พรรคก้าวไกล

พรรคประชาชน เชิญ “แก้วตา” ให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมออนไลน์กำลังให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการหยิบยกเนื้อหาจากหนังสือ “ประชาชนที่ไม่ยอมจำนน” ของคุณธิษะณา ชุณหะวัณ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “แก้วตา” ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงข้อกล่าวหาการคุกคามทางเพศและการจัดการปัญหาภายในองค์กร งานนี้ พรรคประชาชน เชิญ “แก้วตา” ให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ เพื่อหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

พรรคประชาชน เชิญ “แก้วตา” ให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางพรรคออกมาแสดงความชัดเจนต่อประเด็นดังกล่าว ทำให้คุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาชน ต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยยืนยันว่าทางพรรคได้ทำหนังสือเชิญคุณแก้วตาซึ่งเป็นสมาชิกพรรค เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการที่ถูกต้อง

กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

การที่ พรรคประชาชน เชิญ “แก้วตา” ให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทางพรรคให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องความปลอดภัยและความเสมอภาค โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • เปิดพื้นที่ให้ผู้ร้องเรียนได้ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน
  • ใช้กลไกของพรรคในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง
  • ยึดหลักความโปร่งใส ไม่ปกป้องผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
  • รักษามาตรฐานการทำงานที่ให้ความสำคัญกับทุกข้อร้องเรียนเรื่องความรุนแรงทางเพศ

คุณพนิดายังย้ำชัดเจนว่า ทุกกรณีที่เกิดขึ้นจะไม่มีการละเลยหรือปล่อยผ่าน ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนฐานของพยานหลักฐาน และหากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดเกิดขึ้นจริง ทางพรรคพร้อมที่จะดำเนินการตามระเบียบโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาอุดมการณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กร

ในมุมมองของเรา นี่คือบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองยุคใหม่ในการจัดการปัญหาภายในองค์กรด้วยความตรงไปตรงมา การที่พรรคเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบตนเองเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจให้สังคมได้ติดตามว่า บทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายหรือไม่ เราคงต้องรอติดตามความคืบหน้ากันต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาชน เชิญ “แก้วตา” ให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีข่าวคราวของทางพรรคประชาชน (ปชน.) หลังจากที่แกนนำพรรคอย่าง คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกและอดีตผู้สมัครของพรรค โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ตกเป็นเป้าสงสัยทางสังคม

ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ในอดีต ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 พรรคประชาชน เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวคดียาเสพติดและฟอกเงิน จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะผู้สมัครในขณะนั้น แม้ท้ายที่สุดอัยการจะไม่ได้สั่งฟ้องและพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความผิดจริง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชื่อเสียงและครอบครัวไปแล้วนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ การที่ทางพรรคออกมา ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้สังคมควรให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกกล่าวหาไปก่อนที่จะมีการตัดสินจากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มุมมองจากเลขาธิการพรรคต่อคดีฟอกเงิน

คุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในฐานะเลขาธิการพรรค ตนเองมองเห็นความไม่ปกติในหลายกรณี เนื่องจากบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตมักเป็นผู้ที่มีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองได้ โดยพรรคประชาชนยืนยันว่า:

  • พรรคไม่มีวัฒนธรรมในการปกป้องคนกระทำผิดจริง
  • สนับสนุนการตรวจสอบเข้าสู่กระบวนการที่โปร่งใส
  • ขอให้สังคมรอฟังผลจากกระบวนการยุติธรรมก่อนตัดสินบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรตระหนักว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม” แต่การที่สังคมรีบด่วนตัดสินผู้อื่นก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสรุปสำนวน ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้เช่นกัน กรณีที่ทาง ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การให้โอกาสและการรอฟังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน คือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และไม่ควรปล่อยให้วาทกรรมทางการเมืองทำลายอนาคตของใครก่อนที่จะได้รับคำพิพากษา

