน้า
  • แจ้งคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นประจำจังหวัดเพื่อดำเนินการตามระเบียบ
  • สั่งให้ผู้กระทำผิดพ้นจากราชการตามลำดับขั้นตอน
  • วางแนวทางเรื่องการบรรจุใหม่เนื่องจากลำดับคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามคือ หากผู้บรรจุไปแล้วรู้สึกว่าตนเองได้รับผลกระทบ หรือต้องการความเป็นธรรม ประธาน กสถ. ก็ได้ระบุชัดเจนว่า กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาลได้ตามสิทธิทางกฎหมาย โดยต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ก่อนที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลวินิจฉัยและพิจารณาตามดุลยพินิจต่อไป

ในส่วนของความกังวลว่าจะมีกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมาย ทาง กสถ. ได้เตรียมการโดยให้ฝ่ายกฎหมายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเตรียมคำชี้แจงต่อศาลปกครองไว้รองรับสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขอให้ผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า การดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นความถูกต้องและโปร่งใสเป็นสำคัญ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างผลกระทบต่อหลายฝ่าย แต่การรักษาระบบคุณธรรมในการสอบเข้ารับราชการนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด และการที่กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตในระบบราชการไทยจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องรายชื่อผู้กระทำผิด ทาง กสถ. ยืนยันว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากติดข้อกำหนดกฎหมาย PDPA ดังนั้นผู้สมัครทุกคนควรตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อป้องกันความสับสน

ที่มา – กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดี Forex ที่มีชื่อของ สส. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน โดยท่านรัฐมนตรีย้ำชัดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นอยู่ในสำนวนการสืบสวน ซึ่งทาง DSI ยังไม่ได้มีการสรุปผลหรือรายงานความคืบหน้าเรื่องคำให้การแต่อย่างใด

รายละเอียดความคืบหน้าและท่าทีของรัฐมนตรี

นอกจากประเด็นที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน แล้ว ยังมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • DSI กำลังดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • การเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลทำเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมของสำนวนคดี
  • รัฐมนตรียังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางคดีความ
  • การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะทำงานของ DSI มีพยานหลักฐานเพียงพอ

ในปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้ามาให้ข้อมูลกับ DSI แล้วมากกว่า 100 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน นั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ในฐานะมุมมองของคนติดตามข่าว ต้องบอกว่าความกระจ่างของคดีนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคอย เพราะความมั่นใจในระบบยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราคงต้องรอให้ทาง DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนให้ชัดเจนก่อนจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังไว้หรือไม่

ที่มา – “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน โยนดีเอสไอพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่

7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินทัน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามก็ดูเหมือนจะขยับตัวตามมาได้รวดเร็วขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกมาเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อหลอกลวงประชาชน

สถานการณ์ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

จากการรายงานสถิติระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 พบว่ามีคดีถูกแจ้งเข้ามาผ่านระบบ Thaipoliceonline สูงถึง 5,092 คดี แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยอดความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการที่ยังคงครองแชมป์การฉ้อโกงมากที่สุดถึง 81.4% ของคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้ง

เจาะลึก 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC และกลุ่มเสี่ยง

นอกจากสถิติทั่วไปแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด ผ่านช่องทางการซื้อขายออนไลน์และการแอบอ้างบุคคลอื่น พื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนนทบุรี ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่พบการแจ้งความสูงที่สุด โดยรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือการหลอกล่อให้ย้ายช่องทางการพูดคุยไปยังไลน์หรือโทรเลขเพื่อสร้างความเชื่อใจและตัดขาดจากการตรวจสอบของแพลตฟอร์มหลัก

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อ:

  • อย่าหลงเชื่อคำชวนให้ย้ายคุยนอกแอปพลิเคชันหลัก
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชีธนาคารผู้รับโอนทุกครั้ง
  • ระวังข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและติดต่อสายด่วน AOC 1441 ทันที

ทางด้านศูนย์ ACSC ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนักลงทุนหรือผู้เสียหายที่โอนเงินพลาดไปแล้วได้ถึง 5 เคสสำคัญ ช่วยระงับเงินของเหยื่อได้ทันท่วงเวลากว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหากแจ้งเหตุได้เร็ว โอกาสในการดึงเงินคืนก็ยังมีอยู่มาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกรรมออนไลน์ ขอให้มีสติและรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพอยู่เสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบเร่งเข้าครอบงำ เพราะเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้ว การติดตามคืนอาจไม่ง่ายดายนัก หมั่นตรวจสอบข่าวสารจากทางราชการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับกระเป๋าสตางค์ของท่านเอง หากตกเป็นเหยื่อ โปรดอย่าอายที่จะแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ทันที

ที่มา – 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

Scroll to top