พรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

พรรคเพื่อไทย กราบขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เหตุ พ.ร.บ. 3 ฉบับเสร็จไม่ทัน เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย ยัน แม้มี สส.กทม.-ปริมณฑลแค่ 2 คน พร้อมเดินหน้าผลักดัน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในนามของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชนที่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ที่มีความจำเป็นต่อการทำโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังไม่สามารถเสร็จได้ทัน จึงทำให้ประชาชนที่รอจะใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องล่าช้า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้อย่างเป็นทางการ 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า เป็นเรื่องของกฎหมาย 3 ฉบับ ประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. ที่เพิ่งผ่านสภาฯ ไป ตอนนี้อยู่ในชั้นวุฒิสภา ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 จะได้มีการพิจารณาต่อ จากนั้นจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราพยายามเร่งที่จะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้เสร็จให้เร็วที่สุด เราเข้าใจดีว่าองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล 

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ผู้ที่รับประโยชน์คือประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เราต้องการทำให้นโยบายผ่านเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน เราผลักดันนโยบายนี้ทั้งที่เรารู้ว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล พรรคเพื่อไทยมี สส.แค่ 2 คนเท่านั้น อยากจะขออนุญาตฝากเรื่องนี้ไปยัง สส.ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของพรรคฝ่ายค้าน ว่า อยากให้ท่านมาช่วยพิจารณา ถ้าท่านช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

เมื่อถามว่าหากร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ผ่านการพิจารณาของสภาฯ แล้ว กังวลหรือไม่ว่าจะไปค้างที่ สว. นายดนุพร ตอบว่า ไม่กังวล เพราะเราคิดว่า สว. ก็เป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกัน หาก สว. เห็นร่างที่ผ่านการพิจารณาของสส.ไปแล้ว ก็จะได้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับคือประชาชน ฉะนั้นจึงคิดว่า สว. น่าจะผ่านให้.

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน และเป็นหนึ่งในความหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนเมือง การที่โครงการต้องล่าช้าออกไป จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและต้องมีการชี้แจงถึงสาเหตุ

ทำไมรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงล่าช้า?

สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องล่าช้า คือความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย

แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางจะผ่านสภาฯ ไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภา ส่วนร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันกฎหมายเหล่านี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายสามารถเกิดขึ้นได้จริงและช่วยเหลือประชาชนได้ตามที่ตั้งใจไว้

ทางพรรคฯ ยังได้เรียกร้องให้ สส. จากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ สส. ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร่วมกันพิจารณาและผลักดันกฎหมายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนรวม

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมี สส. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพียง 2 คน แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญในการลดค่าครองชีพของประชาชน

การผลักดันนโยบายสำคัญเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมโดยรวม

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และเป็นของขวัญให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างแท้จริง

แม้จะมีความล่าช้าเกิดขึ้น แต่ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – เพื่อไทยขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย

วราวุธเผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณพรรคร่วมรัฐบาล

“วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยคาดว่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้เสียก่อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากทางฝั่งพรรคเพื่อไทย และก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีแนวทางหรือสัญญาณใดๆ ที่เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าหลังจากวันที่ 29 สิงหาคมไปแล้ว จะมีการหารือกันถึงเรื่องนี้

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด และท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนา

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายวราวุธกล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังคงสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม พรรคก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พรรคก็พร้อมที่จะปรับท่าทีให้เหมาะสม

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจเป็นเพราะต้องการรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดท่าทีที่เหมาะสม นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

  • การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ
  • พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมสนับสนุนรัฐบาล
  • ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อนาคตของรัฐบาล และบทบาทของพรรคร่วมรัฐบาล

อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็อาจต้องยุติบทบาทลง

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

การที่วราวุธออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การที่เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ดังนั้น การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และกำหนดท่าทีร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาลนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

เพื่อไทยมั่นใจ! ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ลาออก

“วิสุทธิ์” เผย ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.นี้ สส.พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นนายกฯ ไม่ชิงลาออก ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.พรรคเพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยมั่นใจไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวถามต่อ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไรหากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า “กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯ ไม่มีความผิด” ส่วนคำถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเป็นชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ ระบุว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม ไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกรัฐมนตรีก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เพื่อไทยตอบโต้กระแสข่าวลือนายกฯ ลาออกก่อน ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.