ที่มา – ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ทำพลาดหลุดผู้สมัคร

“พิจารณ์” ชี้ เปิดปม “ภาวุธ” เป็นเรื่องการเมือง พยายามลดความน่าเชื่อถือของพรรค

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดูเหมือนจะมีประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะล่าสุดที่ “พิจารณ์” ชี้ เปิดปม “ภาวุธ” เป็นเรื่องการเมือง พยายามลดความน่าเชื่อถือของพรรค ซึ่งกลายเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างกว้างขวาง ในวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากมุมมองของเลขาธิการพรรคประชาชนกันครับ

“พิจารณ์” ชี้ เปิดปม “ภาวุธ” เป็นเรื่องการเมือง พยายามลดความน่าเชื่อถือของพรรค

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ถูกตั้งข้อสังเกตและพาดพิงในประเด็นต่างๆ โดยเขามองว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากการทำงานตรวจสอบรัฐบาลที่เข้มข้นของพรรค

เบื้องหลังการเมืองที่พุ่งเป้ามายัง “ภาวุธ”

นายพิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นายภาวุธกำลังตรวจสอบโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก ซึ่งอาจไปกระทบกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล จึงไม่แปลกที่จะมีการขุดคุ้ยหรือสร้างกระแสเพื่อทำให้สังคมมองว่า “พิจารณ์” ชี้ เปิดปม “ภาวุธ” เป็นเรื่องการเมือง พยายามลดความน่าเชื่อถือของพรรค โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กระบวนการคัดเลือก สส. ของพรรคประชาชนมีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้
  • สส. ทุกคนพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหากมีการทำผิดจริง
  • พรรคไม่มีวัฒนธรรมปกป้องคนผิด แต่ขอความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต จะเห็นว่าพรรคเคยเจอสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันมาแล้ว เช่น กรณีการบุกค้นบ้านผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 ในข้อหาที่ร้ายแรง แต่สุดท้ายอัยการก็ไม่ได้สั่งฟ้อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการใช้กฎหมายบางครั้งถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อลดความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชนอยู่บ่อยครั้ง

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในประเทศไทยต้องยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร เพราะสิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำเสมอคือการทำงานเพื่อตรวจสอบรัฐบาลให้โปร่งใสที่สุด ไม่ว่าจะมีแรงกดดันผ่านการสร้างประเด็นข่าวเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดก็ตาม

ที่มา – “พิจารณ์” ชี้ เปิดปม “ภาวุธ” เป็นเรื่องการเมือง พยายามลดความน่าเชื่อถือของพรรค

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

หากพูดถึงชื่อของนักกฎหมายมหาชนระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ใครหลายคนต่างให้การยอมรับ คงหนีไม่พ้นชื่อของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งมีเส้นทางชีวิตและบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะล่าสุดกับสถานะใหม่ในการได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชนในนามพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นการรวมตัวที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองไทยได้อย่างมาก

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ โดยสังเขปนั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2503 ที่จังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายมหาชนในระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส จนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับครูบาอาจารย์ในสาขานี้ ท่านมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจสำคัญอย่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลโครงการขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวและการจัดการขยะมูลฝอย

เส้นทางการเมืองและบทบาทที่พลิกผัน

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็น ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ในหลากหลายมิติ ทั้งการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้รัฐบาลในยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปจนถึงการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2557 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนและภาพจำที่ชัดเจนในทางการเมือง แต่ทว่าความน่าสนใจที่มากกว่านั้น คือการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท่านนี้ ได้ก้าวเข้ามาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดียุบพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2567 โดยให้เหตุผลในเชิงวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ยึดถือหลักกฎหมายเป็นสำคัญ

บทบาทล่าสุดในการก้าวเข้าสู่การเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมบริหารพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. จึงเปรียบเสมือนการนำเอาประสบการณ์ระดับสูงด้านกฎหมายมหาชนและการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาปรับประยุกต์ใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้จริง การที่ ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า วุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องการนำมาเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่คนระดับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายขยับมาทำงานกับพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายเชิงโครงสร้างเช่นนี้ น่าจะช่วยยกระดับการทำงานให้มีความรอบคอบและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การผสานพลังระหว่างความสดใหม่ของพรรคการเมืองรุ่นใหม่กับความเก๋าเกมทางกฎหมายของท่าน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กรุงเทพมหานครได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ประวัติ “สุรพล นิติไกรพจน์” บทบาทการเมืองพลิกขั้ว อดีตร่วม กปปส. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ สส.ลูกหิน หรือ นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการโพสต์ข้อความที่ดุเดือดเผ็ดร้อนบนพื้นหลังสีส้ม โดยพาดหัวว่า “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด

ข้อความดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่กล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไป แต่ยังระบุคำนิยามถึงฝ่ายตรงข้ามไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล้มเจ้า การอุ้มกลุ่มทุนสีเทา การเผาเมืองหลอกเด็ก รวมถึงการเห็นใจเพื่อนบ้านมากกว่าคนไทยจนถูกมองว่าเป็นการเนรคุณแผ่นดินเกิด การโพสต์ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเรียกยอดไลก์ยอดแชร์เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

เบื้องหลังชนวนเหตุความขัดแย้ง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ตอบโต้ทางโซเชียลมีเดียกับอดีต สส. จากพรรคก้าวไกลอย่าง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ได้มีการโพสต์ข้อความโจมตีในทิศทางที่รุนแรงเช่นกัน โดยมีการใช้ถ้อยคำในเชิงตำหนิถึงเรื่องการโกหก การซื้อเสียง และคอร์รัปชัน ทำให้บรรยากาศการโต้ตอบผ่านสื่อออนไลน์กลายเป็นสนามรบทางความคิดที่ดุเดือด

  • การปะทะฝีปากทางโซเชียลมีเดียระหว่างนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • การใช้สัญลักษณ์พื้นหลังสีส้มในการทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารนัยยะทางการเมือง
  • การตีแผ่ทัศนคติในประเด็นความมั่นคงและอุดมการณ์รัฐข้ามพรมแดน

ในมุมมองนักวิเคราะห์การเมือง การที่ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดอย่างสุดโต่งในสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องราวของการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารประเทศ แต่ยังรวมถึงสงครามทัศนคติและการปกป้องความเชื่อที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับสื่อและมองภาพรวมของการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยึดติดกับการปะทะคารมเพียงอย่างเดียว ความเป็นเอกภาพอาจจะเกิดขึ้นได้ยากหากทุกฝ่ายยังคงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเข้าหากันเช่นนี้ครับ

ที่มา – “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ด้วยการโพสต์ข้อความที่กลายเป็นประเด็นร้อน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครอง และยืนยันว่าเจตนาการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีจุดประสงค์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยเท่านั้น

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพิธาได้โพสต์ข้อความยืนยันเจตนาในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 โดยระบุชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้มุ่งเซาะกร่อนหรือบ่อนทำลายระบอบการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามนำความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทย สู่การถกเถียงในพื้นที่ปลอดภัยอย่างสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกระบวนการนิติบัญญัติสากล

พิธาชี้ให้เห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้ไม่สมควรเป็นคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “นิติสงคราม” ที่มุ่งทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน โดยเฉพาะการนำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาใช้อย่างเข้มข้นแต่ไร้หลักเกณฑ์ชัดเจน ขาดการถ่วงดุล ทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้นี่เองที่เป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เจตนาการเสนอแก้มาตรา 112 เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง

การเสนอแก้มาตรา 112 เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง พิธาย้ำว่าการนำเรื่องนี้เข้าสภาเป็นวิถีทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างเปิดเผยและหาข้อยุติที่ยั่งยืน แทนที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งคุกรุ่นในสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งกว่าเดิม นี่คือตัวอย่างของการใช้กลไกประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การก่อการร้ายหรือล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา

วิพากษ์การใช้นิติสงครามและมาตรฐานจริยธรรมไร้กฎเกณฑ์

ในโพสต์ดังกล่าว พิธาได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้กฎหมายและจริยธรรมเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ “นิติสงคราม” ที่เลือกเป้าหมายเฉพาะเจาะจงทางการเมือง สิ่งนี้ไม่เพียงทำลายบุคคล แต่ยังอ่อนแอสถาบันรัฐสภาและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม การขาดมาตรฐานที่ชัดเจนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม

เหตุผล 3 ประการที่ ส.ส. 10 คนไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำหรับกรณี ส.ส. 10 คนที่ยังถูกดำเนินคดี พิธาเห็นว่าควรให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