ขณะที่คำถาม ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากผลการตัดสินออกมาเป็นลบจริง พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยเชื่อไม่ชิงลาออก ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

สส.เพื่อไทย ประสานเยียวยาชายแดน-ปราบยาเสพติด

สส.เพื่อไทย ยันช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

“ชญาภา” ย้ำ สส.เพื่อไทย ช่วยประสานติดตามมาตรการช่วยเยียวยาประชาชนเหตุชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ตกหล่น เผยผลงานรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สส.พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น

ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในช่วงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ใน 3 พื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า 2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุต่อไปว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“ดิฉันเชื่อและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย”

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า “จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป” ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ชญาภา ระบุว่า “KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน”

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินการของ สส.เพื่อไทย ในการ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยัน สส.เพื่อไทย ช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

เพื่อไทยชี้ ยกเลิก MOU 43-44 ต้องรอบด้าน

“ชญาภา” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แนะฝ่ายค้านเสนอญัตติ MOU 43-44 เข้ามาใหม่ ซัดพรรคคนรุ่นใหม่ เล่นการเมืองทุกทางเพียงหวังจะโค่นล้มรัฐบาล ย้ำ ปิดประชุมสภาฯ เหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกล่าวถึงกรณีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาฯ เพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 ของพรรคฝ่ายค้าน

น.ส.ชญาภา ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นว่าสภาฯ คือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำต่อไปว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความหวาดกลัวใดๆ และ MOU 2543 เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซียและลาว”

ขณะเดียวกัน น.ส.ชญาภา ย้ำด้วยว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือน ว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้วเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศและอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่”

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นในจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประคองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น”

ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน?

การตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การยกเลิก MOU อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่กรณี และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะยาว
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: MOU บางฉบับอาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การยกเลิกอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ: MOU บางฉบับอาจมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง การยกเลิกอาจทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้น

นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต้องพิจารณาถึงทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น การแก้ไข MOU หรือการเจรจาข้อตกลงใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากที่สุด

การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้านจริงหรือไม่? สังคมต้องร่วมกันพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – เพื่อไทยชี้ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ซัดพรรคคนรุ่นใหม่เล่มเกมการเมือง

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี ยิ้มรับ!

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มแย้มหลังไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น พยักหน้ายิ้มรับ วันนี้กำลังใจดี หยุดทักทายประชาชน พร้อมขอบคุณที่มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้านพร้อมสามีและพี่สาว

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ได้ลงมาจากตึกในเวลา 13.24 น. พร้อมกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ นางสาวพิณทองธาร ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมไหว้ขอบคุณสื่อที่มาเกาะติดการทำข่าว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า วันนี้กำลังใจดีหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ได้พยักหน้ารับ ก่อนตอบว่าดีค่ะ จากนั้น น.ส.แพทองธารพร้อมสามี ได้เดินไปทำความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเดินทางออกไปจากตึก โดยมีประชาชนนั่งวีลแชร์มารอตรงประตูทางออก เพื่อส่งกำลังใจ ซึ่งน.ส.แพทองธารได้หยุดทักทายและขอบคุณที่วันนี้มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ได้ใช้เวลาในการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ขณะที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธารในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความหมายและนัยยะสำคัญต่างๆ

การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวว่า “วันนี้กำลังใจดี” ย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ นอกจากนี้ การที่เธอหยุดทักทายและขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการเมือง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