  • ไม่ก่อความเสียหายร้ายแรง: การกระทำไม่ได้สร้างความเสียหายต่อรัฐหรือประชาชนในระดับที่ต้องระงับสิทธิทันที
  • อยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบ: การทำงานของ ส.ส. มีการกำกับดูแลจากรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการจริยธรรมอยู่แล้ว
  • บทบาทสำคัญต่อประชาชน: ส.ส.ทั้ง 10 มีภารกิจตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล หากหยุดงานจะทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ และด้วยจำนวนไม่ถึงเกณฑ์รวมกลุ่มเสนอร่างกฎหมายซ้ำ จึงไม่มีความเสี่ยงกระทำผิดเดิม

การให้ ส.ส. ทำงานต่อไปนี้ไม่ใช่การละเว้น แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของระบบรัฐสภา ในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่ให้โอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์

บริบทการเมืองไทยและผลกระทบระยะยาว

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมการเมืองไทยที่กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กันเอง โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ที่เป็นจุดถกเถียงมานาน พรรคก้าวไกลและพรรคผู้สืบทอดถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด การ “ซัด” ของพิธาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้สังคมไทยมีพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความเห็นมากขึ้น หากปล่อยให้ “นิติสงคราม” ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การแบ่งแยกที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายอื่นออกมาแสดงความเห็นเห็นด้วยกับพิธา เช่น ชี้ว่าการใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบสองมาตรฐานกำลังกัดกินความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการและรัฐสภา สิ่งที่จำเป็นคือการปฏิรูประบบให้โปร่งใสและเท่าเทียม เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” เป็นคำเตือนที่สำคัญต่อผู้มีอำนาจ ว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายโดยปราศจากสมดุลจะย้อนกลับมาทำร้ายระบบโดยรวม สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียหายมากที่สุดคือประชาชนที่ต้องการผู้นำที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? เชื่อว่า “นิติสงคราม” เป็นภัยต่อประชาธิปไตยหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “พิธา” ซัด “นิติสงคราม” ใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบไร้กฎเกณฑ์ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

“ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม”

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกันเถอะ ว้าว! เหตุการณ์นี้จุดประเด็นเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองได้ชัดเจนมาก น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกอาการฉุนเฉียวสุดๆ หลังจาก ป.ป.ช. ตัดสินใจยกคำร้องคดีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม

เรื่องราวเริ่มต้นจากคดีที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีหุ้นบุรีเจริญ ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีนอมินีถือหุ้นแทนนายศักดิ์สยาม มีเส้นทางการเงินที่โยงใยชัดเจน แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจตัดสินว่า “ไม่มีเจตนา” จึงยกคำร้อง ทำให้ศักดิ์สยามรอดตัวแบบบริสุทธิ์ ไร้มลทิน ไอซ์มองว่านี่คือการใช้อำนาจแบบสองมาตรฐาน เพราะถ้าเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามทำ ก็โดนหนักกว่าเยอะ

โพสต์เฟซบุ๊กเดือดของไอซ์

วันที่ 19 เมษายน 2567 ไอซ์โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจแบบตรงไปตรงมา เธอบอกว่า “เส้นเงินโยงใยชัดเจน ให้ใครในประเทศดูก็รู้ จงใจใช้นอมินี แต่ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจตัดสิน ผลออกมาว่าไม่มีเจตนา ไม่ผิด เป็นผู้บริสุทธิ์” แล้วยังเปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลที่ยื่นแก้กฎหมาย 112 ซึ่งกกต.รับรองเป็นนโยบายหาเสียง แค่ลงชื่อเฉยๆ แต่ยังไม่เข้าสภา ป.ป.ช.ก็ฟันว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง กำลังโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ประหารชีวิตทางการเมืองไปเลย

ไอซ์เขียนต่อด้วยอารมณ์เดือด “ชาตินี้พวกมึงอย่าได้สะเอะ… เอาเลย ไล่ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ตัดหัวพวกเราให้หมด ทำแบบเวรๆ เหตุผลเลวๆ ใช้อำนาจดิบๆ ซึ่งๆ หน้า… ประเทศนี้ของใคร องคาพยพสีส้ม ตายตกไปตามกันให้หมด สภาจะได้เหลือแต่สีน้ำเงิน” นี่แหละที่ทำให้ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกลายเป็นไวรัลทันที