จากรายงานข่าว น.ส.แพทองธารใช้เวลาในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน สิ่งนี้อาจบ่งชี้ได้ว่ามีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ต้องชี้แจงและอธิบายต่อศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาในการชี้แจง 1 ชั่วโมง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงหรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่ารายละเอียดของการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การที่เธอแสดงออกถึงความมั่นใจและกำลังใจที่ดี ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนให้ความสนใจและเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความหวังที่พวกเขามีต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ การสนับสนุนและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยให้ น.ส.แพทองธาร สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปได้

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก การที่เธอแสดงความมั่นใจและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “แพทองธาร” พยักหน้ายิ้มรับ แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จ ศาลย้ำห้ามเผยแพร่

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

ศาลรัฐธรรมนูญให้เลขา สมช. ชี้แจงเป็นคนแรก ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน “นายกฯ แพทองธาร” ล่าสุดชี้แจงเสร็จสิ้นแล้ว โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ศาลสั่งย้ำห้ามนำคำไต่สวนไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 12.58 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การไต่สวนในกรณีที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องของ ส.ว. จำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น มีความคืบหน้าแล้ว

วันนี้ ศาลได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่มาฟังการไต่สวนได้รับทราบว่า การไต่สวนจะเรียกไต่สวนทีละคน โดยเริ่มจากนายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. และตามด้วย น.ส.แพทองธาร โดยจะไม่มีการถ่ายทอดสดสัญญาณให้บุคคลภายนอกได้รับชมและรับฟัง เนื่องด้วยประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาลรัฐธรรมนูญให้นายฉัตรชัยชี้แจงเป็นคนแรก ซึ่งใช้เวลาในการชี้แจงไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน น.ส.แพทองธาร นั้นได้ทำการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วในเวลา 13.01 น. โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.02 น. คณะตุลาการได้อ่านปิดการไต่สวนสำหรับวันนี้ โดยได้สั่งกำชับทุกคนว่าห้ามนำข้อมูลจากการไต่สวนไปเผยแพร่ต่อ และห้ามบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อาจจะสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดให้นัดปิดคดีในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 09:30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันเดียวกัน พิจารณาแล้วเห็นว่าตุลาการแต่ละท่านมีเวลาในการทำความเห็นส่วนตัวเพียงหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบพิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 จึงให้คู่กรณีแถลงปิดคดีต่อศาลภายในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาที่กำหนด จะถือว่าไม่ติดใจที่จะยื่นคำแถลงดังกล่าว ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจาและการลงมติ รวมถึงการอ่านคำวินิจฉัยนั้น ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม คือวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ความสำคัญของการพิจารณาคดี “แพทองธาร”

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีและเสถียรภาพของรัฐบาล การตัดสินใจที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากศาลตัดสินว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีความซับซ้อนทางกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในวงกว้าง การรายงานข่าวอย่างถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นที่จับตามองของประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

ชมสด! เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน

ชมสด! เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยาน นายกฯ อิ๊งค์ และ เลขาธิการ สมช. ในคดีที่ 36 ส.ว. ยื่นร้องความเป็นรัฐมนตรีของ “แพทองธาร” สิ้นสุดลงหรือไม่ ก่อนนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติ 29 ส.ค. 68 จับตาทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมือง

หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องคดี สว. ร้องถอดถอน “แพทองธาร ชินวัตร” ปมคลิปเสียงสนทนา “ฮุน เซน” และมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างกว้างขวาง การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ชมสด! เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 10.30 น. การไต่สวนครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัด ถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง ที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดี ให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 ส.ค. หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

ช่องทางติดตาม ชมสด! เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตามความคืบหน้าของคดี สามารถรับชมรายงานสดจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ ดังนี้:

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ท่านเข้าใจประเด็นต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีวิจารณญาณ

การพิจารณาคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ผลของการตัดสินอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน อย่าพลาดโอกาส ชมสด! เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดให้ประชาชนเข้ารับฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัย ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม และผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไป

ที่มา – ชมสด เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน ปมคลิปเสียง “นายกฯ อิ๊งค์” คุย “ฮุน เซน”

Scroll to top