ศักดิ์สยามแซะกลับ ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

ไม่ยอมแพ้ นายศักดิ์สยามโพสต์แซะกลับแบบจัดเต็ม ผ่านเพจ “หมาเฝ้าบ้าน” โดยบอกว่าให้ยกประเทศให้ “พี่หนู-พี่เน” ปกครอง ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน ให้คนดี คนรักชาติ รักสถาบันปกครองบ้านเมือง ไอซ์ยังแชร์โพสต์นั้นพร้อมแคปชั่น “มีเส้นเงินชัดขนาดนี้ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีเจตนา เยี่ยมครับพี่เน พี่หนู ประเทศนี้ ขอยกให้ตระกูลพี่ไปปกครอง” ดราม่าพุ่งปรี๊ด สีส้มปะทะสีน้ำเงินชัดๆ

  • ประเด็นหุ้นบุรีเจริญ: สงสัยนอมินีถือหุ้นแทนศักดิ์สยาม มีเส้นเงินจากบุคคลต้องห้าม
  • สองมาตรฐาน ป.ป.ช.: คดีฝ่ายตรงข้ามโดนหนัก คดีฝ่ายตัวเองรอดง่าย
  • การเมืองสี: สีส้ม (พรรคประชาชน-ก้าวไกล) vs สีน้ำเงิน (เพื่อไทย) และพันธมิตร
  • ผลกระทบ: ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางขององค์กรอิสระ

มาดู background กันหน่อย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า สังกัดพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นเลขาฯพรรคและรัฐมนตรี คดีหุ้นนี้ร่ายราไยมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินสมัยเป็น ส.ส. ส่วนไอซ์หรือน.ส.รักชนก เป็นดาวรุ่งของพรรคประชาชนที่แยกจากก้าวไกล เน้นประเด็นประชาธิปไตยและตรวจสอบ

เหตุการณ์ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามนี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้อำนาจแบบเลือกข้าง ป.ป.ช.ที่ควรเป็นกลาง กลับถูกมองว่ามี double standard คดีนอมินีหุ้นที่ชัดเจนขนาดนี้ยังรอด แต่คดีเสนอนโยบายที่ยังไม่ทำจริงกลับโดนประหารการเมือง มันยุติธรรมตรงไหน? การแซะเรื่องสีแผ่นดิน ยิ่งทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังติดกับดักสีสันพรรค ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล

ในมุมผมนะ การเมืองควรแข่งกันด้วยนโยบาย ไม่ใช่ด้วยเส้นสาย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประชาชนอย่างเราจะไว้ใจระบบได้ยังไง คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบการเมืองให้โปร่งใสขึ้น!

สุดท้ายนี้ ขอให้การเมืองไทยเดินหน้าด้วยความยุติธรรมแท้จริง อย่าให้สีสันมาบดบังประโยชน์ประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม” แซะให้ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ทุกคนจับตาในขณะนี้คือ 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นสำนวนคดีไปยังศาลฎีกาแล้ว ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. ยังเตรียมแจงเหตุผลในการยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซึ่งสร้างความฮือฮาเพราะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร มาอ่านรายละเอียดกัน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ว่า ศาลฎีกาได้ประสานงานนัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดีของ 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดหมู่ความผิดต่อพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 24 เมษายนนี้ โดย ป.ป.ช. ได้ยื่นสำนวนเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

คดีนี้เกิดจาก ป.ป.ช. พิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวของ ส.ส. 44 คน อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎหมาย ส.ส. ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาสูญเสียสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา นี่เป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขกฎหมายม.112 ที่เป็นหัวใจของการอภิปรายในสภา

ป.ป.ช. จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นผ่านนอมินีในบริษัท หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยมตินี้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง

เลขาฯ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะแถลงเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น เมื่อถามถึงโอกาสที่ศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ เขาชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญ โดย ป.ป.ช. ถือว่าปิดคดีแล้ว แต่สิทธิผู้เสียหายยังสามารถร้องเรียนต่อไปได้

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
  • ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายทุจริต
  • กกต. ต้องตรวจคุณสมบัติหากสมัครเลือกตั้ง
  • ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์หรือร้องต่อหน่วยงานอื่น

คดีสแกนม่านตา DSI ส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังรับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังไม่มีการระบุตัวบุคคลชัดเจน ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อหาคนรับผิดชอบ และยังไม่มีมติรับคดี แม้จะมีการพาดพิงบุคคลทางการเมืองบ้าง แต่ต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม

โครงการสแกนม่านตาเคยถูกวิจารณ์หนักเรื่องความโปร่งใสและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริต หาก ป.ป.ช. พบหลักฐาน ก็อาจขยายวงไปยังผู้เกี่ยวข้อง

กรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล และประเด็นอื่นๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ ป.ป.ช. ในการกำกับดูแลนักการเมือง การตัดสินจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่กำลังเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ และสถานะของศักดิ์สยามที่อาจกลับมาเล่นการเมืองได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเหล่านี้เป็นเครื่องทดสอบความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็จะเป็นชัยชนะของสิทธิเสรีภาพในการเสนอกฎหมาย แต่หากผิด ก็อาจปิดประตูการแก้ไขม.112 ไปอีกนาน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา!

ที่มา – 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล – ป.ป.ช.จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ศาลฎีกา

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในแวดวงการเมืองไทยวันนี้เลยนะครับ เมื่อเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เดินทางมาถึงศาลฎีกาพร้อมเอกสารกองโต เรียกได้ว่าจัดเต็มเพื่อยื่นคดีผิดจริยธรรมร้ายแรงต่อ สส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ที่เคยเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นำรถตู้มาถึงถึง 3 คัน บรรทุกสำนวนคดีจำนวน 10 ลังใหญ่ ขนาดที่ต้องใช้รถเข็นช่วยกันลากเข้าไปในอาคารศาล มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลมาร่วมตรวจนับอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะเดินทางเข้าไปยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ

ภาพรถตู้จอดเรียงรายและลังเอกสารที่กองพะเนิน กลายเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรอบคอบและจริงจังของ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ สส. หลายสิบคน และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเมืองไทยในอนาคต

พื้นหลังของคดี ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 หรือ พ.ศ. 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รวบรวมรายชื่อ สส. ในพรรคจำนวน 44 คน (ไม่ครบทุกคนในพรรค) เพื่อยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม

ป.ป.ช. มองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอาจขัดต่อหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรม เพื่อวินิจฉัยและลงโทษ หากศาลรับคำร้องและมีคำสั่ง สส. เหล่านี้อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

10 สส. พรรคประชาชนที่ยังคงถูกจับตา

ที่น่าสนใจคือ ในจำนวน 44 สส. ดังกล่าว มีถึง 10 คนที่ปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่ง สส. ในพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่สืบต่อจากพรรคก้าวไกล โดยแบ่งเป็น:

  • สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน:
  • 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
  • 3. นายรังสิมันต์ โรม
  • 4. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง
  • 5. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
  • 6. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
  • 7. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • 8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
  • สส.แบบแบ่งเขต 2 คน:
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

บุคคลเหล่านี้เป็นแกนนำสำคัญของพรรค หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อพรรคประชาชนและการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตแน่นอน

ผลกระทบและการลุ้นผลคดี

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบัน กับฝ่ายที่ยึดมั่นในประเพณีเดิม การแก้ 112 เคยเป็นวาระใหญ่ของเยาวชนและนักเคลื่อนไหว แต่ถูกมองว่าเกินเลยในสายตาของ ป.ป.ช. และผู้พิทักษ์สถาบัน ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ และหากรับแล้ว จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. 10 คนหรือไม่

ในมุมมองของผม คดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสรีภาพในการเสนอกฎหมายของ สส. ถ้าศาลตีความกว้างเกินไป อาจทำให้ สส. กลัวไม่กล้าเสนอร่างกฎหมายที่ sensitive แต่ถ้าศาลตีความแคบ จะช่วยรักษาสมดุลการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยไปอีกนาน

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตทุกวันกับเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับคดีนี้!

ที่มา – ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

Scroll to top